จับหลักคิด "ทฤษฎีเกม" ตีโจทย์สงครามและสันติภาพ

จับหลักคิด “ทฤษฎีเกม” ตีโจทย์สงครามและสันติภาพ
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3820 (3020)
“พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นจากความมีเหตุมีผล และมันย่อมเป็นประโยชน์สูงสุด หากมนุษย์ได้รับข้อมูลมากพอ” คำกล่าวนี้มาจากประโยคเริ่มต้นการบรรยายหัวข้อ “สงครามและสันติภาพ” จากนักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2548 ศาตราจารย์ ดร.โรเบิร์ต เจ. ออมันน์ ซึ่งเดินทางมาบรรยายในประเทศไทย ตามคำเชิญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถานเอกอัครทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย
การบรรยายของนักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบลในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษา คณาจารย์ และบุคคลทั้งในแวดวงการทูต เศรษฐศาสตร์ การเมือง เข้าร่วมฟังคำบรรยายและแลกเปลี่ยนความเห็นเป็นจำนวนมาก
ในระหว่างการบรรยายซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการนำทฤษฎีเกมซึ่งโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างหลังจากภาพยนตร์เรื่อง บิวตี้ฟูล มายด์ ซึ่งกล่าวถึงชีวิตของนักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2537 จอห์น แนส นำมากล่าวถึง
แต่ในการบรรยายครั้งล่าสุดในประเทศไทยโดยศาสตราจารย์ออมันน์ ซึ่งอภิปรายถึงทฤษฎีเกมด้วยคำถามว่า อะไรคือแรงจูงใจของการเกิดสงคราม และพยายามสร้างความเข้าใจที่มากขึ้นในเรื่องของความขัดแย้งและความร่วมมือ โดยใช้ทฤษฎีเกมมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์
ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทุกหย่อมหญ้า ทั้งในระดับชุมชน ภูมิภาค และนานาชาติเช่นนี้ การวิเคราะห์ถึงที่มาของความขัดแย้งและการหาวิธีการสร้างความร่วมมือ โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่า อะไรคือสาเหตุหรือที่มาของความขัดแย้งซึ่งอาจขยายผล ไปสู่สงครามนั้น จึงยังเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นในทรรศนะของศาสตราจารย์ออมันน์
“มันก็เหมือนกับคุณศึกษาเรื่องความเจ็บป่วย เรื่องโรคมะเร็ง คือเมื่อคุณรู้ว่าอะไรคือสาเหตุของโรค หรือความป่วยไข้นั้นได้ คุณย่อมจะสามารถเริ่มหาวิธีรักษาโรคได้” ศาสตราจารย์ออมันน์กล่าว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเห็นว่า มันเป็นสิ่งที่ผิดพลาดมาก หากเราจะคิดว่าสงครามเป็นเรื่องไร้เหตุผล เพราะในทรรศนะของศาสตราจารย์ออมันน์แล้ว เขาเห็นว่าสงครามเป็นสิ่งที่มีเหตุผล และเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจให้ถึงแก่นของมัน ต้องรู้ว่าอะไรคือแรงกระตุ้นพื้นฐาน และความคิดเบื้องลึกที่ชักพาให้มนุษย์ตัดสินใจวิ่งลงไปเล่นในเกมสงคราม
ส่วนการใช้ทฤษฎีเกมซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ตรวจสอบกลยุทธ์ เพื่อค้นหาคำตอบของการตัดสินใจของผู้เล่นซึ่งอาจจะมี 2 ฝ่าย หรือมากกว่า 2 ฝ่าย โดยใช้สถานการณ์จำลองทางคณิตศาสตร์เข้ามาศึกษาความสัมพันธ์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจว่า ผู้เล่นหลัก/ผู้เล่นรอง ผู้กระทำ/ผู้ถูกกระทำนั้น วางกลยุทธ์อย่างไร ในการตัดสินใจก่อสงคราม หรือสร้างความร่วมมือร่วมกัน
เมื่อแต่ละฝ่ายต่างมีเป้าหมายที่ต่างกัน ดังนั้นการทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของแต่ละฝ่ายว่าทำงานอย่างไร เกิดขึ้นจากอะไร และจะสามารถดำเนินต่อไปในระยะยาวได้อย่างไร จึงเป็นคำถามก้อนโตสำหรับผู้สนใจวิธีการเกิดขึ้นของความขัดแย้ง และการหันมาร่วมมือกันสร้างสันติภาพ เพื่อเปรียบเทียบและสร้างแบบจำลองสถานการณ์ เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
ในการบรรยาย ศาสตราจารย์ออมันน์ได้ยกแบบจำลองสถานการณ์การแข่งขันเทนนิสเข้ามาเป็นตัวอย่าง ซึ่งในการแข่งขัน ผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายย่อมต้องการเป็นผู้ชนะเพื่อครอบครองทั้งหมด แต่ถ้าหากผู้เล่นหันมาร่วมมือกันเพื่อสร้างความสมดุลของเกม ผลประโยชน์ที่ได้อาจถัวเฉลี่ยกันไป ซึ่งอาจจะไม่ได้มีผลตอบแทนแบบหักครึ่งเท่ากัน แต่อาจจะดีกว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะดื้อรั้นเล่นเกมต่อไป จนอาจไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรจากเกมที่เกิดขึ้นเลยก็ได้
ซึ่งโดยหลักคิดของทฤษฎีเกมมีองค์ประกอบ 5 อย่างคือ 1.ผู้เล่นหรือผู้ตัดสินใจ 2.กลยุทธ์ของ ผู้เล่นแต่ละคน 3.กฎกติกาที่ใช้ในการควบคุมการตัดสินใจและแสดงพฤติกรรมของผู้เล่นแต่ละคน 4.ผลคะแนนที่ผู้เล่นแต่ละคนได้รับ จากผลการตัดสินใจเลือกอย่างหนึ่งอย่างใด และ 5.การมี ส่วนได้ส่วนเสียที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ ของผู้เล่น แต่ละคน ซึ่งอาจมาจากคะแนนสะสมที่ทำไว้
แต่อย่างไรก็ตามในการเล่นเกมและในความเป็นจริงของชีวิต แม้ผู้เล่นจะมุ่งแสวงหาประโยชน์ หรือชัยชนะในการแข่งขันมากเพียงไร แต่ผู้เล่นก็ต้องปฏิบัติตามกติกาที่วางไว้ ซึ่งในบางเกมที่มีลักษณะการแข่งขันสูง คือมีผู้ชนะเพียงคนเดียว
ขณะที่ในบางเกมต้องการความร่วมมือเพื่อชัยชนะ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์สงครามหรือในการต่อสู้เอง คู่ต่อสู้ก็อาจจะได้ประโยชน์ร่วมกันและอาจต้องร่วมมือกันในระดับหนึ่งด้วย เช่น ในช่วงสงครามเย็น ซึ่งทั้งฝ่ายมอสโกและวอชิงตัน ในที่สุดก็ต้องย่อมลงนามเพื่อยุติสงคราม เพื่อหยุดยั้งการขยายไปสู่สงครามนิวเคลียร์
และสำหรับในมุมมองของศาสตราจารย์ออมันน์แล้ว เขายังเห็นว่าการเกิดขึ้นของสงครามยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังต้องเข้าใจและเล่นในเกมนี้ให้เป็น เพราะสงครามไม่เคยสูญหายไปจากโลก เมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อนมีสงคราม ทุกวันนี้โลกก็ยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่อาจปะทุเป็นสงครามได้ทุกเมื่ออยู่ดี ซึ่งดูเป็นเรื่องจริงที่เศร้าใจสำหรับมนุษย์ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อลองนึกเปรียบเทียบกับสถานการณ์จริงในโลกปัจจุบัน คำถามของศาสตราจารย์ออมันน์ ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องค้นหา คำตอบและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ มากขึ้นกว่านี้
เพราะการเข้าใจถึงที่มาของความขัดแย้ง ย่อมทำให้เราสามารถคิดหาวิธีจัดการความขัดแย้งนั้นได้ และเพื่อเราจะได้สามารถรักษาประโยชน์ของแต่ละฝ่ายไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งผู้คนที่ต่อต้านสงครามอาจต้องเปลี่ยนโจทย์ ด้วยการเปลี่ยนมุมมองต่อสงครามเสียใหม่ตามที่ศาสตราจารย์ออมันน์เสนอ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *