จตุคาม อะดัม สมิทและอาริสโตเติ้ล

จตุคาม อะดัม สมิทและอาริสโตเติ้ล
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน คาร์ล เซกัน นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันพูดออกมาประโยคหนึ่ง ซึ่งเป็นอมตะทันที นั่นคือ “Absence of evidence is not evidence of absence.” เขาพูดถึงประเด็นของพระผู้เป็นเจ้า ประโยคนี้จึงมีใจความว่า “หากมองไม่เห็นพระผู้เป็นเจ้า ก็อย่าสรุปเอาว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่มี” แต่คำพูดของเขาใช้ได้กับหลายประเด็นมันจึงเป็นอมตะ
ตอนนี้เมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะคลั่งเหรียญจตุคามรามเทพ จนถึงกับเหยียบกันตายในระหว่างรอจอง ความคลั่งนี้มีรากฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่า เหรียญจตุคามฯ จะนำมาซึ่งสรรพสิ่งที่ผู้มีเหรียญไว้ในครอบครองต้องการ เหรียญจตุคามฯ จะมีความขลังถึงปานนั้นหรือไม่คงยากแก่การพิสูจน์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความขลังจะไม่มี แต่ประเด็นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความขลังหรือไม่ขลังของเหรียญจตุคามฯ หากอยู่ที่กฎเกณฑ์ของการปฏิบัติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการครอบครองวัตถุมงคล
ในกรณีนี้ควรมองไปที่ขุนพันธรักษ์ราชเดช ผู้เป็นเสมือนต้นเหตุของความคลั่งครั้งนี้ เนื่องจากท่านเป็นเจ้าพิธีกรรม ในการบวงสรวงพระธาตุนครศรีธรรมราช อันเป็นที่มาของการสร้างเหรียญจตุคามฯ รุ่นแรกเมื่อปี 2530
การที่ขุนพันธ์มีอายุยืนถึง 108 ปีและมีชื่อเสียงโด่งดัง รวมทั้งที่มีข่าวเล่าลือว่าท่านเป็นจอมขมังเวท คงมีส่วนตอกย้ำความศรัทธาของผู้ที่มีความเชื่อ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ดูจะมองข้ามสิ่งหนึ่ง ซึ่งมักไม่ประจักษ์แก่สายตา นั่นคือ การปฏิบัติตัวของขุนพันธ์ ผมรู้เกี่ยวกับขุนพันธ์ไม่มาก แต่จากการสังเกตการปฏิบัติของญาติผู้ใหญ่ ซึ่งมีความรู้เรื่องสมุนไพรและไสยศาสตร์ (มีรายละเอียดในหนังสือเรื่อง “จดหมายจากบ้านนา”) ผมแน่ใจว่า การดำเนินชีวิตตามแนวของขุนพันธ์ มีความสำคัญต่อการครอบครองวัตถุมงคล อีกทั้งยังแน่ใจด้วยว่าการดำเนินชีวิตแบบนั้น มีฐานอันมั่นคงและตรงกับศาสตร์ของชาวตะวันตกเป็นส่วนใหญ่
รายละเอียดของการปฏิบัติตัวของขุนพันธ์ เช่น การถือศีลและสวดมนต์ภาวนา คงต้องไปศึกษากับผู้ที่ท่านถ่ายทอดวิชาให้ สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะศึกษาขอเสนอแนะว่าอย่าจำกัดอยู่ที่แง่ไสยศาสตร์เพียงอย่างเดียว ควรศึกษาแง่การดำเนินชีวิตประจำวันของขุนพันธ์อย่างละเอียดด้วย เช่น การกินแต่พอประมาณ ซึ่งทำให้ท่านไม่อ้วนและการยึดภูมิปัญญาไทย เช่น การใช้สมุนไพรเป็นประจำ
ในช่วงนี้เมืองไทยตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวาย ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง ภาวะนี้มีผลให้หลายคนประสบวิกฤติแล้ว บางคนตกงานจึงหันไปพึ่งวัตถุมงคล เช่น เหรียญจตุคามฯ วัตถุมงคลจะช่วยพวกเขาได้หรือไม่ผมไม่แน่ใจนัก แต่ที่ผมแน่ใจก็คือหากคนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของระบบเศรษฐกิจ และการเมือง ความสับสนวุ่นวายจะไม่มีทางยุติ และกลียุคจะคืบคลานเข้ามา ตามที่ศาสตราจารย์ประเวศ วสี ทำนายไว้เมื่อเดือนที่แล้ว
เศรษฐกิจแนวตลาดเสรีและการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยมีกฎเกณฑ์มากมาย แต่บางอย่างไม่มีเขียนไว้ในตำรา จึงไม่ปรากฏแก่สายตาของคนทั่วไป แต่มันมีความสำคัญต่อการทำงานของเศรษฐกิจ และการเมือง ในทำนองเดียวกันกับการดำเนินชีวิตตามแนวของขุนพันธ์มีความสำคัญต่อความขลังของวัตถุมงคล ความขลังในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เป็นมงคลอันพึงเกิดหรือพึงได้ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรือปรากฏการณ์อันเกินวิสัยมนุษย์
เศรษฐกิจของไทยวางอยู่บนฐานของตลาดเสรีมาตั้งแต่ครั้งก่อตั้งประเทศ ระบบตลาดเสรีมีธรรมชาติของมนุษย์เป็นฐาน นั่นคือ เมื่อมีสิ่งของเกินความต้องการก็นำส่วนเกินนั้นมาแลกเปลี่ยนกันด้วยความสมัครใจ มันจึงเป็นระบบที่ยั่งยืน ต่างกับระบบคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งล่มสลายไป เพราะมันอาศัยการบังคับซึ่งขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ แต่ระบบตลาดเสรีมีกฎเกณฑ์ที่เราจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากเราต้องการให้มันเกิดความขลัง ซึ่งในที่นี้หมายถึงการมีประสิทธิภาพ
อะดัม สมิท รวบรวมกฎเกณฑ์ของตลาดเสรีไว้ในหนังสือเรื่อง The Wealth of Nations ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2319 และคอลัมน์นี้ได้อ้างถึงหลายครั้งรวมทั้งเมื่อวันศุกร์ที่แล้วด้วย แต่ อะดัม สมิท ไม่ได้เขียนกฎข้อหนึ่งไว้ จึงไม่ค่อยมีใครมองเห็นทั้งที่มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของตลาดเสรี นั่นคือ พนักงานของรัฐ ข้าราชการ และนักการเมืองที่บริหารประเทศ จะต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบาย มาตรการและโครงการของรัฐ ความสับสนวุ่นวายของเมืองไทยในขณะนี้ มีที่มาส่วนหนึ่งจากคนเหล่านั้นละเมิดกฎสำคัญข้อนี้ ยังผลให้ระบบตลาดเสรีขาดความขลัง
เนื่องจากตลาดเสรีที่วิวัฒน์มาจนถึงปัจจุบันนี้ มีการแสวงหาความร่ำรวยและการบริโภคเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจตลาดเสรีกำลังประสบปัญหาอยู่ในปัจจุบัน เพราะการแสวงหาความร่ำรวยและการบริโภคเป็นไปอย่างไร้เหตุผล และขาดจริยธรรม ปัญหานั้นจะแก้ได้ด้วยการใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทยส่วนใหญ่ และรัฐบาลไทย ไม่เคยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวปฏิบัติอย่างจริงจัง ความขลังของมันจึงยังไม่ปรากฏ
ร้ายยิ่งกว่านั้น รัฐบาลปัจจุบันยังดำเนินนโยบายในแนวตามก้นรัฐบาลที่แล้ว ทั้งที่ได้ประกาศออกมาตั้งแต่ต้นว่า จะยึดแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก จะเห็นว่ารัฐบาลก่อนกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยออกมาตรการจูงใจให้คนไทยมุ่งสร้างความร่ำรวยและบริโภคแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้นจนเกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว รัฐบาลนี้ก็มีมาตรการในแนวเดียวกันเมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจส่อไปในทางลดลง
เราต้องการใช้ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งวิวัฒน์มากว่าสองพันปีจากแนวคิดของอาริสโตเติ้ล เฉกเช่นระบบตลาดเสรี ระบอบประชาธิปไตยมีกฎเกณฑ์มากมาย และบางอย่างไม่ได้เขียนไว้ให้เป็นที่ประจักษ์ ตอนนี้รัฐบาลกำลังสอบสวนเอาความผิดฐานฉ้อฉล จนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อรัฐกับนักการเมืองในรัฐบาลก่อน และเมื่อไม่กี่วันมานี้ อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งออกมาประกาศว่า การซื้อ/ขายเสียงในเมืองไทยจะไม่มีวันหมด ปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของประชาธิปไตย มันจึงไม่มีความขลัง
ตามนิยามของความขลังที่ผมให้ไว้ คนไทยจะไม่มีวันได้รับผลของความขลังอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นจากเหรียญจตุคามรามเทพ ตลาดเสรี หรือประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ ในขณะนี้ การไม่ทำตามกฎเกณฑ์มีผลร้ายถึงกำลังจะผลักดันเมืองไทย ให้เดินเข้าสู่กลียุคตามคำทำนายของศาสตราจารย์ประเวศ วะสี แม้จะมีการสร้างเหรียญจตุคามรามเทพเพิ่มขึ้นเกือบทุกวัน แต่เหรียญนั้นก็จะไม่ปกป้องเมืองไทยให้พ้นกลียุค

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *