ชัยเทพ ภัทรพรไพศาล ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนสู่ความสำเร็จ

ชัยเทพ ภัทรพรไพศาล ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนสู่ความสำเร็จ
Post Today – บรรดาเศรษฐีตระกูลดังๆ ของเมืองไทย หรือนักการเมืองเก่าและใหม่ระดับไหนก็ตาม นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี …
หากอยากจะรับประทานอาหารจีนที่อร่อยๆ ถูกลิ้น ถูกปาก มักจะนึกถึงชายผู้นี้ ชัยเทพ ภัทรพรไพศาล หรือ “มร.ลี” เจ้าของและผู้ก่อตั้ง ลี คิทเช่น เป็นอันดับต้นๆ เพราะว่ามิสเตอร์ลีผู้นี้ หากจะบอกว่าเขาคือปรมาจารย์ทางด้านอาหารจีนก็คงไม่มีใครปฏิเสธ โดยเฉพาะผู้ที่เคยลิ้มรสชาติอาหารของเขามาแล้ว ต่างยกนิ้วให้ว่าของเขาอร่อยจริง ซึ่งชัยเทพกล้าการันตีว่า หากลูกค้าบอกว่าอาหารของเขาไม่อร่อยเขาก็จะไม่คิดเงินสักบาทเดียวจากลูกค้า เพราะเขาถือว่า ลี คิทเช่น ขาย “ความอร่อยและคุณภาพ” เป็นสำคัญ

ธุรกิจในเครือเดอะ ลี แฟมิลี (The Lee Family) ของชัยเทพ นอกจากลี คิทเช่น ที่มีอยู่ 2 สาขา แล้วยังมี “ลี คาเฟ่” อีก 6 สาขา และลีเพลส 1 สาขา ซึ่งปัจจุบันเขาได้ให้ลูกๆ 3 คน ช่วยกันดูแล ลูกสาวคนโต “รริน” ปริญญาโท สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดูแล ลี คาเฟ่ “นุชญา” คนรอง ศิลปศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ดูแลธุรกิจโรงแรมลีเพลส เปิดบริษัททัวร์ร่วมกับเพื่อนและเป็นไกด์ คนสุดท้องเป็นชาย ชื่อ “ธันวา” จบพาณิชยศาสตร์และบัญชี หลักสูตรนานาชาติ จากสถาบันเดียวกับพี่สาวคนโต ดูแลเรื่องไฟแนนซ์และภาพรวมของธุรกิจในเครือที่กล่าวมา

สร้าง ‘ลี คิทเช่น’

มร.ลี สร้างธุรกิจของเขาจนก้าวมาถึงวันนี้ได้ เพราะเขาได้เลือกเดินเส้นทางนี้ของตัวเองไว้ตั้งแต่ต้น โดยทำงานโรงแรมที่โรงแรมโอเรียนเต็ล และต่อมาในปี 2516 ได้มาอยู่ที่โรงแรมดุสิตธานี 16 ปี ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งก่อนที่จะมาอยู่ที่ดุสิตธานีได้ตั้งใจจะเอาดีทางด้านนี้ จึงได้ศึกษาภาษาอังกฤษอย่างจริงจังด้วยตนเอง และไปเรียนที่สถาบันสอนภาษาที่สีลม 3 ปี จนสามารถพูดอังกฤษได้คล่อง

ชัยเทพถือคติว่าถ้ารักและเลือกอะไรแล้ว จะต้องทำในสิ่งนั้นให้ได้และทำให้ดีที่สุด เขาจึงมุ่งมั่นกับการเรียนภาษาอังกฤษอย่างเดียว ไม่ได้เรียนต่อเหมือนเพื่อนๆ ที่เรียนทั้งธรรมศาสตร์และจุฬาฯ

ทว่า จากการที่อยู่โรงแรมดุสิตธานีเป็นเวลานาน ทำให้ได้เรียนรู้วิชาการโรงแรมมากมาย และจากความขยันและความซื่อสัตย์ที่ชัยเทพบอกว่าได้มาจากคุณพ่อของเขา จึงได้ขึ้นเป็นผู้จัดการแผนกอาหารในห้องพักและคุมสระว่ายน้ำ และต่อมาทางดุสิตธานีก็ส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ

“สมัยนั้น เจ้านายส่งผมไปทำอะไร ที่ไหน แผนกอะไร ไม่มีผิดหวัง ทุกท่านจะรักผม เพราะท่านคิดว่าผมเป็นคนที่อุทิศตัวให้กับงานเสมอ และผลที่เห็นได้จากการที่ผมทุ่มเทกับงาน เจ้านายจึงส่งไปเรียนด้าน FSB ที่ The Lausanne Hotel School ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสถาบันที่สร้างคนโรงแรมคุณภาพมาตรฐานอันดับ 1 ของโลก และเมื่อกลับมาก็ทำงานในตำแหน่งสูงขึ้น มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น จนเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซี.พี. ชวนไปทำงานด้วย ซึ่งในขณะนั้นผมยังเหลือสัญญากับดุสิตธานีอีก 2 ปี จึงเรียนท่านว่าอยากจะเปิดร้านอาหารของตัวเอง จนกระทั่งเมื่อหมดสัญญากับดุสิตธานีจึงได้มาตั้งร้านอาหารตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งก็คือ ลี คิทเช่น ที่ถนนจันทน์ ใกล้กับตึกทีพีไอในปี 2532”

อยากรู้อะไรต้องศึกษาให้ถึงแก่น

ชัยเทพบอกว่า เดิมทีตัวเขาไม่เก่งอาหารจีน แต่เก่งอาหารฝรั่งเศส ทว่าเป็นคนที่ชอบศึกษาหาความรู้อยู่เป็นทุน และเชื่อว่าอาหารทุกอย่าง ไม่ว่า ไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น ศึกษาได้และเขาก็ศึกษาทั้งหมด ทั้งค้นคว้าในตำราและฝึกฝนด้วยตัวเอง จนทำให้มีความรู้ในเรื่องอาหารจีนถึงรากถึงแก่น

“ตอนแรกผมไม่เก่งอาหารจีน แต่เก่งอาหารฝรั่งเศส อาหารจีนที่ผมทำให้ดุสิตธานี เพราะว่าคิดว่าอาหารทุกอย่างศึกษาได้จึงได้ศึกษาค้นคว้า ฝึกฝน ทดลองด้วยตัวเองจนประสบความสำเร็จ ทุกคนรับประทานอาหารที่ผมทำก็บอกว่าอร่อย และผมก็เป็นคนทำอาหารจีนให้ดุสิตธานีดังที่สุดด้วย โดยดุสิตธานีเองก็เอาอาหารจีนเป็นตัวตั้งทำให้โรงแรมโดดเด่น ซึ่งปัจจุบันอาหารจีนของดุสิตธานีก็ยังโดดเด่นอยู่”

เขาทำงานที่ดุสิตธานีนาน 16 ปี ทำให้ได้เห็นบรรดาเศรษฐีตระกูลต่างๆ รวมทั้งนักการเมืองและคนมีเงินทั้งหลายเนืองๆ และอานิสงส์ตรงนี้ทำให้เขากล้าพูดว่า ไม่มีตระกูลไหนที่ไม่มาที่นี่ (ลี คิทเช่น) และการที่ลี คิทเช่น อยู่มาได้ถึงวันนี้ 20 กว่าปี ก็เพราะความอร่อยเป็นที่หนึ่ง ตามด้วยคุณภาพ ความสะอาด และบรรยากาศ ส่วนราคาชัยเทพยืนยันว่าถ้าไม่อร่อยจริงคงไม่มีใครมากิน ดังนั้นความอร่อยของอาหารจีนที่นี่ จึงพิสูจน์ได้และรอการพิสูจน์จากทุกคน

วินัยสร้างความสำเร็จ

เขาบอกว่าการทำธุรกิจ หรือไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม จะต้องมีวินัยในตัวเองจึงจะประสบความสำเร็จ และการที่ก้าวมาถึงจุดนี้สร้างธุรกิจด้วยมือและสมองของตัวเอง ก็เพราะเขามีวินัยสูง บุหรี่ไม่สูบ สุราไม่ดื่ม มุ่งมั่นเอาจริงกับงานอย่างเดียว ไม่โลเล และไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

“ผมคิดว่าคนเราจะต้องมีวินัยในตัวเองนะจึงจะประสบความสำเร็จ ผมว่าคนของประเทศไหนก็แล้ว แต่ถ้ามีวินัยประเทศนั้นก็จะเจริญก้าวหน้านำหน้าประเทศอื่น ทุกวันนี้สู้กันที่คนไม่ได้สู้ที่งาน อย่างเมืองไทยไม่เจริญเท่าไหร่ เพราะคนไทยไม่ค่อยมีวินัย ถ้ามีวินัยมากกว่านี้จะเจริญมาก อย่าง สิงคโปร์ คนเขามีวินัย ประเทศเขาจึงเจริญ ซึ่งวินัยนั้นจะต้องเริ่มสร้างมาตั้งแต่ครอบครัวโดยพ่อแม่เป็นคนปลูกฝังสั่งสอน”

งานกับธรรมนำสุข

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาชีวิตของเขาอยู่กับงานมา 40 กว่าปี และความสุขของเขาก็คือ การทำอาหารให้คนได้รับประทาน จึงไม่มีเวลาได้ไปปฏิบัติธรรม และศึกษาธรรมอันเป็นสิ่งที่เขาอยากจะไป ดังนั้น เมื่อมีกัลยาณมิตรมาชักชวนจึงได้ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 8 วัน 7 คืน

การไปปฏิบัติวิปัสสนาครั้งนั้น ทำให้ชัยเทพมีความรู้สึกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าน่ารู้และน่าศึกษาอย่างยิ่ง อีกทั้งชีวิตของเขาเองก็มีความสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน ทุกวันนี้นอกจากการดูแลธุรกิจของตัวเองแล้ว เขาก็ไม่ลืมที่จะนั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิ เจริญกรรมฐาน แผ่เมตตา ซึ่งเขาบอกว่าเป็นความสุขของเขาในทุกวันนี้

แต่ที่ผ่านมาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อหนึ่ง ที่เขานำมาใช้ตลอดในการสร้างชีวิตจนมั่นคง นั่นคือ หลักของการพึ่งตนเอง ดังคำพระที่ว่า อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ นั่นเอง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *