ซีอีโอ ต้องเต้นระบำก่อน

ซีอีโอ ต้องเต้นระบำก่อน

“บัณฑูร ล่ำซำ” ได้ชื่อว่าเป็นซีอีโอพันธุ์ใหม่คนหนึ่ง
“วันนี้พนักงานทุกคนต้องร้อยใจให้เป็นหนึ่ง เดียว ทีมงานต้องเดินไปด้วยกัน”
นั่นเป็นคำกล่าวของเขาเมื่อต้นเดือนเมษายนในวันเปิดตัว “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” เอ็มดีธนาคารกสิกรไทยคนใหม่
และในการบรรยายในหัวข้อ “การบริหารทรัพยากรมนุษย์พันธุ์ใหม่” บัณฑูรยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงในโลกของธุรกิจนำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการที่ยากขึ้นกว่าเดิม ยากกว่าสมัย 10 ปีที่แล้วมาก
“ผมพูดจากมุมมองของธนาคารพาณิชย์ โจทย์วันนี้ยากกว่าสมัยทำรีเอ็นจิเนียริ่งเยอะ เพราะว่าคู่แข่งมาหลายรูปแบบ มาหลายช่องทาง คือคนที่เป็นตลาดเป็นลูกค้า มีความต้องการมากขึ้น มีความพิถีพิถันในการที่จะคัดเลือก การที่จะใช้บริการทางการเงิน หรือบริการทั้งหลาย ซึ่งบริษัทที่ท่านผลิตออกมา”
พอมาพูดถึงเรื่องการจัดการก็เข้าเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนสำหรับโลกของการจัดการในปีนี้ สังเกตจากการบรรยายหรือการสัมมนาต่างๆ เรื่องใหญ่คือเรื่องของการจัดการเรื่องคน เรื่องทรัพยากร มนุษย์ หรือ HR ท่านคงเคยได้ยินเรื่องขององค์กรใหญ่ที่ต้องจัดการกับคนจำนวนมาก
สาระของการจัดการเรื่องคนจำนวนมากคือเตรียมตัวที่จะปวดหัวได้ ที่ใดที่มีคนมากไม่ต้องถึง 100 คนหรอก มากกว่า 1 คนขึ้นไป ก็ต้องพร้อมที่จะปวดหัวซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของสังคมมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่จะวิ่งหนีได้ แต่เป็นสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจและทำงานไปด้วยกันได้
ทุกคนคงเคยได้ยินสำนวนที่ว่า “ทำให้ช้างเต้นระบำ” เป็นสำนวนที่อดีตประธานกรรมการของบริษัทไอบีเอ็มได้ตั้งขึ้นมา จากประสบการณ์ของเขาที่เข้าไปแก้ไขบริษัทไอบีเอ็ม ซึ่งตอนแรกทำท่าจะไปตั้งแต่ทีแรก เป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จมาตลอด ในประวัติศาสตร์ขององค์กรของเขา
ในสำนวนที่ว่าฟังดูดี ผมก็ยืมมาใช้เพราะธนาคารกสิกรไทยเรามีช้างอยู่ 2 เชือกด้านหน้า ชื่อ “พลายปัญญา” กับ “พลายบารมี” ปีที่แล้วได้มีโอกาสไปบรรยายก็บอกว่าโจทย์ของผมก็คือ “ทำให้ช้างเต้นระบำ” แต่เท่าที่ทำมาพลายปัญญากับพลายบารมีก็ยังไม่ได้เต้นระบำ ธนาคารกสิกรไทยก็กำลังจะเริ่มเป็นช้างเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้เต้นระบำเท่าไหร่นัก รู้สึกว่าจะมีเต้นอยู่คนเดียวคือผมเท่านั้นเอง
เป็นเรื่องปกติ คนที่เป็นซีอีโอต้องเต้นก่อนคนอื่นจึงจะมีโอกาสเต้นตาม แต่สิ่งที่มิสเตอร์หลุยส์ วี. เกิรสต์เนอร์ (ทำงานอยู่ไอบีเอ็น 9 ปี ตอนนี้เกษียณอายุไปแล้ว เป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ “Who Says Elephants Can”t Dance ?” แปลเป็นภาษาไทยโดย “ประภาศรี จุลภูมิพินิจ” ในชื่อว่า “ใครว่าช้างเต้นระบำไม่ได้ ?”) พูดไว้อย่างน่าสนใจ
“สาระสำคัญทั้งหมดอยู่ในการที่เขาพูดคุยกับผู้ร่วมงานของเขา 45 นาทีในวันที่เขาเข้ามาที่บริษัท ทุกอย่างสรุปอยู่ในตัวนั้นที่เหลือเป็นการไปจัดการ”
ในเวลา 45 นาทีนั้นที่เกิรสต์เนอร์พูดเท่าที่ “บัณฑูร” จำได้
1.ทุกอย่างที่เราทำถูกกำหนดโดยตลาด ซึ่งความเป็นไปในตลาดเป็นสิ่งที่จะมาบีบเราให้ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อตอบสนองความต้อง การของตลาด ทุกอย่างที่เราทำเป็นความกดดันมาจากตลาด
2.เรื่องที่คนทำในองค์กรมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ คือเรื่องที่ทำคนเดียวได้ กับเรื่องที่ต้องทำเป็นทีม แต่ส่วนใหญ่เรื่องที่ทำในองค์กรเป็นเรื่องที่ทำหลายคน และเรื่องที่ทำเป็นทีมก็ต้องทำกันเป็นทีมให้ได้
3.ที่ผมนำมาเตือนตัวเองอยู่ทุกวันนี้ก็คือ แนวทางแก้ปัญหาหรือที่เรียกกันสวยหรูว่ายุทธ ศาสตร์ก็เหมือนกันทั้งนั้น เรียนตำราเดียวกันทั้งนั้น แม้กระทั่งไปจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ต้องไปจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ เพราะไม่เช่นนั้นไม่มีใครเชื่อถือ เอาของเหมือนกันมาขายทุกบริษัท พูดเหมือนกันทุกอย่าง
“เพราะฉะนั้นมันไม่มีความลับอะไร การสัมมนา การอบรมเรื่องยุทธศาสตร์ พูดว่าจะต้องแสวงหาเคล็ดลับอะไรสักอย่างหนึ่งของยุทธ ศาสตร์ที่จะต้องเอามาเชือดเฉือนกับคู่ต่อสู้ ผมรับประกันได้ว่าไม่มียุทธศาสตร์ใดเด็ดๆ”
สิ่งที่จะตัดสินว่าใครเป็นคนแพ้ชนะในการแข่งขัน คือการเอาไปปฏิบัติ ภาษาอังกฤษอ่านว่า เอาต์-เอ็กซิคิวต์ คือเอาไปปฏิบัติให้ได้ผลออกมาเสร็จก่อน เสร็จมากกว่าคู่ต่อสู้
และนี่คือสิ่งที่เป็นโจทย์ของเราทุกคนในยุคของการแข่งขันการจัดการ คือจะทำอย่างไรให้คนทั้งหลายที่อยู่ในองค์กรทำงานแล้วได้ผลตามที่เขียนไว้บนกระดาษ ?
“เขาเขียนไว้บนกระดาษทั้งนั้น วาดไว้สวยหรู ท่านก็มีชุดหนึ่ง ผมก็มีชุดหนึ่ง แต่ผลไม่ออกมา เพราะในที่สุดแล้วมันเป็นเรื่องของคนที่จะไปจัดการ มาทำงานร่วมกัน ยิ่งคนมากก็ยิ่งมีปัญหา ปวดหัว ปวดหัวใจมาก”
“อันนี้ไม่ใช่ความลับ เป็นเรื่องที่ทุกคนที่รู้กันอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้มีสูตรลับอะไรมากมาย ผมก็ยัง กระเสือกกระสนอยู่เหมือนกันในโจทย์ที่เป็น งานของผม เพราะว่าจะพูดว่าธนาคารกสิกรไทยประสบความสำเร็จก็พูดได้ไม่เต็มปาก ถ้าเทียบกับคนอื่นก็ไม่ได้เด่นอะไรมากมาย”
การบริการลูกค้า การออกผลิตภัณฑ์ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็เหมือนกับทุกคนไม่มีใครดีครบถ้วนหมดทุกอย่าง บางครั้งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมได้รางวัล บางทีมีภาพที่ติด มีชื่ออยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ก็อาจจะเป็นโครงการที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับธุรกิจ เช่น โครงการช่วยหนูด้วย ช่วยช้างด้วย ต่อไปอาจจะต้องมีโครงการช่วยลูกช้างด้วย แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่เราจะต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่นว่า แซงคู่ต่อสู้ขาดเลย ยังไม่เห็นจริงๆ ในการแข่งขัน ทุกคนตื่นเช้ามาก็มีความกดดันด้วยกันทั้งนั้น
เป็นเรื่องที่ต้องมาหาวิธีการ ทำอย่างไรให้เกิดความคืบหน้าที่ไม่ช้าจนเกินไป เวลาเป็นมิติที่สำคัญ ถ้าช้าคนอื่นเขาออกตลาดก่อน ลูกค้าไปแล้วไปเลย ไม่กลับมาง่ายๆ
เรื่อง”คน”มันยุ่งHRจึงสำคัญ
สายงานที่เกี่ยวกับงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ปัจจุบันมีบทบาทมากซึ่งแต่ก่อนไม่มีใครมองมากนัก ในยุคที่เศรษฐกิจไม่มีปัญหา ในยุคที่ไม่มีการเจริญเติบโตของมหภาคของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างสวยหรู
เมื่อ 20 ปีที่แล้วก่อนจะล่มสลายลงมา บทบาทของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เรียกว่าสายการพนักงาน มีหน้าที่เก็บบัญชีเงินเดือนพนักงาน แล้วเปิดรับสมัครเป็นครั้งคราว ฉะนั้นสายงานเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์แต่ก่อนไม่มีบทบาทอะไรมากมาย
เพราะฉะนั้นโดยธรรมชาติ โดยประวัติ ศาสตร์ โดยประสบการณ์ในอดีต คนที่ทำ งานในสายทรัพยากรมนุษย์หรือสายการพนักงานนั้น จะมีปมด้อยอยู่ ไม่ใช่ตัวเด่นมากมายในระบบของการจัดการ ฝ่ายดาราคือฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย
แต่มาวันนี้ไม่ใช่เพราะว่าโจทย์ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน ไม่ใช่แค่ว่าการจัดการคนแค่รับคนเข้ามาแล้วตีทะเบียนกัน แล้วจบกันไป มันจะสู้ไม่ได้ มันจึงเห็นผลในวันนี้ว่าเรื่องของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่เรียกว่า HR นั้นเป็นประเด็นที่คนสนใจ สมัยก่อนจัดขึ้นเป็นการสัมมนาเล็กๆ มาวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่ามันไม่เกิดขึ้นมาได้เอง เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน
“เรื่องของคนมันยุ่งแล้วทำไมเราถึงไม่ได้คนที่มีคุณภาพดีมาอยู่กับเรา แล้วไม่หนีไปที่อื่น ไม่ถูกคนอื่นแย่งไป แล้วทำไมคนที่อยู่ถึงทะเลาะกันอย่างนี้ ไม่ทำงานร่วมกันดีๆ”
ก็เลยเกิดความรู้สึกที่จะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมว่าจะจัดการกับระบบของมนุษย์ในองค์กรอย่างไร ให้ได้ผลตามที่วาดแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจไว้

ที่มา : www.nidambe11.net

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *