ชนะวิกฤติด้วยวิธีคิดสร้างสรรค์

ชนะวิกฤติด้วยวิธีคิดสร้างสรรค์
“เวลาเกิดวิกฤติแล้วใจฝ่อ” มีใครเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้บ้าง ใครเคยเผชิญหน้ากับมัน มากกว่าหนึ่งครั้ง ไม่ต้องลงทุนยกมือตอบ แค่ถามกับตัวเองในใจก็พอ

แล้วถามตัวเองต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เราเคยชินกับมันแล้วยัง เคยชินกับมันมากน้อยแค่ไหน ความเคยชินมีมากจนเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า

ถ้ามากมายจนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ “รัศมี ธันยธร” ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ เรียกความเคยชินแบบนี้ว่า ฝนตกลงมาน้ำไหลเป็นทาง จากจุดเริ่มต้นของแอ่งเล็กๆ ไปสู่บ่อ กลายเป็นหนองน้ำ ลำคลอง และแม่น้ำในที่สุด

ยินยอมโดยดีที่จะไหลไปในทิศทางเดียวกัน ทำอย่างที่เคยทำ เป็นอย่างที่เคยเป็น ไม่ต่างอะไรกับความช่างจำของสมอง ทำอย่างที่เคยจำ และชินกับเรื่องคุ้นๆ เดิมๆ

เพราะฉะนั้น เวลาเกิดวิกฤติทีไร ใจก็เลยทั้ง “ฝ่อ” ทั้ง “แป้ว” ทุ๊ก…ก…ทีไป

แต่ถ้ามีมากพอหอมปากหอมคอ มีวี่แววว่าจะเปลี่ยนอะไรได้ เธอเรียกทางเลือกแบบนี้ว่า เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อคิดออกนอกกรอบ ออกไปจากความเคยชินเดิมๆ พลิกวิธีคิดตัวเองใหม่ ไม่ให้หวั่นไหวกับวิกฤติ

ด้วยการเติมเต็มกล่องความคิดใหม่ๆ ให้ตัวเองทุกวัน

“ฝึกถามตัวเองว่ายังมีวิธีคิดแบบอื่นอีกไหม ไม่จำเป็นต้องแปลกแตกต่างไปเสียทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ให้มีเรื่องราวใหม่ๆ กล่องใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต”

เธอบอกว่า คนเราจะงอกงามได้ จำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอๆ ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ค่อยๆ โผล่พ้นดิน แล้วงอกขึ้นมาทีละใบสองใบ ต้นไม้ต้องงอกอยู่เสมอ งอกไปเรื่อยๆ คนจะทำให้ตัวเองงอกงาม ก็ทำได้เฉกเช่นต้นไม้ ด้วยการใส่ปุ๋ยความคิด สอดใส่เรื่องราวต่างๆ

เพราะลึกๆ แล้ว คนทุกคนล้วนแล้วแต่อยากงอกงาม

แน่นอนว่า คนเรางอกงามได้จากภายใน (external growth) ด้วยการใช้กำลังสติปัญญาสมอง (inner growth) ทำให้เกิดเป็นความแข็งแกร่ง (inner strength)

“ต่อให้น้ำมันแพง ความมั่นคงในงานไม่มี แต่เราก็ทำตัวให้หนักแน่นเข้มแข็งได้ และเราจะสะเทือนน้อยกว่าคนอื่น”

ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดตัวเอง พุ่งตัวออกไปหากล่องความคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ

แต่ตอนที่ยากก็คือ ช่วงที่ชีวิตถูกถีบเข้าไปหาบางสิ่งที่เป็น unknown “การไม่รู้ทำให้ดูว่าน่ากลัว แต่ถ้าเราไม่เข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้ เราก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้คนอื่น ไปช่วยเหลือลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานได้”

และการที่เราไม่ฝึกเรียนรู้ที่จะพึ่งตัวเอง สำหรับเธอแล้วมองว่าเป็นเรื่องที่จะสร้างความอึดอัดได้ตลอดปีตลอดชาติ

การรอบรู้ไม่ได้แปลว่าเราทำได้ แต่การรู้ให้ลึกสักเรื่อง แล้วลงมือทำ เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้มากกว่า

ทุกกล่องของความคิดบรรเจิดใน 100% จะมีสูงถึง 95% ที่ให้เรื่องราวดีๆ มีประโยชน์ ส่วนที่เหลืออีก 5% ถือว่ายังมีข้อบกพร่อง

การสร้างความคิดให้งอกงามได้ ต้องมอง 95% เป็นฐานที่มั่นเอาไว้ เพราะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต ขณะที่อีก 5% ที่เหลือเป็นความเชี่ยวชาญที่มาจากระบบการศึกษาเดียวกัน

การทำอะไรบ่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชินเป็นเรื่องของ 5% คนกลุ่มนี้มักจะพร่ำบ่นอยู่เสมอว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ทั้งชีวิตจะมองหาข้อถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

ขณะที่การลงมือทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องของ 95% คนกลุ่มนี้ชอบฝึกวิธีคิดผ่านตัว unknown เปิดรับประสบการณ์ใหม่ทุกวัน ถึงจะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่ก็ต้องรู้ในเรื่องที่ควรรู้

ฉะนั้นคำตอบง่ายๆ ของคนที่ประสบความสำเร็จและฝ่าฟันวิกฤติได้ สิ่งที่ต้องเตรียมตัวมีสองเรื่องคือ 1. ต้องกล้าคิด และ 2. หมั่นอ่านหนังสือแนวสร้างแรงบันดาลใจ เรื่องราวที่ทำให้จิตใจฮึกเหิม

“ถ้าเราเอามือจุ่มกาว ไม่มีวันที่มือเราจะไม่มีกาวติดมาบ้าง แปลว่า การอ่านหนังสือแนวสร้างแรงบันดาลใจ ยังไงก็ต้องได้ความคิดอ่านดีๆ ติดมาเหมือนกาว”

เธอกำลังบอกว่า เราต้องกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ว่าอยากจะเลือกติดกาวแบบไหน

แค่จำมาได้ประโยคเดียวก็ถือว่าเป็นกาวแล้ว และหนังสือเล่มนั้นก็จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ติดลมบน

ในโลกของเรามีคนสวยหล่อกระจายเกลื่อนอยู่มากมาย รัศมีตั้งคำถามว่า ทำไมบางคนแค่มองเฉยๆ ก็รู้ว่าหล่อ แต่พอคุยด้วยกลับรู้เลยว่าน่าเบื่อ บางคนหน้าตาธรรมด๊า ธรรมดาพอพาไปวัดได้ แต่คุยด้วยแล้วกลับติดหนึบ อยากคุยต่อด้วยนานๆ

ทั้งหมดเป็นเรื่องของความคิด ยิ่งคิดลบก็ยิ่งน่าเบื่อได้มาก แต่ถ้าคิดอะไรดีๆ ยิ่งดูก็จะยิ่งน่ารัก หลายคนพูดแล้วไม่เหลืออะไร แม้แต่ความรู้สึกดีๆ ฉะนั้นต้องฝึกเรียนรู้ ศึกษาวิธีพูดคุยกับผู้คนแล้วทำให้ feel gooood… เสริมสร้างความน่ารักแบบ unlimited

ทักษะ 3 อย่างที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ประกอบด้วย 1. ความคิด 2. ความรู้ และ 3. คน ฝึกความคิดอ่านดีๆ พร้อมรับประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อให้งอกงาม ยอมรับและเข้าใจในความแตกต่างของคน เพื่อให้คนรอบข้างอยู่ด้วยแล้วสบายใจ

เธอมองว่า วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเวลานี้ ยิ่งนานวันมีแต่จะหนักขึ้นๆ ถ้าคิดแบบสมเหตุสมผลตามวิถีฝนตกลงมาน้ำไหลเป็นทางก็คือ จำเป็นต้องวิตกกังวล เพราะเรารับอิทธิพลเข้ามา แล้วกลายเป็นเคยชินว่า พอวิกฤตมาเมื่อไหร่ เราก็ต้องเครียดเมื่อนั้น

ซึ่งแท้จริงแล้ววิกฤตจะอยู่ตรงไหน ก็ให้กองอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องไปหยิบเข้ามา หน้าที่เราคือทำใจให้เบิกบาน เปิดกล่องความคิดสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้สังคม ทำให้คนรอบข้างชื่นใจ

เรื่องสำคัญก็คือ ทิ้งความคิดลบๆ ให้หลุดออกไปจากใจให้ได้

เปลี่ยนจากความไม่สมหวัง ทำไมเป็นไปไม่ได้ มาเป็นวิธีการทำอย่างไรถึงจะเอาชนะมัน

“เราต้องควบคุมชีวิตตัวเองให้ได้ มองให้ออกว่า โอกาสความดีงามมีอยู่มากมาย เหมือนเม็ดทรายบนชายหาด และสายน้ำในมหาสมุทร ไม่มีใครกอบโกยไปได้หมด สิ่งสำคัญคือเราต้องเอื้อมมือไปหยิบมันมา”

รัศมีชี้ว่า ในสังคมของการทำงาน ถ้าใครทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จ คนบางคนจะมีปฏิกิริยาในทำนองที่ว่า อิจฉานิดๆ หมั่นไส้หน่อยๆ โดยผ่านการกระทำจากการพูดเล่น หรือพูดเชิงประชด หนักหน่อยก็หาข้อมูลมาหักล้าง เพื่อให้ความรู้สึกชื่นชมยินดีในสายตาคนอื่นนั้น ตกลดฮวบฮาบลง หรือเปลี่ยนใจมาระแวงสงสัย

ซึ่งถ้าหากเราเลือกที่จะเบนเข็มมาเป็นคนคิดทางบวก หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญก็คือ ต้องรู้สึกชื่นชมยินดีในความสุข และความสำเร็จของผู้อื่น พร้อมแสดงออกถึงความรู้สึกให้เขาได้รับรู้ แทนที่จะพูดพล่ามคำติดลบ ทำให้คนอื่นรู้สึกสิ้นหวังและเจ็บใจเล่น

“ถ้าเราไม่ได้ทำอะไร เราจะมีเวลาไปหมั่นไส้ผู้คน แล้วเวลาที่เราคิดลบ เราก็จะดูเสียบุคลิก ฉะนั้นหัดคิดดีๆ ในชีวิต แม้ในช่วงใดช่วงหนึ่งก็ตาม”

ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกกันได้ อย่ามองแต่มุมที่คนอื่น เขาอยากให้เรามอง

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่เราเลือกได้

เลือกอนาคต ก็เพียงแค่เลือกความคิด

คัดสรรเฉพาะไอเดียดีๆ

เอาไว้ราวีกับวิกฤติ

เรื่อง : วรนุช เจียมรจนานนท์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *