คิดใหม่-ทำใหม่ สมัยหลังพ่อรวยสอนลูก

คิดใหม่-ทำใหม่ สมัยหลังพ่อรวยสอนลูก
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 กรกฎาคม 2546
วินัยในการออมทรัพย์ เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีอันจะกิน และสังคมของเขาก้าวหน้ากว่าใครๆ ในทวีปเอเชียมาเป็นเวลาช้านาน
รัฐบาลพรรคไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศ ด้วยคำขวัญอันประทับใจยิ่งว่า คิดใหม่-ทำใหม่ บังเอิญตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่นพิมพ์หนังสือชื่อ พ่อรวยสอนลูก แปลจากหนังสือขายดีที่สุดของ Robert T. Kiyosaki เรื่อง Rich Dad, Poor Dad จึงชวนให้คิดว่า การคิดใหม่-ทำใหม่ของนายกฯ ที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย คงจะช่วยให้คนไทยมั่งมี ดังที่พ่อรวยสอนให้ลูกรวยได้ในหนังสือเล่มนั้น
มาตอนนี้นายกฯ ประกาศอย่างมั่นใจหลายครั้งว่า จะพาคนไทยให้หลุดพ้นจากความยากจนภายใน 6 ปี ยิ่งชวนให้อยากเปรียบเทียบว่า การคิดใหม่-ทำใหม่มีอะไรคล้ายกับเนื้อหาของหนังสือเรื่องพ่อรวยสอนลูกบ้างหรือเปล่า
ผู้ได้อ่าน Rich Dad, Poor Dad ย่อมทราบแล้วว่า หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี 2540 ครม.ชุดปัจจุบันคงได้อ่านกันอย่างถ้วนหน้า เพราะว่าท่านมักออกมาบอกให้ประชาชนคนไทยอ่านหนังสือฝรั่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง As the Future Catches You หรือเรื่อง The Mystery of Capital
บางท่านอาจจำได้ว่า คิโยซากิอ้างถึงความคิดสำคัญยิ่งแนวหนึ่งซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นหลักความคิดในหนังสือชื่อ The Richest Man in Babylon เขียนโดย George S. Clason และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2469 สิ่งที่ผู้อ่านอาจไม่ทราบคือ ทั้งที่เก่าจนน่าจะล้าสมัยไปนานแล้ว และเมื่อพิมพ์ครั้งสุดท้ายก็ยังขายดีติดอันดับต้นๆ ในสหรัฐ และขายได้กว่า 2 ล้านเล่มแล้ว
โชคดีสำหรับคนไทย เพราะซีเอ็ดฯ เพิ่งพิมพ์ฉบับแปลออกมาชื่อว่า เศรษฐีชี้ทางรวย แนวคิดที่คิโยซากิได้มาจากเคลสัน ได้แก่ การให้รางวัลตัวเองก่อนให้ผู้อื่น (Pay yourself first.) หากดูกันให้ดีๆ แนวคิดนี้ คือ การกันรายได้ส่วนหนึ่งไว้ก่อนใช้ ส่วนที่เหลือเพื่ออย่างอื่น เป็นการสร้างวินัยให้ตัวเองออมทรัพย์
เคลสันเล่าเรื่องเชิงนิทานว่า คนรวยที่สุดในอาณาจักรบาบิโลน หรืออิรักในปัจจุบัน กันรายได้ไว้ 10% เป็นประจำ ใช้ส่วนที่เหลือและนำเงินที่ออมได้ไปลงทุน คิโยซากินำความคิดเก่าแก่นั้นไปใช้ ปรากฏว่า ได้ผลดี ทำให้เขามั่งมีจนเกษียณตัวเองได้จากงานประจำเมื่ออายุเพียง 47 ปีเท่านั้น
อ่านมาถึงตอนนี้ ผู้ที่ติดตามนโยบายในแนวคิดใหม่-ทำใหม่อย่างใกล้ชิด ย่อมรู้ทันทีว่า การคิดใหม่-ทำใหม่ไม่มีอะไรคล้ายกับแนวคิดของเคลสันแม้แต่น้อย เพราะส่วนสำคัญของการคิดใหม่-ทำใหม่ ได้แก่ การจูงใจให้คนไทยใช้จ่ายมากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในบางกรณีถ้าไม่มีเงินรัฐจะสำรองให้ก่อน หรือไม่ก็ให้ไปยืมคนอื่นโดยรัฐจะเป็นผู้ค้ำประกัน บางคนอ้างว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจตามหลักของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ บรมครูทางเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งพิมพ์หลักของเขาไว้ในหนังสือชื่อ The General Theory of Employment, Interest and Money เมื่อปี 2479 หรือหลังหนังสือของเคลสัน 10 ปี
ผู้รู้หลักของเคนส์ดี คงจะยืนยันได้ว่า เคนส์แนะนำให้รัฐบาลใช้งบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เศรษฐกิจถดถอยหรือชะงักงัน แต่เคนส์ไม่ได้พูดถึงกรณีที่ประชาชนเป็นหนี้ท่วมท้นเช่นคนไทยในปัจจุบัน ฉะนั้นการฉีดเม็ดเงินเข้าไปเพื่อกระตุ้นให้คนที่มีหนี้มากอยู่แล้วบริโภคเพิ่มขึ้นอีก จึงไม่ใช่หลักของเคนส์ แต่เป็นของใหม่ ไม่อยู่ในตำรา เกิดขึ้นมาหลังแนวคิดของเคนส์
มาตรการล่าสุดที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นให้คนไทยบริโภคเพิ่มขึ้น ทั้งที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว ได้แก่ การค้ำประกันให้ข้าราชการ ซี 7 ลงมายืมเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ดังที่รู้กันอยู่ทั่วไป ข้าราชการไทยเป็นหนี้กันอยู่แล้วคนละหลายแสนบาททั้งที่มีรายได้ไม่มากนัก และหนี้ส่วนมากเกิดจากการบริโภคเกินพอดี จนตอนนี้ถ้าจะไปยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ก็คงไม่ได้ รัฐจึงอาสาเข้าไปค้ำประกัน
แน่ล่ะ หากผู้ยืมไม่มีจ่าย ในบั้นปลายรัฐต้องเป็นผู้รับภาระ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเกินความจำเป็นแบบนี้เป็นการนำรายได้ในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน มันจึงตรงข้ามกับความคิดของเคลสัน ซึ่งแนะให้ออมรายได้ในวันนี้เพื่อที่จะมีเงินใช้ในวันหน้า
คนไทยในวัยทองย่อมคุ้นเคยกับความคิดในแนวของเคลสัน เพราะสังคมไทยในสมัยก่อนพร่ำสอนให้คนมีความมัธยัสถ์ เป็นการกระตุ้นให้คนไทยระดับรากหญ้ารู้จักคุณค่าของการออมทรัพย์
ผู้ที่รู้เรื่องราวของชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของคิโยซากิย่อมทราบดีว่า วินัยในการออมทรัพย์เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีอันจะกินและสังคมของเขาก้าวหน้ากว่าใครๆ ในทวีปเอเชียมาเป็นเวลาช้านาน หลังจากนั้นชาวเกาหลี สิงคโปร์ และไต้หวันนำหลักนั้นมาใช้ก็ได้ผลดีอีก
ดูจากสังคมโดยรวมในญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และไต้หวัน และจากความสำเร็จระดับบุคคลของคิโยซากิแล้วจึงน่าจะสรุปได้ว่า แนวคิดของเคลสันซึ่งตรงกับของคนไทยในสมัยก่อนยังไม่ล้าสมัย การที่ทั้งหนังสือของเคลสันและคิโยซากิขายดีมากในสหรัฐ ย่อมชี้ให้เห็นว่า คนอเมริกันจำนวนมากยังศรัทธาในแนวคิดนี้ทั้งที่ใครต่อใครชอบพูดว่า อเมริกาเป็นสังคมบริโภคนิยมแบบสุดโต่ง
สรุป ณ วันนี้คนไทยจึงมี 2 ทางเลือก ทางแรก ได้แก่ การกระทำตามความคิดของเคลสันและของคนไทยสมัยก่อน พยายามอดออมในวันนี้เพื่อจะมีกินมีใช้ในวันข้างหน้า ดังที่คิโยซากิและหลายสังคมได้พิสูจน์ให้เห็น
ทางเลือกที่ 2 พยายามเร่งบริโภคในวันนี้ หากไม่มีเงินพอก็ขอกู้จากผู้อื่น เป็นการสร้างหนี้ไว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปเป็นผู้จ่ายแทน ความคิดแนวนี้เป็นสมัยหลังพ่อรวยสอนลูก เพราะพ่อคงสอนลูกไม่ได้ในเมื่อพ่อบริโภคจนเกินพอดีแล้วทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกชำระ เป็นการกระทำตามนโยบายเศรษฐกิจแบบคิดใหม่-ทำใหม่ ซึ่งต่างกับแนวคิดที่บรรพบุรุษไทยพร่ำสอน ตรงข้ามกับของเคลสัน อยู่นอกข่ายของเคนส์ และเป็นนโยบายแนวยุคไร้รูปแบบ (Post-modern) โดยสมบูรณ์ มันจะพาสังคมไทยไปถึงไหนยังไม่มีใครรู้
สิ่งที่เรารู้คือ ครั้งหนึ่งอาร์เจนตินาพยายามใช้นโยบายในแนวไร้รูปแบบนี้ ผลเป็นอย่างไรคนไทยคงได้ยินบ้างแล้ว หากผู้คิดใหม่-ทำใหม่ได้บทเรียนจากอาร์เจนตินา และหาทางป้องกันผลเสียไว้แต่เนิ่นๆ ประวัติศาสตร์อาจไม่ซ้ำรอยก็ได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *