ชีวิต…คือการลงทุน

ชีวิต…คือการลงทุน
Money Pro : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
ท่านที่ได้รับบัตรอวยพรปีใหม่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อาจจะสังเกตว่าในบัตรเขียนว่า “ชีวิต…คือการลงทุน” ดิฉันเห็นว่าชื่อเก๋ไก๋และมีความหมายจึงขอยืมมาใช้เป็นหัวเรื่องในวันนี้
พ่อแม่ต้องลงทุนให้กับลูกตั้งแต่ก่อนลูกจะเกิด ด้วยการบำรุงร่างกายของแม่ เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารดีๆ ทำจิตใจของแม่ให้แจ่มใส เพื่อให้ลูกมีสุขภาพจิตดี เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดู บำรุงร่างกายลูกให้แข็งแรง ให้การศึกษาเพื่อลูกจะได้เลี้ยงดูตัวเองได้เมื่อโตขึ้น ให้การอบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ของประเทศ และของโลก
การลงทุนกับลูกนี้ ดิฉันเคยเขียนไปเมื่อหลายปีก่อนว่า เป็น “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด” แต่ “การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง” หากลูกไม่ได้เป็นคนดีหรือลูกทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ผลลัพธ์ของการลงทุนก็จะเบี่ยงเบนไปจากที่พ่อแม่ตั้งใจ
ในโลกของการลงทุน เมื่อผู้ลงทุนลงทุนไปแล้วไม่ได้ผลลัพธ์สมดังความตั้งใจ ดิฉันไม่แนะนำให้เลิกลงทุนค่ะ แต่จะแนะนำให้ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และอาจจะปรับลดเป้าหมายการลงทุน เพราะบางครั้งเป้าหมายการลงทุนของท่าน อาจจะไม่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยง หรือระยะเวลาการลงทุนของท่าน หรือบางครั้งเป้าหมายของท่านอาจจะยากที่จะเป็นจริง เช่นเดียวกันกับการลงทุนในชีวิตค่ะ หากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แทนที่จะเอาแต่ผิดหวัง ต้องหันมาดูว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้สมเหตุสมผลหรือไม่ และอาจต้องปรับลดเป้าหมายลง
ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ต้องการการลงทุนที่ “ไม่เสี่ยง แต่ได้ผลตอบแทนสูง” ซึ่งดิฉันย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่มีการลงทุนที่ไม่เสี่ยงแต่ได้ผลตอบแทนสูง ตัวอย่างของการหลอกลวงให้ลงทุนในแชร์ลูกโซ่นั้น แชร์ลูกโซ่นี้ จึงมีปรากฏอยู่ตลอด เพราะผู้หลอกลวงเขาจับจุดได้ว่า คนส่วนใหญ่ต้องการการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง และเมื่อผลตอบแทนสูงถึงจุดหนึ่ง คนจะลืมเรื่องความเสี่ยง
หากเราทราบว่า “ผลตอบแทนสูง แต่ไม่เสี่ยง” ไม่มีในโลก เราก็จะไม่ให้ความสนใจกับการโฆษณาชวนเชื่อ เกี่ยวกับการลงทุนในแชร์ต่างๆ พวกนี้เลย เพราะเรารู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ผลตอบแทนขนาดนั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องทำวิธีพิเศษที่จะทำให้สามารถจ่ายผลตอบแทนได้สูง ซึ่งโดยทั่วไปก็ใช้วิธีเอาเงินของคนใหม่ มาจ่ายผลตอบแทนให้คนเก่า และเมื่อใดที่หาคนใหม่มาลงทุนไม่ได้ ลูกโซ่นี้ก็จะขาดตอน ความก็จะแตก
การลงทุนในชีวิตของลูก ความคาดหวังของพ่อแม่ต้องพอดีๆ ค่ะ หากตัวพ่อแม่เองก็ไม่เคยเรียนได้คะแนนดีๆ ลูกของท่านก็มีความเสียเปรียบเรื่องต้นทุนไปบ้างแล้ว เพราะครึ่งหนึ่งของไอคิวมาจากพันธุกรรม นอกจากนี้ หากท่านไม่เคยให้เวลาในการอบรม ในการพูดคุยและเปลี่ยนความเห็นในการสั่งสอนลูก ท่านจะหวังให้ลูกเป็นคนดี รู้กาลเทศะ รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำไม่ได้หรอกค่ะ ตรงนี้ถือว่าท่านลงทุนน้อยไป จะหวังผลตอบแทนสูงๆ คงไม่ได้ ขอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนวิธีการ โดยการหันมาลงทุนให้ความเอาใจใส่กับลูกมากขึ้น
การลงทุนต้องมีระยะเวลา เช่น เราตั้งเป้าหมายว่าจะลงทุนเพื่อการเกษียณอายุงานในอีก 10 ปีข้างหน้า เราก็ต้องเก็บเงินไปเรื่อยๆ และนำเงินนั้นไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง สำหรับการลงทุนในชีวิต เมื่อเรียนจบและเริ่มทำงาน แต่ละคนก็ต้องลงทุนเรียนรู้งานไปเรื่อยๆ หวังจะให้รู้งานและเก่งภายใน 1-2 ปี ย่อมเป็นไปไม่ได้ การเรียนรู้งานใช้เวลาลงทุนตลอดชีวิตการทำงานค่ะหยุดลงทุน (หยุดเรียนรู้) เมื่อใด ก็ถอยหลังเมื่อนั้น
การลงทุนในชีวิตการทำงานยังมีด้านอื่นนอกเหนือไปจากเรื่องวิชาการและเรื่องงาน นั่นคือการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน การมีความปรารถนาดีและจริงใจกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นในระดับสูงกว่า ระดับเดียวกัน หรือระดับต่ำกว่า เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ดีและยืนยาว แต่ความปรารถนาดีและจริงใจนี้ ต้องแวดล้อมไปด้วยการรู้กาลเทศะนะคะ เรื่องของกาลเทศะนี้เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ เรียนรู้จากผู้ใหญ่ ผู้มีประสบการณ์หรือเรียนรู้จากข้อผิดพลาดทั้งของตนเองและของผู้อื่น
เมื่อเรามีตำแหน่งสูงขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น เราต้องทราบว่าความคิดบางอย่าง “คิดได้ แต่ พูดไม่ได้” ขอยกตัวอย่างไกลตัวหน่อย ตอนที่ โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ แพ้การแข่งขันเทนนิสในรอบรองชนะเลิศ ของออสเตรเลียนโอเพ่น สื่อมวลชนได้ถามว่าคุณคิดว่าในรอบชิงชนะเลิศที่ โดโควิค จะชิงกับ ซองกา ใครจะชนะ เฟดเดอเรอร์ ซึ่งกำลังหงุดหงิดและผิดหวังที่ตนเองแพ้และอดเข้าชิง ตอบว่า “ผมไม่สนใจ” (I don’t Care) ในสถานการณ์ซึ่งผู้พูดเป็นบุคคลสาธารณะ เขาควรจะตอบว่า “มีสิทธิชนะด้วยกันทั้งคู่ เพราะการที่ซองกาสามารถเอาชนะนาดาล และการที่โดโควิคเอาชนะผมมาได้ ก็ต้องถือว่าทั้งคู่มีฝีมือดี”
การลงทุนในชีวิตคู่ ก็เช่นเดียวกัน ต้องลงทุนตั้งแต่การศึกษาให้รู้และเข้าใจอุปนิสัยของผู้ที่เราจะลงทุนใช้ชีวิตคู่ด้วย เมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องมีเวลาให้กันและกัน มีความอดทนในการใช้ชีวิตร่วมกัน ชีวิตคู่ในช่วงแรกจะมีความโรแมนติกอยู่มาก หลังจากนั้นจะค่อยๆ จืดจาง ดิฉันอ่านบทความจากนิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่ง เขาแนะนำให้พยายามเติมสีสันและรสชาติเข้าไปในชีวิตคู่ ต้องพยายามทำตัวให้เหมือนตอนที่ยังเป็นคู่รัก ยังไม่ได้แต่งงานกันบ้าง อาจจะหนีลูกไปรับประทานอาหารนอกบ้านกันสองคนบ้าง
แล้วก็มาถึงการลงทุนในชีวิตหลังเกษียณ การเตรียมตัวมีความสำคัญมาก ตั้งแต่เตรียมสุขภาพกายให้แข็งแรง เตรียมเงินทองเอาไว้ใช้ เตรียมงานอดิเรกไว้แก้เหงา ดิฉันได้พูดคุยกับเพื่อนที่อยู่ในธุรกิจการเงิน เขาให้ข้อแนะนำที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ เขาแนะนำให้มีช่วงเวลาเตรียมตัวเพื่อการเกษียณอายุงาน เพราะพบว่าหลายๆ คนเมื่อถึงเวลาเกษียณแล้ว เกิดอาการ “ช็อก” เล็กน้อย
เขามองว่าหากจะมีการเสวนาระหว่างคนที่กำลังจะเกษียณกับศิษย์เก่าที่เกษียณไปแล้ว มีการให้คำแนะนำ ทำกิจกรรมร่วมกัน และบริษัทให้พนักงานที่ใกล้จะเกษียณสามารถทำงานครึ่งวัน หรือทำงานสัปดาห์ละ 3 วัน ก็จะเป็นการเปรียบเสมือนค่อยๆ ให้เครื่องบินลงจอดอย่างนุ่มนวล แทนที่จะให้เกิดการช็อกในวันแรกของการเกษียณ ว่าตัวเองว่างและไม่มีอะไรทำ
ท่านได้ลงทุนในชีวิตของท่านไปแล้วมากน้อยเพียงใด

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *