จุดไฟสร้างสรรค์ แอ็คชั่นเบอร์หนึ่ง TCDC

จุดไฟสร้างสรรค์ แอ็คชั่นเบอร์หนึ่ง TCDC
หลังจากแอ็คชั่นมาเป็นเวลาเกือบปี ที่สุด อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวจริง (เสียที)

ในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออก แบบ หรือ TCDC เมื่อมกราคมที่ผ่านมา

และด้วยความเป็นลูกหม้ออยู่ในหน่วยงานแห่งนี้ตั้งแต่ช่วงก่อตั้ง ทำให้เขาไม่มีอาการ “เกร็ง” หรือ ต้องปรับตัวมากมาย ทั้งๆ ที่ TCDC ถือเป็น ไพโอเนียร์ของดีไซน์เซ็นเตอร์ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายปลายทางเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้กับสังคมไทยโดย ผ่านกระบวนการให้ความรู้ความเข้าใจแบบสากล

แต่เขาเชื่อว่า TCDC จะก้าวไปถึงฝั่งฝันด้วยเหตุผลใหญ่นั่นคือ ทีมงานล้วนมีแบ็คกราวนด์ที่เข้มแข็งด้านการดีไซน์ทั้งสิ้น

“ที่ผ่านมาTCDC ได้วาดภาพตัวเองเป็นศูนย์ดีไซน์ที่ให้เหมาะกับเมืองไทย ไม่ว่าหน้าตา บริการ ซึ่งถึงวันนี้ถ้ามองแง่กายภาพผมคิดว่าใช้ได้ ถ้ามองเรื่องคุณภาพเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ใหม่ต่อสังคมไทย เพราะต้นคิด แหล่งความคิด โดยเฉพาะวิชาการออกแบบสมัยใหม่อยู่ที่ตะวันตก จึงยอมรับว่าเรามีความด้อยกว่าและจะเพียบพร้อมหมดทุกเรื่องคงเป็นไปไม่ได้”

ปัจจุบันพัฒนาการของ TCDC กำลังก้าวสู่สเต็ปที่ 3 ซึ่งเป็นการนำเอาดีไซน์ไปพบเจอกับฝั่งผู้ประกอบการ ด้วยหวังว่างานออกแบบสามารถสร้างผลประโยชน์ในธุรกิจได้อย่างแท้จริง

สำหรับสเต็ปแรกของTCDC นั้นก็คือหาที่ตั้งเปิดศูนย์ซึ่งชัยภูมิที่ถูกเลือกก็คือ เอ็มโพเรียม ส่วนสเต็ปที่สองเป็นการโฟกัสงานบริการ โดยมีการสำรวจถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

หลังจากนั้นก็ดีไซน์เป็น 3 บริการหลัก คือ 1.นิทรรศการ 2. ห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือและข้อมูลข่าวสารด้านการออกแบบที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และ 3. การจัดความรู้ให้ลูกค้าในรูปแบบของสัมมนา อบรม เวิร์คชอป ตลอดจนจัดอีเวนท์เปิดโอกาสในการพบปะให้นักออกแบบและผู้ประกอบการ

สำหรับสเต็ปที่สาม นั้นอภิสิทธิ์บอกว่าปัจจุบันทุกคนล้วนเข้าใจตรงกันว่าดีไซน์นั้นสำคัญต่อธุรกิจ ปัญหาก็คือไม่รู้จะลงมือทำอย่างไร ดังนั้นภารกิจของ TCDC ก็คือ ต้องพยายามให้ความรู้ในเรื่อง ดีไซน์เมเนจเมนท์ รวมถึงบอกว่าการดีไซน์จะมีส่วนช่วยหรือมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง ต้องทำให้มุมมองเดิมๆ เปลี่ยนไป

ตัวอย่างที่เขาหยิบยกก็คือ หน้าตาของบริการแต่ละธนาคารที่ผิดแผกไปจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิงและทำให้มีความสะดวกรวดเร็ว หรือวิธีคิดใหม่ของ โรงพยาบาลที่ไม่เพียงเป็นสถานที่รักษา แต่ได้ขยายขอบเขตบริการไปถึงการดูแลก่อนการรักษา คนยังไม่เจ็บป่วยก็เข้ามาใช้บริการโรงพยาบาล ซึ่งเรียกว่าเป็นการ “ป้องกัน” เป็นต้น

และเป็นที่มาของโครงการ Creative Economy ซึ่งถูก คิกออฟ เมื่อปี 2551 ด้วยการจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “Creative Thailand:สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์”

และกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2552 เป็นครั้งที่สองในเดือนมีนาคมนี้ ในหัวข้อสัมมนา “ทางรอด ..ทางเลือก (Facing the Challenges) อย่างไรก็ดีธีมของงานยังคงคล้ายคลึงกับครั้งแรก

โดยงานจะเริ่มต้นด้วยการที่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศ (นายกรัฐมนตรี) จะมาเป็นองค์ปาฐกชี้ทิศทางว่าประเทศไทยจะเติบโตอย่างไร หลังจากนั้นจะมีนักเศรษฐศาสตร์มาอธิบายคอนเซปต์ของ Creative Economy รวมถึงให้มุมมองว่าจะเป็นความหวังต่อประเทศชาติในอนาคตได้หรือไม่ และประเทศไทยพร้อมหรือยัง อีกทั้งควรลงมือทำหรือไม่อย่างไร ฯลฯ

ในที่นี้ยังคงมีอีเวนท์ที่ชื่อ “ตลาดปล่อยแสง” ซึ่งเป็นเวทีให้คนที่มีความสำเร็จจริงในหลากหลายสาขามาพูดเพื่อเป็นวิทยาทาน ซึ่งงานนี้จัดให้ชมฟรีตลอดงาน ผู้ที่สนใจคลิกดูรายละเอียดที่ www.tcdc.or.th

“Creative Economy เส้นทางเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ TCDC ไม่อาจทำเองโดยลำพัง เพราะเราต้องดูนโยบายภาครัฐ ได้รับ การสนับสนุนจากทุกหน่วยงานของรัฐ ส่วนหน้าที่หลักของ TCDC ก็คือการจุดไฟ หรือกระตุกให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดีไซน์”

อย่างไรก็ดีเขาบอกว่าปัจจุบันภาพรวมของโครงการนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการทำ mapping หรือการจัดทำแผนที่เพื่อนเดินไปสู่เป้าหมาย เช่น ควรโฟกัสกลุ่มอุตสาหกรรมใด และใครคือเจ้าภาพที่รับผิดชอบ เป็นต้น

ความสำเร็จของโครงการนี้มีความท้าทายอยู่ 3 เรื่องหลัก ก็คือ 1. เทคโนโลยี ซึ่งไม่มีเวลาเป็นขีดจำกัดอีกต่อไป ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจเดินได้ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่าขึ้นอยู่กับความสามารถและความรวดเร็วของความคิดในการ “ต่อยอด” เท่านั้น

2.ความสามารถ ทักษะ หรือพรสวรรค์ ของแต่ละตัวบุคคล อภิสิทธิ์ให้ความเห็นว่าปัจจุบันผู้ใหญ่หลายคนในประเทศไทยทำงานโดยใช้ความ สามารถแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เหลือ 98 เปอร์เซ็นต์ล้วนมาจากหยาดเหงื่อทั้งสิ้น และหากมีการระดับความสามารถอยู่ 10 ระดับ คนไทยมักจะทำได้แค่ระดับที่ 7 เท่านั้น คือหมายถึงการทำดีแต่ไม่ดีถึงขั้นที่สุดนั่นเอง ส่วนปัจจัย 3. สังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับซึ่งกันและกัน และให้โอกาสคน

“หมายถึง การยอมรับชาวบ้านหรือ คนโนเนม ที่รู้เรื่องการปลูกไผ่ แต่เราต้องให้ความสำคัญ เชิดชูเขา หรือช่างตีมีดอรัญญิก ที่ตีออกมาสวย เราก็ต้องยอมรับเพราะเขาก็คือ อาร์สติสคนหนึ่ง”

เพราะจะทำให้คนจริงจังกับความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งแม้ดูเหมือนมันจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยก็ตาม

ประเทศไทยจะก้าวไปสู่สังคมแห่งดีไซน์ได้หรือไม่ ? เขาตอบว่าเป็นไปได้ หากแต่ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนให้ได้เสียก่อน

เพราะถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าสังคมไทยนั้นเปิดกว้างพอสมควร ขึ้นอยู่กับการพัฒนาขีดความสามารถของคนไทยให้ก้าวจากระดับ 7 ไปสู่ระดับ 10 เท่านั้น ซึ่งถามว่ายากมั้ย อภิสิทธิ์บอกว่าไม่ง่าย

โดย : ชนิตา ภระมรทัต

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *