จงเร่งเอสคิวจิตวิญญาณ

จงเร่งเอสคิวจิตวิญญาณ

จิตที่ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อนที่สุด – ดังที่คิดเอาเองทั้งได้พูดได้เขียนมาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีหลังๆ มานี้ – โดยส่วนหนึ่งได้มาจากหลายๆ ที่มา ซึ่งจะไม่อ้างอิง เพราะมาจากหลายที่เหลือเกินจนอ้างไม่ไหว แต่พอจะสรุปได้ว่าเอามาจาก 3 ที่มาใหญ่ๆ (นอกจากที่คิดเอาเอง) คือเอามาจากมหายานและวัชรญาณพุทธศาสนา ปรัชญาและจิตวิทยา โดยเฉพาะจอห์น เซิร์ล วิลเลียม เจมส์ กับคาร์ล จี. จุง กับฟิสิกส์ใหม่ทั้ง 2 ทฤษฎี โดยเฉพาะควอนตัมเม็คคานิกส์ คือผู้เขียนคิดและเชื่อว่า หนึ่ง จิตไม่ใช่สมอง แต่สมองเป็นตัวแทนหรือตัวแสดงของจิต สอง จิตรู้หรือจิตสำนึก (conscious mind) ที่อยู่ในปัจเจกบุคคลมาจากจิตไร้สำนึกร่วมของสากลของจักรวาล (unconscious continuum) สาม สมองมีหน้าที่บริหารหรือเปลี่ยนจิตไร้สำนึกร่วมที่เข้ามาอยู่ในสมองของแต่ละคนให้เป็นจิตสำนึกด้วยกลไกควอนตัมเม็คคานิกส์ (quantum-wave collapse) ซึ่งข้อ 3 นี้ จะยกเว้นจิตหนึ่งซึ่งเป็นแก่นแกนของจิตไร้สำนึกอันกระจ่างใส ซึ่งอยู่ภายในสุดของจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาล (ที่เราเรียกเช่นนั้นเฉพาะขามาของวิวัฒนาการของจักรวาลจากหนึ่งสู่ความหลากหลายเท่านั้น ส่วนวิวัฒนาการขากลับจากความหลากหลายกลับไปหาหนึ่งนั้นเราจะเรียกว่านิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับจิตหนึ่ง) – นั่นตรงกับภาษาอังกฤษ uni + verse การหวนกลับไปหาหนึ่ง – นักศาสนปรัชญาส่วนใหญ่เชื่อว่าจิตสำนึกต้องหาแก่นแกนของจิตไร้สำนึกให้พบ หรือรวมกับแก่นแกนของจิต ด้วยวิวัฒนาการขากลับตามวิวัฒนาการโดยธรรมชาติของจิตผ่านจิตวิญญาณอันเป็นจิตเหนือสำนึก (super-conscious) ไปเรื่อยๆ จนถึงนิพพาน เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อเลยก็ได้ หรือว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็สุดแล้วแต่ ทั้งนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอ่านของท่านผู้อ่านที่อ่านบทความนี้แต่อย่างใด

บทความวันนี้ – ตามหัวข้อที่ตั้งไว้ข้างบน – มีความหมายที่จะชี้บ่งถึงการปลูกฝังหรือการเร่งเร้าให้มนุษย์เกิดหรือมีวิวัฒนาการของจิตเหนือสำนึกเร็วขึ้นและมากขึ้น เพราะภัยธรรมชาตินานัปการซึ่งเราสร้างขึ้นมาด้วยมือของเราเองจากความไม่รู้และความอวดดีหลงตัวเอง (อวิชชา และ anthropocentric) นั่นคือ เอสคิว (SQ ซึ่งคนทั่วไป และดาเนียล โกลแมน จะเรียกว่า social quotient ซึ่งสัมพันธ์กับเวลาและสถานที่ของสังคมในขณะนั้นๆ ซึ่งไม่ได้สัมพันธ์กับวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ฉะนั้นในที่นี้ SQ จะมีความหมายที่จิตวิญญาณ หรือหมายถึง spiritual quotient) ซึ่งนักจิตวิทยาเด็กมักจะพูดรวมๆ กันไปกับสติปัญญาความฉลาดที่วัดได้ (IQ) ที่ฟรานซิส แกลตัน นักจิตวิทยาอังกฤษคิดขึ้นและแพร่มาถึง

บ้านเราตอนที่ผู้เขียนยังเล็กๆ และบ้านเราก็รับทันที เพราะฟรานซิส แกลตัน เชื่อหนักเชื่อหนาว่าสืบทอดในตระกูลได้โดยเป็นกรรมพันธุ์ หรืออย่างน้อยก็เป็นลักษณะจำเพาะเป็นพิเศษ (trait) ประจำครอบครัว ที่ผู้เขียนบอกว่าที่บ้านเรารับในทันทีจนกระทั่งปัจจุบันนี้ – ทั้งๆ ที่มีข้อมูลใหม่ๆ ที่บอกว่าการวัดสติปัญญาความฉลาด (psychometric) หรือไอคิวนั้นเชื่อไม่ได้ – ก็เพราะว่าความเชื่อดังกล่าว มันเกิดไปตรงกับภูมิปัญญาชาวบ้านของบ้านเราที่บอกว่า “เสือย่อมไม่ทิ้งลาย” หรือ “เชื้อย่อมไม่ทั้งแถว” อะไรพวกนี้ นั่นคือ ถ้าพ่อเป็นโจรก็ให้ระวังลูกที่อาจเป็นโจรตามพ่อก็เป็นได้ จริงๆ แล้วผู้เขียนคิดว่าภูมิปัญญาชาวบ้านน่าจะถูกอย่างน้อยก็น่าจะเป็นลักษณะจำเพาะ (trait) ที่ว่า

ส่วนอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้เขียนคิดเอาเองว่าความรู้สึกแยกออกจากอารมณ์ (EQ) ไม่ได้ ความชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ จึงแยกจากเวทนาไม่ได้ เพราะอารมณ์นั้นเป็นผลพวงของความรู้สึกทางกายภาพ (sensual) ที่เป็นไปในทันทีทันใด คือห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่ระงับ (suppress) ได้โดยจิตที่อยู่เหนือสำนึกที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติบางส่วน โดยซ่อนตัวอยู่ลึกล้ำที่ภายใน ซึ่งจะโผล่ปรากฏออกมาเมื่อชีวิตหนึ่งชีวิตใดกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือกำลังจะตายไปในทันทีถ้าหากช่วยไม่ทัน จิตเหนือสำนึก (spirituality หรือในที่นี้ก็คือ SQ) – ซึ่งพ้นผ่านหรือก้าวล่วง – จิตสำนึก เราเรียกว่าจิตวิญญาณ หรือธรรมจิต ซึ่งก็คือจิตบริสุทธิ์ที่งามพร้อมที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของในทุกศาสนา ในศาสนาพุทธคือเส้นทางไปสู่นิพพาน ส่วนในศาสนาที่มีพระเจ้าคือการที่จิตอันบริสุทธิ์แต่ละดวงได้รวมกับพระจิตของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว 3 ความฉลาดที่วัดได้ (quotients) ที่ว่า ทั้งไอคิว อีคิว และเอสคิว นั้นมีส่วนที่มนุษย์เองสามารถสร้าง (co-creator) บางส่วน หรือเร่งเร้าให้เกิดขึ้นมาก็ได้ ซึ่งนักจิตวิทยาที่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล รวมทั้งสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงโดยเฉพาะมนุษย์-เชื่อ มนุษยชาติได้ผ่านหรือพบกับไอคิวและอีคิวมาแล้ว แต่เรายังขาดเอสคิวที่โดยปกติแทบไม่มีเลย ที่มีอยู่บ้างก็ถูกซ่อนตัวเอาไว้อย่างล้ำลึก นั่นคือเนื้อหาสาระของบทความวันนี้

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายถึงการสร้างสรรค์ของมนุษย์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความฉลา

ดที่วัดได้ (นักจิตวิทยาการศึกษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเชื่อโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ว่าวัดไม่ได้) เราจะต้องรู้ความหมายของทั้ง 3 ความฉลาดเสียก่อน (ไอคิว อีคิวและเอสคิว) ก่อนอื่นควรจะอธิบายนิยามของสติปัญญาความฉลาด (intelligence) รู้และเข้าใจอารมณ์ที่แยกออกจากความรู้สึกยากมาก (emotion) และจิตวิญญาณ (spirituality) พอสังเขปตามที่ผู้เขียนเข้าใจและนำมาใช้ในบทความนี้

ในความเห็นของผู้เขียน ทั้ง 3 หรือไอคิว อีคิวและเอสคิวนั้น เราเอามาเรียงกันอย่างผิดๆ ซึ่งหากเราเรียงตามการเจริญเติบโตวิวัฒนาการ ไม่ใช่สนใจหรือว่าพบอันไหนและวัดอันไหนก่อน ความฉลาดทางอารมณ์ต้องมาก่อนเพื่อนนานนักหนา เพราะเป็นเรื่องของการ “รู้รอด” ซึ่งสัมพันธ์กับสัญชาตญาณ จริงอยู่ทั้ง 3 เป็นวิวัฒนาการของจิตไร้สำนึกร่วมของจักรวาลที่เข้ามาอยู่ในปัจเจกบุคคลเพื่อ “การรู้” (cognition) แต่อีคิวเป็นวิวัฒนาการที่หยาบ ซึ่งมาก่อนในสัตว์ที่มีระบบลิมบิกวิวัฒนาการแล้วเท่านั้น เราต้องรู้ว่าจักรวาลมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือวิวัฒนาการเท่านั้น และวิวัฒนาการนั้นจะต้องดำเนินไปสู่ “การรู้” ที่สูงขึ้นกว่า ซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่า และลึกล้ำมากขึ้นกว่าตลอดเวลา ทั้งในทางกายภาพและทั้งจิตภาพ แต่กายภาพจะมีวิวัฒนาการก่อนและจิตภาพมาทีหลัง โดยมีวิวัฒนาการช้ามากกว่า กระทั่งส่วนใหญ่มากๆ หรือแทบทุกคนก็ว่าได้ ซึ่งพุทธศาสนาบอกว่าจะต้องมีการสะสมบารมีข้ามภพข้ามชาติมาตลอดเวลา และผู้เขียนก็เชื่อเช่นนั้น ทั้งจะเป็นวิวัฒนาการสุดท้ายของจักรวาลเมื่อมนุษย์ทุกคน สัตว์โลกทั้งหมดทุกๆ ตัวสามารถจะ “รู้แจ้ง”

เค็น วิลเบอร์ จะบอกว่า วิวัฒนาการทางจิตในมนุษย์ – ผ่านสเปกตรัมต่างๆ ที่เรียกว่า “เส้นทาง” (line) – จะเป็นการต่อยอดของเส้นทางที่เดิมมีเพียงเส้นทางเดียวก็ได้ หรือจะเป็นวิวัฒนาการที่เริ่มต้นจะมีหลายๆ เส้นทางก็ได้ ฉะนั้น เส้นทางหรือ line จึงไม่มีความสำคัญเมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ของจิตรู้ที่สัมพันธ์กับรูปร่างทางกายภาพ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าหากพิจารณาจากลักษณะของความเป็นองค์รวมของวิวัฒนาการแล้ว องค์กรใหม่จะเป็นการวิวัฒนากรขององค์เก่า บวกกับส่วนที่ได้มาใหม่เสมอ (transcend and include) ซึ่งเค็น วิลเบอร์ ก็ได้พูดมาเองและผู้เขียนก็เชื่อเช่นนั้น เพราะฉะนั้น กระบวนการวิวัฒนาการก็น่าจะเป็นเช่นนั้น มนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลายจะต้องเรียนรู้หรือวิวัฒนาการมาตามลำดับ รู้รอดต้องผ่านสัญชาตญาณก่อน และรู้เพื่อรู้ต้องตามหลังรู้รอด ฉะนั้นสติปัญญาความฉลาด (intelligence) จึงต้องตามหลังการต่อสู้และหนีภัย และความฉลาดเหนือสติปัญญา (wisdom) ต้องผ่านความฉลาดธรรมดาๆ ก่อน เอสคิว หรือการรู้ของจิตวิญญาณ (spirituality) – อันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งแทงตลอดและวิมุตติ – จึงเหนือกว่าสติปัญญาความฉลาดธรรมดามากนัก

จากที่พูดมาทั้งหมด เราสามารถสรุปและสามารถยืนยันได้ว่า ทั้งศาสนาและปรัชญากับทั้งวิทยาศาสตร์ – ที่ต่างก็พยายามอธิบายความจริงแท้ของธรรมชาติ แต่อธิบายบนหลักการและวิธีการคนละอย่างแตกต่างกัน – บอกเหมือนๆ กันว่าความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งศาสนากับปรัชญาบอกว่าเป็นจิตเป็นปฐม ส่วนวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นรูปกายวัตถุที่ตั้งอยู่ข้างนอก แล้วก็อธิบายจักรวาล ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างไปตามนั้น และทั้ง 2 ก็บอกว่าจักรวาลมีเป้าหมายอย่างเดียวจริงๆ คือวิวัฒนาการ และวิวัฒนาการไปทำไม? ทั้งศาสนากับวิทยาศาสตร์บอกว่าวิวัฒนาการเพื่อให้มีชีวิตและมนุษย์ดำรงอยู่ได้ นั่นคือที่มาของความรู้ เห็นกับไม่เห็นที่พิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือรูปกายวัตถุไม่ได้ เพราะจิตไม่ใช่กาย วิทยาศาสตร์จึงปลดความรู้ออกจากศาสนา เหลือไว้แค่ความเชื่อความศรัทธาอันไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง ส่วนศาสนาก็เถียงว่าวิทยาศาสตร์ไม่ยุติธรรม เพราะเล่นใช้แต่วิธีการทางรูปกายวัตถุอย่างเดียวในการพิสูจน์ แต่ไม่ใช้วิธีการทางจิตเลย เช่น การทำสมาธิที่มีในทุกๆ ศาสนาอย่างไม่มีการยกเว้น หลังจากนั้นเมื่อเถียงกันไม่รู้จักจบหรือจบไม่ได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้ง 2 ก็แยกไปเด็ดขาดโดยเดินกันคนละทาง จนกระทั่งมีฟิสิกส์ใหม่ที่คล้ายๆ กับศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่อุบัติขึ้นทางตะวันออก ฟิสิกส์ใหม่ซึ่งให้ความจริงแท้ของธรรมชาติ (ทั้ง 2 ระดับคือทั้งกายและจิต) ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์กายวัตถุเป็นไหนๆ

เอสคิวที่ผู้เขียนหมายถึงในที่นี้ คือการวัดความฉลาดทางวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ และความฉลาดนั่นก็ไม่ใช่สติปัญญา (intelligence) หากแต่เป็นปรีชาญาณการหยั่งรู้หรือภาวนามยปัญญา (intuition or wisdom) ซึ่งเป็นไปเพื่อวิวัฒนาการของเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล คือเป็นอารมณ์ด้านบวก อารมณ์ทุกๆ อารมณ์จะไม่มีเหตุผลทั้งนั้น จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ อารมณ์กับเหตุผลเชื่อกันว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้ามีเหตุผลก็ต้องไม่มีอารมณ์ หรือถ้าหากคนกำลังมีอารมณ์อยู่ก็อย่าหวังว่าจะใช้เหตุผลช่วยได้ เพราะเราอยู่ในยุคที่มีเหตุผลเป็นใหญ่ – ที่ผิดความจริงทางควอนตัมอย่างชัดๆ – ดังนั้นเรื่องของอารมณ์โดยเฉพาะด้านลบจึงเป็นของต้องห้าม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด แต่ผลของการวิจัยใหม่ๆ ชี้บ่งอย่างเป็นตรงกันข้าม ทั้ง 2 กลับเสริมเติมซึ่งกันและกันเพื่อวิวัฒนาการของจิตวิญญาณ รักเมตตาและให้อภัยด้วยใจจริง อารมณ์ช่วยให้เหตุผลเกิด และเหตุผลจะช่วยกำจัดอารมณ์ในคราวต่อๆ ไปให้มีน้อยลงๆ และค่อยๆ หมดไป (Antonio Damasio : Descartes’ Error, 1999) โลกในอนาคตอันใกล้นี้ การอยู่รอดของมนุษยชาติจะไม่ขึ้นอยู่กับเหตุผล (rational) และสติปัญญาความฉลาด (intelligence) อีกต่อไปแล้ว หากแต่จะขึ้นอยู่กับภาวนามยปัญญา (wisdom) ซึ่งจะมีได้เป็นปกติธรรมชาติต่อเมื่อมนุษยชาติมีวิวัฒนาการทางจิตไปสู่ระดับจิตวิญญาณหรือธรรมจิต (spirituality) เส้นทางไปสู่นิพพานแล้วเท่านั้น.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *