'จับคู่' เพื่อสังคม…ยั่งยืน

‘จับคู่’ เพื่อสังคม…ยั่งยืน
คนไทยน้ำใจงาม พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเอื้ออาทรแก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก แต่หากความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเพียงการนำของกินของใช้ไปบริจาค ก็เป็นไปได้ที่น้ำใจจะกลายเป็นความสูญเปล่าสิ้นเปลือง หรือบ่อยครั้งก็ไม่ตรงกับความต้องการของผู้รับ

เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ Social Venture Network, Asia (Thailand) หรือ SVN นักธุรกิจที่รวมตัวเพื่อทำกิจกรรมทางสังคมจึงริเริ่ม โครงการแบ่งปัน หรือ Sharing for Sustainable Society โดยการสนับสนุนงบประมาณโครงการจาก สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้หน่วยงานภาคธุรกิจเอกชนได้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่หน่วยงานภาคสังคม ได้แก่ มูลนิธิ สมาคมต่างๆ แบบที่ตรงกับความต้องการของผู้รับ

พิมพร ศิริวรรณ กรรมการโครงการ SVN และเป็นกรรมการโครงการแบ่งปันที่ยั่งยืน บอกว่า ถ้าสำรวจกันจริงจะพบว่า ความต้องการของหน่วยงานที่ดูแลผู้ด้อยโอกาสค่อนข้างหลากหลาย บางครั้งต้องการแรงงาน หรือทรัพยากรบุคคลในการให้องค์ความรู้ การซ่อมประตูหน้าต่าง ปัดกวาด ตัดหญ้า ตกแต่งต้นไม้ หรือเข้ามาช่วยคิดรูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นระบบ ฯลฯ ที่ผ่านมาโครงการแบ่งปันดำเนินการแล้วเสร็จไป 11 โครงการ และที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 18 โครงการ รวมทั้งหมดจับคู่ไปแล้ว 29 คู่

บริษัทจำกัด น้ำใจไม่จำกัด

ครั้งนี้ โครงการแบ่งปันที่ยั่งยืน นำ บริษัท DPEX (Document Parcel Express Co.,Ltd.) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัททำธุรกรรมเกี่ยวกับการรับจัดส่งเอกสารและสิ่งของ มาพบกับ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเปิดสอนวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปให้กับผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย เพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคต โดยก่อนหน้านี้มีการพูดคุยถึงความช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับคุณครู 5 คน และนักเรียนพิการอีก 40 คน ซึ่งพบว่า ทางมูลนิธิฯ ต้องการคนช่วยทำความสะอาดสถานที่ ทั้งการตัดหญ้าที่ขึ้นรกไปทั่วบริเวณ การทำความสะอาดมุ้งลวดปัดฝุ่นหยากไย่ฝุ่นจับจนหนา ล้างห้องน้ำที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าของคนปกติทั่วไปเพราะต้องคำนึงถึงรถเข็นสำหรับผู้ที่เดินไม่ปกติ ซ่อมแซมสิ่งชำรุดในที่ต่างๆ เช่นที่จับราวข้างฝาเพื่อไว้พยุงตัวในห้องน้ำ เปลี่ยนหลอดไฟตามจุดสูง เป็นต้น

บริษัทจึงนำพนักงานบริษัท ประมาณ 30-40 คน แถมด้วยครอบครัวของพนักงาน รวมทั้งบุตรหลานตัวเล็กตัวน้อย มาช่วยกันเป็นกำลังใจ และลงมือลงไม้ทำความสะอาดบริเวณโดยรอบของมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการกันเป็นการใหญ่

ที่เห็นลงแรงแข็งขัน เมื่อเข้าไปสอบถามกลับไม่ใช่พนักงานบริษัท DPEX แต่ พิศาล ม่วงประเสริฐ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของ สุรวุฒิ นนท์ภักดี ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท DPEX นั่นเอง ‘พิศาล’ บอกว่า เมื่อเขารู้ว่าจะมีการมาช่วยกันทำประโยชน์ให้กับมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จึงอาสามาด้วยความสมัครใจ และได้พกเอาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ มาด้วย

“มาซ่อมราวจับข้างผนังห้องน้ำครับ ของเก่ามันหลุด ใช้ไม่ได้แล้ว บางห้องไม่มีเลยก็ทำเพิ่มให้เขา อยากทำครับ ช่วยเรื่องแรงงาน ส่วนอุปกรณ์พวก นอต ตะปู ราวจับนี่ ทางพนักงานเขาช่วยกันซื้อมา ช่วยกันเก็บสตางค์วันละ 5 บาท โดยไม่เกี่ยวกับทางบริษัท”

ดูเหมือนน้ำใจจะกระจายไปยังละแวกบ้านของคนใจดีใน บริษัท DPEX อีกด้วย

หยอดกระปุก ช่วยน้องพิการ

สำหรับความต้องการที่เป็นรูปธรรมของมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ ได้แก่ เครื่องโปรเจคเตอร์ เพื่อประกอบการเรียนการสอน… แล้วโปรเจคเตอร์สำคัญอย่างไร ?

สมาน รุธิรพงษ์ General Manager บริษัท DPEX เล่าว่า เขาเองคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเจ้าโปรเจคเตอร์จะมีความจำเป็นสำหรับการเรียนของเด็กๆ

“ที่นี่มีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่การเรียนการสอนลำบากมาก เวลาเรียนต้องนั่งวีลแชร์มารุมกันที่หน้าจอผู้สอน จากนั้นก็ต้องกลับไปที่หน้าจอตัวเอง ซึ่งทำให้เสียเวลา เสียสมาธิ และทุลักทุเลพอสมควร เห็นแบบนี้ เราเลยนำโปรเจคเตอร์ 3 ตัวมามอบให้ สิ่งที่เปลี่ยนไปเลยคือการสอนที่สะดวกขึ้น นักเรียนสามารถนั่งที่หน้าจอของตัวเองดูการสาธิตของผู้สอนพร้อมทำตามได้เลย สิ่งที่เขาต้องการจากเราไม่ใช่เงินทอง แต่ต้องการสิ่งที่จะเอาไปต่อยอดในการเสริมสร้างความรู้ความสามารถของพวกเขา เพื่อพิสูจน์ให้คนภายนอกเห็นว่า พวกเขาไม่ได้เป็นภาระแก่สังคม ซึ่งพวกเรารู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก” สมาน ยังเล็งๆ เด็กนักเรียนของที่นี่ไว้ด้วย เผื่อบริษัทต้องการพนักงานด้านคอมพิวเตอร์ เผื่อจะหางานให้เด็กพิการที่มากความสามารถเหล่านี้

นอกจากนี้ พนักงานยังรวบรวมเงินมาจัดซื้ออุปกรณ์การกีฬาให้กับเด็กๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ไม้ปิงปอง ไม้ตีแบต ลูกฟุตบอล ฯลฯ

ผู้จัดการทั่วไปกล่าวต่อว่า “ความจริง บริษัทมีกิจกรรมลักษณะนี้ทุกปี แต่ครั้งนี้พิเศษตรงที่เป็นความคิดของพนักงานเอง ซึ่งทางบริษัทก็สนับสนุนเพราะต้องมีการหยุดงานเพื่อมาทำกิจกรรม พนักงานคงได้เห็นการทำกิจกรรมโครงการสาธารณกุศลของทางบริษัทอย่างต่อเนื่อง จึงมีความคิดกันว่าทำไมพวกเขาจะไม่ลองทำกันเองดูบ้าง จึงเกิดโครงการนี้ขึ้น”

เรียนฟรี มีงานทำ

‘ครูอาร์ต’ เอกลักษณ์ ชูพลสัตย์ หัวหน้าครูฝ่ายวิชาการ สอนคอมพิวเตอร์กราฟฟิก บอกว่า เด็กนักเรียนที่นี่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกได้ดีไม่แพ้คนทั่วไป เด็กพิการมาที่นี่เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อเรียนจบไปแล้ว มีงานรองรับ แต่ปัญหาตอนนี้คือ เด็กๆ ขาดทักษะทางด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์

“เราไม่มีบุคลากรรองรับตรงนี้ วิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิกที่นี่มีเกือบครบ เราสอน แฟลช ตกแต่งภาพ อีลัสสเตรท คอเรลดรอว์ สอนทำเว็บเพจ ขาดแต่วิชาตัดต่อวีดิโอ เพราะเราไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์สเปคสูงขนาดนั้น แต่เชื่อว่าถ้าเรามีโอกาสเราสามารถสอนได้เราอยากเปิดสอน เพราะจะทำให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพและความสามารถเพิ่มขึ้นไปอีก”

สำหรับเครื่องโปรเจคเตอร์ที่ได้มาในครั้งนี้ ครูอาร์ตบอกว่า มีประโยชน์มากๆ เพราะจะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น

“แต่เราก็ยังต้องการครูหรือผู้ที่พอมีเวลามาแบ่งปันความรู้ที่พวกท่านมีอยู่ให้กับกลุ่มนักเรียนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ ทั้งความรู้ทางด้านซ่อมคอมพิวเตอร์ ไฟฟ้า วาดเขียน หรือวิชากราฟฟิกต่างๆ เราก็ยินดีครับ”

เอก เชื้อเพ็ชร นักเรียนคอมพิวเตอร์กราฟฟิกมือ 1 ของที่นี่ บอกความความรู้สึกเมื่อถูกถามว่ายังต้องการอะไรมากกว่านี้อีกไหม เขาตอบเบาๆ ว่า

“แค่ได้มานั่งเรียนอยู่ตรงนี้ก็ดีใจแล้ว แค่ให้โอกาสพวกเรายอมรับพวกเราก็พอใจแล้วครับ”

เมื่อถามต่อไปว่าสิ่งที่ต้องการในใจอีกคืออะไร เอกบอกว่า

“อยากซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นครับ จะได้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ เวลาอยู่คนเดียวเพราะเดินทางลำบาก ที่นี่ไม่มีคนสอนเรื่องซ่อมคอมพิวเตอร์ครับ”

เมื่อถามต่อว่าจากการที่ได้มาเรียนที่นี่ทำให้มุมมองชีวิต ทัศนคติจากที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่

“เปลี่ยนครับ จากเดิมที่อยู่ไปวันๆ ดูเหมือนชีวิตไม่มีค่า วันนี้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้น อยากได้การยอมรับว่าเรามีความสามารถจากสังคม เราพึ่งตัวเองได้หาเงินเลี้ยงพ่อแม่ได้ อยากออกไปทำงานเร็วๆ”

ถือเป็นความลงตัวระหว่างความต้องการของผู้รับกับความเอื้อเฟื้อของผู้ให้

“เราทำกิจกรรมสาธารณกุศลบ่อย แต่กับพนักงาน เราก็ไม่ได้ทอดทิ้ง เพราะทางบริษัทมีนโยบายมาตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทมา 20 กว่าปี คือ คน เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด ยิ่งตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีเรายิ่งต้องขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน โดยเรามีการเพิ่มเงินเดือนให้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา”

สมาน รุธิรพงษ์ General Manager บริษัท DPEX บอกว่า บริษัทใช้วิธีเรียกพนักงานทุกคนมาคุยถึงสถานการณ์ยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังเผชิญ และขอให้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ ช่วยกันประหยัด ‘สมาน’ บอกว่า ถ้าพนักงานลำบาก ก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และกระทบถึงบริษัทในภายหลัง

เขาเชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือร่วมใจ และเอื้ออาทรกันเช่นนี้ ที่จะสร้างความยั่งยืนต่อทั้งธุรกิจและสังคม

เรื่อง : อัคคเดช ดลสุข

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *