ค่ายหนังเมเจอร์ : ก้าวย่างของการสร้างอาณาจักรบันเทิง

ค่ายหนังเมเจอร์ : ก้าวย่างของการสร้างอาณาจักรบันเทิง
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2551
เมื่อไม่นานมานี้ เมเจอร์กรุ๊ปได้ทำเซอร์ไพรส์กับวงการธุรกิจบ้านเราอีกครั้งนะครับ ประกาศจะเข้าสู่ธุรกิจการผลิตภาพยนตร์ โดยเป็นการทำ Backward Integration ครั้งสำคัญของเครือเมเจอร์นี้ หลังจากได้เคยเข้าเทคโอเวอร์อีจีวีเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งเมเจอร์จะลงทุนนับร้อยล้านบาทต่อปี เพื่อผลิตภาพยนตร์เด็ดๆ ตอบสนองตลาดหนังไทย ที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตอย่างสวยงาม
ก้าวย่างทางกลยุทธ์นี้ เสมือนกับการตอกย้ำการสร้างอาณาจักรบันเทิงครบวงจร อย่างที่คุณวิชา ประกาศวิสัยทัศน์ หลังทำการเทคโอเวอร์สารพัดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันเข้ามาอยู่ในชายคาเมเจอร์มากมาย นับแต่ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ธุรกิจฟิตเนส ธุรกิจคาราโอเกะ โบว์ลิ่ง ไอซ์สเกตช์ รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นธุรกิจที่เป็นฐานคอยต่อยอดให้กับธุรกิจบริการบันเทิงในเครือนั่นเอง และล่าสุด คือ การเติบโตแบบย้อนกลับมาในธุรกิจผลิตหนังของตนเอง และส่งเข้าฉายในแขนขาโรงภาพยนตร์ของตนที่มีอยู่กว้างขวางทั่วประเทศครับ
กลยุทธ์นี้อาจกล่าวว่าเป็นทั้งไม้เด็ดหรือขวากหนามของเมเจอร์ก็ได้ทั้งสิ้นนะครับ ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมตามจังหวะของกิจการ
หากวิเคราะห์ถึงประโยชน์จากการเติบโตย้อนกลับดังกล่าว จะพบว่าที่แน่ๆ คือ การเพิ่มช่องทางการทำรายได้ให้กับเครือเมเจอร์อีกทางหนึ่ง ซึ่งตลาดหนังไทยก็มีการเติบโตค่อนข้างสูงในปีที่ผ่านๆ มา ทำให้เป็นสิ่งเย้ายวนใจให้เข้ามาชิงชัยประลองความเป็นหนึ่งด้วยเช่นกัน และน่าจะช่วยเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเติบโตและกระจายความเสี่ยงของธุรกิจทั้งกลุ่มได้พอควร หลังจากที่ธุรกิจฟิตเนสที่หมายมั่นปั้นมือไม่รุ่งอย่างที่คาดครับ
รวมถึงการเข้าไปในธุรกิจการผลิตหนัง ยังช่วยเสริมบารมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างๆอีกมาก เนื่องจากโรงหนังนั้นหากจะพูดไป ก็เหมือนเป็นช่องทางการจำหน่ายเท่านั้น ไม่มีสินค้า หรือ Content ที่เป็นของตนเอง หากมี Content เด็ดๆ มาเสริมการขายในช่องทางของตนเองด้วย ย่อมเป็นสิ่งที่ดี และการพึ่งพาสายหนังต่างๆ ก็ลดน้อยลงครับ
และยังทำให้การวางแผนการลงโรงของภาพยนตร์และระยะเวลาการฉายก็อยู่ในการควบคุมของเมเจอร์มากขึ้นครับ เนื่องจากผลิตเองสามารถคุมจังหวะเวลาที่จะตักตวงประโยชน์จากการฉายได้เต็มที่ และแน่นอนว่า จะทำให้สามารถได้ “มาร์จินรวม” ที่สูงขึ้น นั่นคือ ไม่ต้องมาแบ่งรายได้จากการฉายแบบ 50/50 เหมือนในขณะนี้ เรียกว่าเก็บกินได้เน้นๆ เนื้อๆ ครับ
เมเจอร์เองก็มองว่า โอกาสความสำเร็จของตนก็มีสูงครับ เนื่องจากตอนนี้ตนเองคุมโรงอยู่ในมือถึงกว่า 80% ของโรงทั้งหมดทั่วประเทศ และทำเลก็สุดยอดทั้งสิ้น การปล่อยของไปฉายย่อมมีโอกาสติดหูติดตาคนดูมากกว่า มีสิทธิที่จะทำการตลาดต่อยอดผลักดันสินค้าของตนให้สูงสุดยอดกันไปเลยครับ คล้ายๆ กับสถานีวิทยุมีค่ายเพลงยังไงยังงั้นทีเดียว
แต่ไม่ใช่ว่าจะดีดลูกคิดรางแก้ว คำนวณแต่ผลประโยชน์อย่างเดียวนะครับ เนื่องจากธุรกิจผลิตหนังบ้านเรา แท้จริงแล้ว ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจปราบเซียนเช่นกัน ทุกท่านคงเห็นหลายๆ กิจการยักษ์ใหญ่บันเทิงที่โด่งดังคับบ้านเมืองเรา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์สักเท่าไร หลายค่ายต้องใช้คำว่าเจ๊งเลยทีเดียวครับ ปิดๆ เปิดๆ กันมาหลายครั้ง แม้ว่าจะมีดาราหรือผู้มีชื่อเสียงระดับแม่เหล็กมาคอยดึงดูดก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะเวิร์คกันง่ายๆ ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกันอย่างมาก
ดังนั้น จุดนี้เป็นสิ่งที่น่าห่วงครับ เพราะความสามารถหลักของเมเจอร์อยู่ที่การจัดจำหน่าย แขนขาการตลาดและการโปรโมชั่นที่โดดเด่น แต่เรื่องการผลิตภาพยนตร์ยังไม่เห็นชัดเจนครับ โดยเฉพาะบุคลากรด้านการเขียนบทดีๆ ที่ยังขาดแคลนอย่างมาก หากผลิตมาแล้ว ไม่ตรงใจผู้บริโภค ถึงแม้จะมีโรงเครือข่ายกว้างขวางเท่าใด การตลาดแรงอย่างไร ก็ยากที่จะสร้างผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่าได้
จุดนี้หากสามารถเติมเต็มความเชี่ยวชาญ โดยใช้พันธมิตรธุรกิจกับผู้ผลิตหนังรายย่อยๆ ที่มีความสามารถโดดเด่น มีแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่จะมาสร้างสีสันให้เกิดกับตลาดหนังไทยได้ ก็จะน่าลดปัญหาลงไปได้ครับ โดยมีพันธมิตรมาดูแลเรื่องการผลิต ส่วนเมเจอร์เทคแคร์เรื่องการจัดจำหน่ายและการตลาดไป ก็น่าที่จะเวิร์คได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีพันธมิตรและช่องทางที่จะกระจายหนังออกสู่ตลาดภูมิภาคโกอินเตอร์ไปได้ ก็จะยิ่งลดความเสี่ยงลงไปมากครับ แต่คงต้องเป็นระยะกลางถึงยาวมากกว่า
นอกจากนี้ อาจมีการเพิ่มโมเดลธุรกิจ เป็นลักษณะของ Profit Sharing อย่างที่ค่ายหนังต่างประเทศทำกันมาจนประสบความสำเร็จครับ นั่นคือ บริษัทใหม่ของเมเจอร์นี้มิได้มีภารกิจหลักที่ผลิตหนังเท่านั้น แต่ไปมุ่งเน้นที่ความเชี่ยวชาญของตนเอง นั่นคือ รับทำการตลาดและจัดจำหน่ายหนังให้กับผู้ผลิตสารพัดราย ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นพันธมิตรแต่ไม่ผูกพันเป็นภาระกันมากครับ โดยผู้ผลิตก็สามารถมานำเสนอโปรเจคใหม่ๆ ที่น่าสนใจให้กับเมเจอร์ ซึ่งอาจจะเป็นโปรเจคที่กำลังจะเริ่มทำ หาทุนทำอยู่ หากมองแล้วมีโอกาสทางการตลาด ก็เข้าร่วมทุนหรือเป็นนายทุนให้ผู้ผลิตรายนั้นเสียเลย
หรืออาจจะเป็นการนำเสนองานที่เสร็จเรียบร้อย มาให้เมเจอร์จัดจำหน่ายให้ ซึ่งหากดูมีอนาคตที่น่าจะสดใส ก็รับดูแลการตลาดให้ ส่วนแบ่งผลตอบแทนก็จะมากขึ้นกว่าการเป็นแค่โรงฉายอย่างแน่นอน ถือเป็นอีกกลไกทางการเติบโตอีกอย่างหนึ่งครับ
หากจะเน้นที่การจัดจำหน่ายและการตลาดดังที่กล่าวไป ก็อาจจะต้องพิจารณาความซ้ำซ้อนกับค่ายหนังในเครืออีกแห่ง คือ นนทนันท์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ผู้จัดจำหน่ายและนำเข้าภาพยนตร์ ที่เครือเมเจอร์ถือหุ้นใหญ่อยู่ เพื่อไม่ให้แข่งขันกันเองจนเกินไป และนำไปสู่ความไม่คุ้มค่าในอนาคตได้ ซึ่งคงต้องกำหนดขอบเขตของแต่ละธุรกิจในเครือของตนให้ชัดเจน ไม่ให้ฆ่ากันเองครับ
จริงๆ แล้ว ก็เข้าใจถึงหัวอกของผู้บริหารที่จะต้องแสดงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้นักลงทุนสนใจหุ้นของกิจการ ดังนั้น การเติบโตโดยใช้หน่วยธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ถือเป็นอีกแนวคิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงบ้าง ก็ต้องเดินหน้าครับ เพื่ออนาคตของทั้งเครือ เรียกว่าหยุดอยู่เฉยๆ นั่งนิ่งๆ กันไม่ได้ทีเดียว เดี๋ยวนักลงทุนตีจาก ราคาหุ้นก็จะไม่พุ่งขึ้นสวยงามครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *