จับเข่าคุย หัวเรือ’แบล็คแคนยอน’ มองเศรษฐกิจผ่านธุรกิจกาแฟ

จับเข่าคุย หัวเรือ’แบล็คแคนยอน’ มองเศรษฐกิจผ่านธุรกิจกาแฟ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2550 09:11 น.

10 กว่าปีของการสร้าง ‘แบล็คแคนยอน’ กาแฟสัญชาติไทยแท้ โดยเจ้าของกิจการ ‘ประวิทย์ จิตนราพงษ์’ และทีมงาน ทำให้ปัจจุบันมีสาขากว่า 160 สาขาในประเทศและ 20 สาขาในต่างประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์และกัมพูชา

และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ได้ปลุกปั้นสร้างแบรนด์ใหม่ ‘คาเฟ เนโร’ ขึ้น มีด้วยกัน 5 สาขาที่เชียงใหม่ สนามบินสุวรรณภูมิและศูนย์การค้าเอสพลานาร์ด

ล่าสุดได้ล้อมวงคุยกับ ‘ประวิทย์’ ซักถามในประเด็นเศรษฐกิจ การทำธุรกิจ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างชะลอรอดูสถานการณ์หลังการเลือกตั้งภายในปีนี้

ประวิทย์ ยอมรับว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองส่งผลต่อการชะลอการลงทุน รวมถึงของบริษัทด้วยที่มีความระมัดระวังในการขยายสาขามากขึ้น ก่อนการตัดสินใจลงทุนต้องมั่นใจในทำเลและกลุ่มลูกค้าในย่านนั้นจริงๆ จะเห็นได้ว่าอัตราเร่งของการขยายสาขาจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่นำมาลงทุนด้วย เพราะการลงทุนต่อสาขาในส่วนของแบล็คแคนยอน 4-5 ล้านบาท ส่วนคาเฟ เนโร อยู่ที่ 12 ล้านบาท นอกจากนี้การขยายตัวของศูนย์การค้าที่เป็นทำเลหลักของแบล็คแคนยอนและคาเฟ เนโรลดลงด้วย

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังต้องมีการขยายตัว บริษัทได้มีแบรนด์ใหม่เพิ่มขึ้นคือ “คาเฟ เนโร” ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบน มีคอนเซ็ปท์ในการตกแต่งร้านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะยุโรปในยุคกลาง เน้นความคลาสสิก ด้วยโทนสีดำ แดง และทอง โดยได้จำลอง Art Gallery มาไว้ภายในร้าน ประดับและตกแต่งด้วยภาพศิลปะและสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองเวนิช ประเทศอิตาลี

ถ้าในภาพรวมของการขยายสาขาในไทย และในปี 2550 นี้ จะขยายสาขาเพิ่ม 10 สาขา แบ่งเป็นแบล็คแคนยอน 8 สาขาและคาเฟ เนโร 2 สาขา คาดส่งผลต่อยอดรายได้ในปีนี้เพิ่ม 12% จาก 60 ล้านบาทจากยอดขายในปีที่ผ่านมา

ส่วนการขยายสาขาการลงทุนในต่างประเทศนั้น ‘ประวิทย์’ จะขยายในรูปแบบแฟรนไชส์เป็นหลัก ภายใต้แบรนด์ “แบล็คแคนยอน” โดยหามาสเตอร์แฟรนไชส์ในประเทศหรือเมืองนั้นๆ ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจาขยายการลงทุนไปยังมุมไบ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองที่มีการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนโรงแรม ศูนย์การค้าอีกกว่า 10 แห่ง คาดจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2551

ประวิทย์ ได้กล่าวถึง ประเด็นในเรื่องของพื้นที่ว่า ปัจจุบัน ทำเลได้เปลี่ยนไป จากเดิมทำเลทอง คือ ห้างสรรพสินค้าที่เป็นสถานที่ดึงดูลูกค้า แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายโดยเฉพาะผู้ที่ขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์หรือบริษัทขยายเอง โดยเป็นพันธมิตรกับโครงการศูนย์การค้า บ้านจัดสรร ที่มีการสร้างคอมมูนิตี้ มอลล์ เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้า บริการที่เข้าไปใกล้ชิดชุมชนมายิ่งขึ้น

และสำหรับบริษัทเองได้เป็นพันมิตรกับสยามฟิวเจอร์ คอมมูนิตี้ มอลล์ แหล่งรวมร้านอาหาร ร้านชอปปิ้ง ที่จะมีการขยายโครงการภายในปีนี้อีก 4-5 แห่ง และโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ พร็อพเพอตี้เฟอร์เฟค รวมถึงโครงการบ้านจัดสรรอีกหลายแห่งอีกด้วย

ประวิทย์ ยังให้ข้อมูลถึงรวมตลาดธุรกิจกาแฟด้วยว่า การเข้ามาลงทุนธุรกิจกาแฟเริ่มแผ่วลงปรากฏการณ์ดังกล่าว ฉายแววมาตั้งแต่ปลาย ปี 2549 โดยเฉพาะการลงทุนธุรกิจร้านกาแฟ จะเห็นว่าการขยายตัวในปั๊มมีอัตราการที่ลดลงเช่นกัน ทั้งนี้ ‘ประวิทย์’ ตอบข้อซักถามที่ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากโลเกชั่นดีๆ ถูกจับจองไปหมดแล้วหรือตลาดธุรกิจกาแฟอิ่มตัว เขามองว่ามาจากทั้ง 2 ปัจจัย

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกาแฟยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ถ้ามองในฝากของยุโรป อเมริกา จะเห็นว่ารูปแบบการให้บริการร้านกาแฟจะมีการให้บริการอาหาร เบเกอร์รี่เข้ามาเป็นส่วนเสริมรายได้หรือบางรายอาจเป็นรายได้หลัก เช่นเดียวกับแบล็คแคนยอน คาเฟ เนโร ที่มีบริการอาหาร ไอศกรีม เบเกอรี่ โดยเฉพาะในร้านของคาเฟ เนโร นั้นจะเน้นที่อาหารอิตาเลี่ยน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความนิยมอย่างมาก

เขาขยายความว่า ความนิยมในอาหารอิตาเลี่ยนนั้น ดูได้จากการนำเข้าเส้นพาสต้าในปีที่ผ่านมา 20 ตันต่อปี แต่ในปี 2550 นี้ได้นำเข้า 25 ตัน ประกอบกับส่วนผสมทั้งเส้นพาสต้าทำจากแป้งสาลี่และน้ำมันมะกอกที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

และจะเห็นว่าร้านกาแฟในไทย ที่มีแบรนด์อยู่แล้วก็จะปรับตัวมีคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เข้ามา แต่การขยายสู่การให้บริการอาหาร นั้นค่อนข้างทำได้ยากสำหรับรายขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะไม่ได้วางระบบสำหรับร้านอาหารไว้ตั้งแต่แรก

ส่วนรายที่เข้มแข็งในตลาดอยู่แล้วจะแตกแบรนด์ใหม่เพื่อสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เกิดขึ้น และรายที่เกิดใหม่จะลดน้อยลงกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คาดอัตราการเติบโตของธุรกิจกาแฟในปีนี้ไม่น่าจะเกิน 5% จากเดิมอัตราการเติบโตต่อปีสูงถึง 15-20%

นอกจากนี้ ‘ประวิทย์’ ได้ให้ข้อมูลภาพรวมการลงทุนบรรยากาศการลงทุนไม่คึกคัก เศรษฐกิจซึมลง ทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจลงทุน ส่วนการลงทุนขนาดเล็กคาดโอกาสเติบโตยาก เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายในการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาแต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายโครงการเกิดฟองสบู่ก็มีเช่นกัน

และในฐานะผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม ‘ประวิทย์’ มองว่าขณะนี้การขยายการลงทุนของธุรกิจกลุ่มดังกล่าวไปยังต่างประเทศจำนวนมากและได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการขาดแคลนเชฟ ซึ่งภาครัฐควรมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งการอบรม ภาษา วัฒนธรรม จะเห็นว่าในดูไบ จะมีชาวอินเดีย ฟิลิปปินส์ เข้าไปทำงานจำนวนมากซึ่งเกิดจากการสนับสนุนของประเทศนั้นๆ และส่งเงินตรากลับประเทศต่อปีนับแสนล้าน

ซึ่งการส่งแรงงานโดยเฉพาะพ่อครัว แม่ครัวไทย ยังสามารถต่อยอดการสร้างการรับรู้อาหารไทย วัฒนธรรมไทยผ่านการจัดคอร์สสอนอาหารไทยเช่นเดียวกับที่แบล็คแคนยอนในดูไบทำอยู่เช่นกัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *