ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมผลิตข้าวครบวงจร

ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมผลิตข้าวครบวงจร
ปัญหาราคาข้าวเปลือก คือปัญหาที่ “บาดใจ” ชาวนาไทยมาโดยตลอด ชาวนาผู้ผลิตข้าวเหนื่อยแสนสาหัสกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มา หวังจะพึ่งราคาขายให้ได้ชื่นอกชื่นใจกันบ้างก็ยากเต็มกลืน การค้าข้าวเปลือกจะไปได้ดีก็ที่ปลายทาง คือพ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อและผลิตเป็นข้าวสารสู่ผู้บริโภค ชาวนาจึงกลายเป็นผู้ที่เสียเปรียบอยู่ตลอดกาล สาเหตุเพราะไม่สามารถทำตลาดได้นั่นเอง

เมื่อเกิดปัญหาเรื้อรังมาช้านาน ชาวนาจึงต้องดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนวงจรการค้าข้าวที่ถูกกดขี่ มีการรวมตัวกันจัดตั้งในรูปแบบของสหกรณ์ขึ้นมา เพื่อพยุงราคารับซื้อและจัดหาตลาดโดยกลุ่มซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ก็มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มขึ้นมาเอง บริหารจัดการแบบครบวงจร เริ่มจากปลูกข้าวไปจนถึงเก็บเกี่ยวและสีเป็นข้าวสารบรรจุถุงขายโดยตรง เป็นวิธีการที่แก้ไขปัญหากันเองอาศัยความสามัคคีของหมู่คณะในหมู่บ้านและตำบลเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งลักษณะการบริหารงานกลุ่มแบบนี้มีอยู่มาก ประสบความสำเร็จบ้าง ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่บ้าง มีให้เห็นเป็นกรณีศึกษาในหลายๆ พื้นที่

ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่น่าจะเป็นกรณีศึกษาได้ชัดเจนชุมชนหนึ่งก็คือ ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเวฬุวัน หมู่ที่ 8 ตำบลวังบ่อ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ มี คุณประยูร ชัยชน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 8 เป็นประธานกลุ่มหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของชุมชน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้ใหญ่ประยูรและคณะ มี คุณอรรณพ วัดแย้ม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเวฬุวัน คุณนิรันดร์ ก้องสนั่น ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อำเภอหนองบัว คุณครูผู้ชำนาญการพิเศษของโรงเรียนบ้านเวฬุวัน และกลุ่มเกษตรกรชาวบ้านเวฬุวันร่วม 50 คน มาให้การต้อนรับร่วมสนทนา

ผู้ใหญ่ประยูร บอกว่า ที่บ้านเวฬุวันแห่งนี้มี 143 ครัวเรือน ประชากร 581 คน ชาวบ้านมีอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก เพราะสภาพพื้นที่โดยรอบหมู่บ้านเป็นที่ราบลุ่ม

ผู้ใหญ่ประยูร กล่าวต่อไปว่า ปัญหาที่ประสบก็คือ ปัญหาเรื่องราคาข้าวเปลือกที่เหมือนๆ กันทั่วประเทศ แต่ที่บ้านเวฬุวันแห่งนี้จุดประกายความเป็นมาของการรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรขึ้นมา เกิดขึ้นเมื่อปี 2545 เมื่อครั้งนั้นเกิดปัญหาข้าวหอมมะลิที่ชาวบ้านปลูกกันอยู่ถูกระบุว่าเป็นข้าวขาวจังหวัด ส่งผลถึงราคาขายซึ่งแต่เดิมชาวนาในพื้นที่เกี่ยวข้าวขายในราคาข้าวหอมมะลิ แต่พอมาระบุว่าเป็นข้าวขาวจังหวัด ราคารับซื้อข้าวเปลือกจึงตกลงมา ทำให้ชาวบ้านคิดแก้ปัญหาเรื่องราคาข้าวเปลือกจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านเวฬุวันขึ้นมาในปี 2546

ขณะนั้นโครงการเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่มีมา แต่ชาวบ้านจำเป็นต้องรวมตัวกันแก้ปัญหาราคาข้าวกันเอง ในที่สุดก็เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องสร้างโรงสีขึ้นมา ตัดคนกลางที่เข้ามากดราคาข้าวเปลือกออกไป

ผู้ใหญ่ประยูร กล่าวต่อไปอีกว่า จากนั้นก็นำเรื่องไปปรึกษาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งทาง ธ.ก.ส. เองก็รับให้ความช่วยเหลือ ให้เจ้าหน้าที่พาสมาชิกกลุ่มไปศึกษาดูงานการผลิตข้าวโดยกลุ่มแบบครบวงจรหลายแห่ง แล้วก็มาดำเนินการสร้างโรงสีขึ้นมาในหมู่บ้าน ประชุมจัดระบบการทำงาน วางเป้าหมายให้ผลประโยชน์กลับคืนสู่ชาวบ้านผู้ผลิตให้ได้มากที่สุด จัดตั้งเป็นคณะกรรมการทำการบริหารงาน มีเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. คอยเป็นพี่เลี้ยง เมื่อผลผลิตข้าวเปลือกออกมาชาวบ้านก็นำมาให้โรงสีก็เป็นข้าวสาร เกิดเป็นกิจกรรมขนาดย่อมขึ้นในชุมชน

ต่อมาเมื่อรัฐบาลเข้ามาส่งเสริมโครงการ SML เกิดขึ้น กลุ่มก็เข้าสู่โครงการได้รับงบประมาณก็นำมาขยับขยายโรงสี ทำลานตากข้าว และจัดหาซื้อเครื่องบรรจุข้าวสารถุงออกจำหน่าย จัดทำฉางข้าวเก็บข้าวเป็นส่วนกลาง มีการจัดทำบัญชีกลุ่มให้ชัดเจนต่อการตรวจสอบ

ผู้ใหญ่ประยูร กล่าวอีกว่า โรงสีชุมชนผลิตข้าวบรรจุถุงออกจำหน่าย มีขนาดถุง 15-10 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ส่งขายให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นและใกล้เคียง ขณะเดียวกันทาง ธ.ก.ส. ก็เข้ามาช่วยจัดหาตลาดให้อีกทางหนึ่ง ทำให้เกษตรกรขายข้าวได้ราคาขึ้น ขณะเดียวกันทางกลุ่มก็เริ่มโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมาใช้กันเอง ทดแทนปุ๋ยเคมีที่นับวันมีแต่จะราคาแพงขึ้นๆ จุดนี้จะช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตได้อีกมาก ชาวนาจะอยู่รอดได้ ไม่ใช่หวังเพียงแค่ให้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้นเท่านั้น แต่จะต้องลดต้นทุนการผลิตในแปลงนาของตนเองด้วย

คุณนิรันดร์ ก้องสนั่น ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า ตามสายตาของชาวบ้านที่ผ่านมาจะมองว่า ธ.ก.ส. คือผู้ให้สินเชื่อแก่เกษตรกรเท่านั้น ต่อมาทาง ธ.ก.ส. ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ โดยหันมาร่วมพัฒนาชนบทกับเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ทาง ธ.ก.ส. จะคอยเป็นพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษาให้กับชุมชนในชนบท สนับสนุนงานของเกษตรกรที่รวมกันเป็นกลุ่ม ชุมชนจะต้องมีความสามารถตั้งต้นงานขึ้นมาก่อน อาจจะรวมหุ้นกันหรือร่วมแรงร่วมใจกันทำอย่างใดอย่างหนึ่งก้าวเดินออกมาก่อน เมื่อมีความจำเป็นเงินไม่พอที่จะก้าวเดินต่อ ตรงนี้เอง ธ.ก.ส. ก็จะเข้าไปช่วยสนับสนุน ให้ชุมชนมีแรงที่จะก้าวเดินต่อไป จนกระทั่งชุมชนเลี้ยงตัวเองได้ เป็นชุมชนเข้มแข็งในก้าวต่อๆ ไป

คุณนิรันดร์ กล่าวต่อไปว่า อย่างเช่น ชุมชนบ้านเวฬุวันแห่งนี้ เมื่อเขารวมตัวกันขึ้นมา มีการรวมหุ้นกันจัดตั้งโรงสีขึ้นในชุมชน ธ.ก.ส. ก็เข้าไปสนับสนุนเพื่อให้การดำเนินงานก้าวเดินไปข้างหน้าได้ จากโรงสีเล็กๆ ค่อยๆ ขยับขยายมาเป็นขนาดกลาง มีฉางเก็บข้าว มีลานตากข้าวเอง จากนั้นก็สีเป็นข้าวสารบรรจุถุงออกขาย ธ.ก.ส. ก็สนับสนุนด้านการตลาด จนชุมชนเป็นชุมชนเข้มแข็งในที่สุด

คุณอรรณพ วัดแย้ม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเวฬุวัน กล่าวว่า สำหรับบทบาทของโรงเรียนที่มีต่อชุมชนนั้น ทางโรงเรียนก็ปลูกฝังบุตรหลานของชุมชน ให้รู้จักการทำเกษตรอย่างถูกต้อง เพื่อให้เป็นบุคลากรที่ดีต่อไปในวันข้างหน้า

ทุกวันนี้ พ่อแม่ต้องการให้ลูกเรียนดี เรียนสูงๆ อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีขึ้น จนบางครั้งก็มองข้ามหลายๆ สิ่งที่ใกล้ตัวไป การทำนาเป็น กับการทำนาได้ นั้นมันผิดกัน การทำนาเป็นจะต้องรู้ว่าควรใช้ปุ๋ยอะไรกับต้นข้าวที่มีขนาดอายุเป็นขั้นๆ ไป จะต่างกับทำนาได้ก็คือ เริ่มจากไถนาหว่านข้าว ใส่ปุ๋ยไปตามเรื่องตามเพื่อนบ้าน ไม่รู้ว่าควรจะใส่ปุ๋ยมากหรือน้อย หรือควรจะทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าที่เคยเป็น

ตรงจุดนี้ทางโรงเรียนจะปลูกฝังให้เด็กมีความรู้ทางการเกษตรอย่างถูกวิธี เป็นการปลูกฝังเด็กแต่วัยเริ่มต้น เมื่อเด็กจบการศึกษาออกไป ถ้าเขามีโอกาสเรียนต่อสูงขึ้นก็ดีไป แต่ส่วนใหญ่มักหวนกลับมาใช้ชีวิตเกษตรกรแบบทางบ้าน ตรงนี้เด็กก็จะเอาความรู้ที่เรียนมาใช้กับแปลงเกษตรของตนเองอย่างถูกวิธีได้ เป็นการปูพื้นฐานให้เด็กได้เรียนรู้ การทำเกษตรอย่างถูกวิธี เพื่อนำเอาความรู้ไปใช้ต่อไปในอนาคต

ที่ชุมชนบ้านเวฬุวันทุกวันนี้ นอกเหนือจากมีโรงสีในชุมชนแล้ว ชาวบ้านยังมีกิจกรรมอีกหลายๆ อย่างที่ทำกันออกมา เช่น ตั้งกลุ่มทำน้ำหมักชีวภาพ ทำน้ำยาล้างจาน ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และกำลังเริ่มการเลี้ยงหมูหลุม ทุกอย่างเป็นรายได้ให้ผู้คนในชุมชนมีงานทำ มีอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว เป็นต้นแบบที่ดีตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *