จิม โรเจอร์

จิม โรเจอร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
ถ้าคุณโชคดีได้กำไรจากหุ้นมากเสียจนเป็นมหาเศรษฐีมีเงินเหลือใช้คุณคิดว่าอยากจะทำอะไรในชีวิต?

คำตอบคงมีหลากหลายแล้วแต่ว่าเขาเป็นใคร แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเหมือนกันค่อนข้างมากก็คือท่องเที่ยว เดินทางไปทั่วโลกถ้าเป็นไปได้

จิม โรเจอร์ เป็นหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จสูงและเร็วมากในการลงทุน เขาเป็นหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งกองทุนควอนตัมฟันด์ร่วมกับจอร์จ โซโรส พออายุครบ 37 ปีเขาก็ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีและเกษียณอายุด้วยเงินมหาศาลซึ่งเขาบอกว่า “ผมทำเงินได้มากเสียจนคิดไม่ถึงว่าจะมีเงินมากขนาดนี้อยู่ในโลก”

หลังจากเลิกทำงานในปี 1980 เขาตัดสินใจเดินทางไปทั่วโลก แต่ไม่ใช่ด้วยเครื่องบินบนที่นั่งชั้นหนึ่งพร้อมรถลีมูซีนหรู แต่ด้วยมอเตอร์ไซด์คู่ชีพใช้เวลา 2 ปี เดินทาง 100,000 ไมล์ ผ่าน 6 ทวีป ประเภทค่ำไหนนอนนั่น ในระหว่างนั้นเขาเขียนหนังสือซึ่งขายดีติดอันดับเป็นเบสท์เซลเลอร์ชื่อ Investment Biker : Around the World with Jim Roger เล่าเรื่องการเดินทางผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดารและประเทศในโลกที่สามที่ยากจนในมุมมองของนักผจญภัยและนักลงทุน

ผลจากการเดินทางครั้งนั้นชื่อเขาได้รับการบันทึกในกินเนสส์บุคในฐานะเป็นผู้เดินทางยาวที่สุดในโลกในวิธีการที่เขาใช้ หนังสือพิมพ์ไทม์แมกกาซีนที่ทรงอิทธิพลเรียกเขาว่า “อินเดียน่าโจนส์แห่งวงการไฟแนนซ์” และได้กลายเป็น “ยี่ห้อ” ที่ติดตัวเขามาจนทุกวันนี้และคงติดตัวเขาไปจนวันตาย เพราะเขาเป็นคนแรกและคนที่สองหรือสามก็คงจะหายากสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนที่จะต้องยังหนุ่มแน่นแข็งแรงและที่สำคัญต้องมีความหลงใหลในการผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจอย่างจิม โรเจอร์

นอกจากการเดินทางผจญภัยแล้ว เขาไม่ได้ปล่อยชีวิตให้ว่างเปล่า เขายังคงลงทุนในเงินของตนเอง และใช้เวลาบางช่วงสอนหนังสือโดยเป็นอาจารย์ทางด้านการเงินสอนเด็กปริญญาโทในคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แหล่งกำเนิดของ Value Investment และ วอเร็น บัฟเฟตต์ นอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการทางการเงินและการลงทุนออกอากาศทางทีวีหลายช่อง

วันที่ 1 มกราคม 1999 จิม โรเจอร์ ตัดสินใจเดินทางรอบโลกอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะสำรวจโลกในช่วงผ่านสหัสวรรษปี 2000 ครั้งนี้เขาเดินทางด้วยรถเบนซ์สีเหลืองสดเปิดประทุน แต่การเดินทางก็ทุรกันดารไม่ต่างจากครั้งแรกเพียงแต่ครั้งนี้เขาเดินทาง “ไปพร้อมกับโลก” เนื่องจากเขาสามารถติดต่อกับคนทั่วโลกผ่านอินเตอร์เนตซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาจากการเดินทางครั้งก่อนที่เขาต้องใช้โพสต์การ์ดเป็นหลัก

เช่นเดียวกับการเดินทางครั้งแรก เขาเขียนหนังสือในระหว่างเดินทางผ่านประเทศต่าง ๆ ตลอดระยะทาง 150,000 ไมล์ ผ่านประเทศต่าง ๆ เช่น ซาอุดิอาระเบีย พม่า อังโกลา ซูดาน คองโก โคลัมเบีย และติมอร์ตะวันออก ผ่านสมรภูมิรบ ทะเลทราย ป่าเขา โรคร้ายและพายุหิมะ หลายครั้งเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ในระหว่างการเดินทางเขามักจะพักกับชาวบ้านในท้องถิ่นเช่นพักในเต็นท์ของพวกเร่ร่อนในทะเลทราย เขากินหนอนผีเสื้อ ตัวอีกัวนา และงู หนู จระเข้ และตั๊กแตน เขาคลุกคลีกับชาวบ้านใช้ชีวิตแบบคนสามัญในท้องถิ่น ศึกษาและเรียนรู้ความเป็นไปของสังคมแต่ละแห่งที่ผ่านไป เขาบอกว่า “ผมไม่เคยเที่ยวโสเภณีแต่ผมรู้ว่าเราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศใดประเทศหนึ่งได้โดยการพูดคุยกับคุณผู้หญิงของสถานที่เหล่านั้นหรือพูดกับคนที่ทำธุรกิจในตลาดมืดมากกว่าการพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศ”

หนังสือเล่มที่สองซึ่งเพิ่งออกมาเมื่อปีที่แล้วชื่อ Adventure Capitalist ให้ภาพของโลกที่แท้จริงจาก “รากหญ้า” แม้ว่าจะเป็นการสัมผัสเพียงสั้น ๆ แต่ก็ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจและเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่พูดถึง เช่นเดียวกับหนังสือท่องเที่ยวก็ไม่สนใจที่จะนำเสนอเพราะนี่เป็นมุมมองของคนที่มีความคิดของนักลงทุนบวกกับนักผจญภัยที่ชอบมองโอกาสและความตื่นเต้นในชีวิต บางส่วนของข้อสรุปของเขาอย่างคร่าว ๆ ก็คือ

ตลาดของสินค้าโภคภัณฑ์กำลังเริ่มบูมครั้งใหญ่นี่ดูเหมือนจะเป็นความจริงเพราะเราเห็นราคาของปิโตรเคมี เหล็ก น้ำมันและอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ปรับตัวขึ้นและทำให้หุ้นในกลุ่มนี้วิ่งขึ้นทั่วหน้า

ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษของจีนซึ่งจะเติบโตก้าวขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจแข่งกับอเมริกาได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันมากแต่จิม โรเจอร์มองจากพื้นฐานของคนไม่ใช่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เอเซียกำลังขาดแคลนผู้หญิงอย่างหนัก ผมเชื่อครับเพราะคนจีนที่มีลูกได้ครอบครัวละคนมักอยากจะได้ลูกชายเพื่อเป็นที่พึ่งในยามแก่เฒ่า ส่วนอินเดียเองการมีลูกผู้หญิงหมายความว่าคุณต้องเลี้ยงดูจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เสร็จแล้วคุณก็ต้องไปสู่ขอผู้ชายที่คุณจะต้องจ่ายค่าสินสอดทองหมั้นมากมาย และหลังจากนั้นคุณก็ต้อง “เสีย” ลูกของคุณไปให้กับบ้านฝ่ายชายเพราะฉะนั้นใครจะอยากได้ลูกผู้หญิง

แต่การที่ผู้หญิงขาดแคลนนั้น ในที่สุดแล้วผู้หญิงก็จะ “มีค่า” มากขึ้น ผมเองได้ยินว่าเดี๋ยวนี้เริ่มมีแล้วในอินเดียที่ฝ่ายผู้หญิงกลับไปขอให้ฝ่ายผู้ชายออกเงินค่าสินสอดเพื่อเอามาจ่ายให้ตัวเอง และผมเองเชื่อว่าครอบครัวคนจีนที่มีลูกผู้หญิงคงจะ “ไม่กลุ้ม” อีกต่อไปเพราะจะมีโอกาสเลือกผู้ชายร่ำรวยที่มีเงินสามารถเลี้ยงแม่ยายพ่อตาได้อย่างสบาย

ประวัติของจิม โรเจอร์เองนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากนักลงทุนเอกของโลกหลายคน เขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนต้องทำงานเก็บขวดขายมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่เป็นคนเรียนเก่งได้ทุนเรียนที่มหาวิทยาลัยระดับไอวีลีคคือ เยล เสร็จแล้วไปต่อที่อ็อกฟอร์ด ในช่วงเวลา 10 ปีที่เขาทำงานบริหารกองทุนควอนตัมฟันด์นั้นพอร์ตของกองทุนได้กำไรถึง 4,000% ในขณะที่ดัชนี S&P เพิ่มขึ้นเพียง 50% ซึ่งทำให้เขารวยและตัดสินใจเกษียณตัวเอง

วิธีการลงทุนของจิม โรเจอร์ไม่ได้มีการกล่าวถึงนักและถึงจะมีก็คงไม่ใช่สิ่งที่คนจะสนใจ เพราะเขาก็คงอยู่ภายใต้เงาของจอร์จ โซโรส เซียนหุ้นนักเก็งกำไรชื่อดังของโลก แต่สิ่งที่เขาทำเมื่อประสบความสำเร็จจากการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นั่นก็คือ เขาใช้การลงทุนเป็นหนทางสู่ความใฝ่ฝันในการที่จะผจญภัยท่องโลกแบบอินเดียน่าโจนส์ และนี่ก็คือเรื่องของอินเดียน่าจิม ตำนานของนักลงทุนอีกคนหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้จัก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *