คุณกำลัง Burnout รึเปล่า?

คุณกำลัง Burnout รึเปล่า?
หน้าร้อนแบบนี้อากาศบ้านเราก็ร้อนสมกับเป็นฤดูร้อนจริงจริ๊ง ไม่ค่อยเจอเลยว่าพอเข้าหน้าร้อนแล้วอากาศยังเย็นสบาย ร้อนอย่างนี้มนุษย์ทำงานหลายคนก็คงต้องลา “พักร้อน” ซึ่งก็เป็นช่วงเดียวกับที่โรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ ปิดภาคเรียนเพื่อเป็นการหยุดพักยาวภาคฤดูร้อน ท่านผู้อ่านเคยนึกสงสัยบ้างไหมคะว่าทำไมเวลาพวกเราลาหยุดงานเพื่อไปพักผ่อน เรามักแจงเหตุผลในการลาว่าเป็นการลาไป “พักร้อน” (ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Take Vacation) ทั้งๆ ที่บางครั้งก็ไม่ตรงกับช่วงฤดูร้อนสักหน่อย ทำไมเราจึงไม่ใช้คำพูดว่า “พักหนาว” หรือ “พักฝน” หรือใช้คำกลางๆ เช่น “ลาพัก”
อาจจะเป็นเพราะประเทศไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรมแต่ก่อนมา ที่พอหน้าฝนก็เป็นช่วงที่เราจะดำนาปักกล้ากัน พอข้าวออกรวงพร้อมเกี่ยวก็เข้าช่วงฤดูหนาวตอนปลายปี พอหน้าร้อนน้ำไม่ค่อยมีก็เพาะปลูกไม่ได้ เป็นการหยุดพักไปในตัว ดังนั้นฤดูร้อนจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของไทยเรา จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งว่าทำไมเราใช้คำว่า “พักร้อน” ในการลาหยุดงานเพื่อพักผ่อน หากท่านใดมีข้อมูลในเรื่องนี้ช่วยเขียนมาเล่าให้ฟังบ้างก็ดีค่ะ
ตามหลักการเรื่องจิตวิทยาในองค์กรนั้น มนุษย์ทำงานที่มีประสิทธิภาพต้องรู้จักรักษาสมดุลของชีวิตทำงานและชีวิตส่วนตัว ไม่ใช่บางคนทำแต่งาน งาน งาน เพื่อเงิน เงิน เงิน จนไม่มีเวลาในการดูแลรักษาสุขภาพกาย-ใจให้มีพลังและสมรรถนะพอเพียงในการทำงาน หรือบางคนก็ทำงานน้อยมาก เอาเวลาทำงานไปใช้ในเรื่องส่วนตัวกลายเป็น “เพื่อนเลี่ยงงาน” ที่น่ารังเกียจสำหรับพนักงานคนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งบีบคั้นให้องค์กรทั้งหลายต้องพัฒนาตนเองแบบเร่งรัด เพื่อสามารถแข่งขันให้ได้นี้ ทำให้องค์กรทั้งหลายต้องไประดมสมองและแรงงานจากพนักงานต่ออีกทอดหนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่ามีการนำหลักการจัดการทั้งหลาย เช่น หลักการสร้าง Core Competency Key Performance Indicators (KPIs) การบริหารเพื่อผลงาน (Performance Management) ฯลฯ มาใช้ในองค์กรเพื่อกำหนดมาตรฐานขีดความสามารถและผลงานที่ต้องการจากพนักงานอย่างละเอียดชัดเจน อันมีผลทำให้พนักงานต้องพัฒนาตนเองและสร้างผลงานตามเกณฑ์ที่องค์กรตั้งไว้
เท่านี้ยังไม่พอ…หลายองค์กรยังมีการพิจารณานำมาตรการลดขนาดองค์กร (Downsizing) และการปรับโครงสร้าง (Restructuring) มาใช้อยู่เนืองๆ ประกอบกันไปด้วย เจอยา 2 ขนานนี้ประกอบกันเข้าทำให้พนักงานเกิดอาการเครียดไปตามๆ กัน เพราะต้องเร่งพัฒนาตนเองทุกวันคืน มิฉะนั้นก็อาจถูกเชิญให้ออก โทษฐานไม่เข้าข่ายเป็น Star Performers ขององค์กร แต่รางวัลของการเป็น Star Performers นี้ไม่ทราบว่าคุ้มค่าหรือเปล่ากับความตึงเครียดที่บั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจจนอาจพัฒนากลายเป็นโรคภัยที่ร้ายแรงได้ เช่น โรคกระเพาะอาหาร ปวดศีรษะข้างเดียว โรคหัวใจ เป็นต้น ฉะนั้นก่อนที่จะปล่อยให้ความเซ็ง ความเครียด มาครอบงำท่านจนเกิดการ “ถอดใจ” ในที่สุด เรามาหาวิธีป้องกันการ Burnout กันดีกว่า
ก่อนอื่นต้องรู้ตัวว่าตนเองเริ่มมีอาการ Burnout หรือยัง?
บางท่านนั้นมีอาการ Burnout แล้ว แต่ยังไม่รู้ตัว ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับอาการ Burnout เสียหน่อย ซึ่งสามารถสังเกตตนเองได้ไม่ยากนักในแง่ของภาวะทางร่างกายและจิตใจ อาการทางกาย เช่น ปวดหลัง ปวดไหล่ ตึงบ่า ปวดศีรษะข้างเดียวบ่อยๆ นอนไม่หลับ เหนื่อยล้าอ่อนเพลีย หมดแรงง่าย อาการทางจิตใจ เช่น หดหู่ เศร้าซึม เบื่อหน่าย ปลีกตัวจากสังคม ร้องไห้บ่อยๆ มีเรื่องกังวลในจิตใจตลอดเวลา หากอาการค่อนข้างมากจะเริ่มหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียใส่คนรอบข้าง หรือไม่ก็ปลีกตัวหายไปเลย แล้วถ้าท่านเริ่มตั้งคำถามกับตนเองในทำนองที่ว่า “ฉันอยู่ที่นี่เพื่ออะไร?” “เมื่อไหร่ฉันจะได้ไปให้พ้นๆ เสียที?” หรือ “ฉันไม่ดีพอสำหรับงานนี้ หรือที่นี่ หรือเปล่า?” คำถามทำนองนี้ส่อให้เห็นว่าท่านกำลังเครียด และเริ่มจะนอตหลุดแล้ว ดังนั้นเมื่อพบว่าตนเองเริ่มมีอาการดังกล่าวมาแล้ว ให้ลองปฏิบัติตนตามข้อแนะนำต่อไปนี้
วิธีจัดการกับอาการ Burnout
1.พยายามช่วยเหลือตนเองก่อน ให้ทำความเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมประสบทั้งความสุขและทุกข์ ผิดหวังและสมหวัง ล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ไม่มีใคร “ชนะ” ตลอดกาล ดังนั้นการที่ท่านล้มเหลวบ้าง แพ้บ้าง ทุกข์บ้าง เซ็งบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องผิดปกติธรรมดาอะไร แต่ถ้าท่านปล่อยให้ความรู้สึกนั้นครอบงำท่านจนชีวิตหมดชีวามากเกินไป นานเกินไปนั่นสิ มันเริ่มจะผิดปกติแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มเครียดก็ยอมรับว่าตนเองเครียดเสียดีๆ แล้วหาสาเหตุของความเครียดแล้วพยายามหาทางแก้ไข
2.ทำความเข้าใจในลำดับต่อไปว่าปัญหาบางอย่างแก้ได้ บางอย่างก็เกินความสามารถที่จะแก้ ปัญหาบางอย่างไม่ต้องแก้มันก็อาจคลายไปเองตามระยะเวลา คนที่พยายามหาทางแก้ปัญหาแล้วยังแก้ไม่ได้เพราะไม่มีความสามารถพอหรือไม่มีอำนาจพอ ก็ต้องให้หยุดความพยายามเสียก่อน เพราะถ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วยังหมกมุ่นพยายามแก้อยู่นั่นแล้ว เส้นประสาทมันจะขาด…แบบฟอร์เอเวอร์น่ะ เพราะฉะนั้นถ้ายังแก้ไม่ได้ ก็วางมือไปก่อน รอมีเรี่ยวมีแรงคืนมาแล้วค่อยมาแก้ใหม่ก็ได้ ตรงนี้อาจจะยากสำหรับคนที่มุ่งมั่นและทำใจวางไม่ได้ (ก็เพราะวางไม่เป็น เลยต้อง Burnout ไง!) แต่ต้องขอร้องให้วาง! เพราะมิฉะนั้นคุณอาจจะต้องวางตลอดชีวิต อย่าผัดวันประกันพรุ่งกับการดูแลตัวเองเด็ดขาด
3.หยุดพักเมื่อเริ่มรู้สึกไม่ดี หากยังไม่แย่มากพยายามหายใจเข้ายาวๆ ช้าๆ แล้วผ่อนออกช้าๆ หลายๆ ครั้งจนรู้สึกดีขึ้น
4.เปลี่ยนแปลงกิจวัตรและสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำของคุณที่ทำให้เกิดอาการ Burnout หากลาพักร้อนได้ ให้ลาพักเลยจะได้มีเวลาปรับตัว หากมีอาการอ่อนล้าก็นอนพักเสียให้พอ ว่ากันว่าการนอนหลับนั้นแก้อาการเครียดและ Burnout ได้เป็นอย่างดี คนไหนที่มีอาการนอนไม่หลับ หากได้ลาหยุดหลายๆ วัน ก็คงจะนอนหลับได้บ้าง
จากนั้นอยากทำอะไรก็ทำ อยากรับประทานอะไรก็รับประทาน ตามใจตนเองสัก 3-4 วัน แต่อย่าดื่มเหล้าจนเมาหัวทิ่มก็แล้วกัน ไปเที่ยว ดูหนังตลก ฯลฯ พอได้พักผ่อนเพียงพอแล้ว ก็ให้ค่อยๆ ดึงตัวเองกลับ โดยใช้หลักวิชาสุขศึกษาที่เคยเรียนสมัยเด็กๆ มาใช้ คือรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ หลีกเลี่ยงสุรา บุหรี่ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน พยายามรับประทานผัก ผลไม้ให้มากขึ้น ออกกำลังกายเบาๆ ก่อน จะใช้วิธีไปซื้อคอร์สแอโรบิกหรือเรียนเต้นรำก็ได้ จะได้พบเจอคนใหม่ๆ เป็นการออกกำลังที่สนุก หรือจะไปออกกำลังเต้นแอโรบิกหมู่ตามชุนชนที่มีคนมาเต้นกันเยอะๆ ก็ได้
หากนิยมของฟรีไม่เสียเงิน การออกกำลังจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น พอร่างกายแข็งแรงจิตใจก็จะเริ่มเข้มแข็งตามไปด้วย ควรจัดห้องหับบ้านเรือนที่อยู่ให้ดูสดใสขึ้น ซื้อ CD เพลงใหม่ๆ มาฟัง หลีกเลี่ยงการพบเจอหรือพูดคุยกับคนที่ทำให้คุณเครียด ตอนนี้ใช้วิธีเลี่ยงหรือหนีปัญหาไปก่อน เพราะคุณยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้า ใช้เวลานี้สั่งสมความเข้มแข็งทีละนิด
5.รู้จักการบริหารเวลา คนที่ Burnout มักจะเป็นคนที่ทำงานหนักมากเกินไป หรือไม่ก็ต้องทนอยู่กับอะไรที่ไม่ชอบนานๆ ไม่ว่าจะเป็นงานหรือบุคคลรอบข้างที่ทำให้เกิดความรู้สึกต้องอดทนนานๆ เมื่อคุณได้พักผ่อนสักระยะหนึ่งและเริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว พยายามรักษากิจวัตรที่ดีไว้ให้เป็นนิสัย คือการออกกำลัง การรับประทานอาหารถูกส่วน พักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยทักษะการจัดแบ่งเวลาให้ถูกต้อง และคุณต้องมีวินัยกับตัวเองที่จะรักษาสุขนิสัยดีๆ นี้ให้คงอยู่ มีหลายคนที่พอเริ่มดีขึ้นก็มักจะขี้เกียจหรือละเลยการดูแลตัวเอง เผลออีกที… Burnout อีกแล้ว!
6.หากคุณผ่านขั้นตอนต่างๆ มาได้อย่างมีวินัยในตนเอง นั่นก็หมายความว่าคุณมีสมดุลในการดำเนินชีวิตในระดับหนึ่ง และจิตใจของคุณก็น่าจะเข้มแข็งขึ้นจนพร้อมที่จะหันมาเผชิญหน้ากับปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ ในระดับนี้หากคุณอยากจะเสริมใยเหล็กให้จิตใจของคุณก็ยิ่งดี บางคนชอบทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็อาจจะศึกษาธรรมะเพิ่มเติม นั่งสมาธิ ซึ่งจะทำให้จิตใจเยือกเย็น สงบจนเกิดปัญญาในการแก้ปัญหาได้ บางคนยังไม่ได้สนใจเรื่องวิปัสสนา ก็ใช้แค่การฝึกสมาธิ ซึ่งทำได้ไม่ยากจนเกินไป จะเป็นการฝึกลมปราณตามแนวโยคะ หรือใช้การฟังเพลงเป็นสื่อให้ใจสงบก็ได้ ทำบ่อยๆ จนเป็นนิสัย ความเครียด ความล้า ก็จะไม่สามารถทำให้คุณ Burnout ได้ง่ายๆ อีกแล้ว
7.หากไม่สามารถแก้ปัญหา Burnout ด้วยวิธีต่างๆ เหล่านี้ได้ คุณควรพบมืออาชีพได้แล้วค่ะ ไปปรึกษาจิตแพทย์โดยไม่ต้องกลัวว่าคุณเป็นโรคจิตหรือเปล่า ใครๆ ก็ไปหาจิตแพทย์ได้ค่ะ เป็นเรื่องปกติไม่น่าอายเลย
เชื่อเถอะค่ะ หน้าร้อนอย่างนี้ อย่า Burnout เลย มา Burn (เผา) อย่างอื่น เช่น Burn ไขมัน หรือ Burn Calory ดีกว่าเป็นไหนๆ…
* หากท่านมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม กรุณาติดต่อที่ : siriyupa.hrvariety@sasin.edu
ข้อมูลและประสานงาน : คุณอารีย์ พงษ์ไชยโสภณ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *