คำท้าของมหาเศรษฐี

คำท้าของมหาเศรษฐี
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3912 (3112)
ด้วยอานุภาพของเทคโนโลยีที่ บิลล์ เกตส์ มีส่วนสร้างขึ้น คำปราศรัยของเขาใน พิธีประสาทปริญญาของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน แพร่กระจาย ไปทั่วโลกอย่างฉับพลัน ยิ่งกว่านั้นผู้ที่เข้าถึงระบบ อินเทอร์เน็ต และต้องการเห็นบรรยากาศในการปราศรัยของเขาอาจดูได้จากการเปิดเว็บไซต์ ของมูลนิธิของเขาคือ www.gatesfounation.org คำปราศรัยซึ่งหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ได้ถอดเป็นภาษาไทยและพิมพ์ไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนได้รับการวิพากษ์อย่างกว้างขวาง ทั่วทั้งโลกเนื่องจากผู้พูดเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคนหนึ่งของโลกปัจจุบัน
ตามประเพณีของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ในวันประสาทปริญญา มหาวิทยาลัยจะเชิญผู้ที่บทบาทสูงในสังคม มากล่าวคำปราศรัย พร้อมกับมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่เขาด้วย มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น ฮาร์วาร์ดมักจะได้ผู้ที่มีบทบาทสูงหรือชื่อเสียงโด่งดังมาร่วมพิธี ส่วนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงลดหลั่นลงไป ก็มักได้ผู้ที่มีชื่อเสียงในระดับรองๆ ฉะนั้นบ่อยครั้งฮาร์วาร์ดจะได้คนระดับประธานาธิบดี รัฐมนตรีและผู้มีชื่อเสียงระดับโลก มากล่าวคำปราศรัย ในกรณีของบิลล์ เกตส์ เขาเป็นศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดซึ่งลาออกไปก่อนเรียนจบ แต่ก็ประสบความสำเร็จ สูงสุดในธุรกิจด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
เนื่องจากผู้ที่กล่าวคำปราศรัยมักเป็นบุคคลระดับชาติหรือระดับโลก คำปราศรัยของเขา จึงมักเกี่ยวกับประเด็นระดับชาติ หรือระดับโลกด้วย เช่น คำปราศรัยของพลเอกจอร์จ มาร์แชล เมื่อ 60 ปีก่อนที่บิลล์ เกตส์ อ้างถึง ในตอนนั้นนายพลมาร์แชล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ คำปราศรัยของเขาจึงเป็นประเด็นเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐอเมริกา ในการฟื้นฟูยุโรป ซึ่งประสบความเสียหายใหญ่หลวงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คำปราศรัยอาจดูเหมือนว่า ผู้พูดต้องการสื่อกับบุคคลที่มาร่วมในพิธีเท่านั้น แต่ความจริงเขามักต้องการสื่อถึงคนภายนอกด้วย หากเขาเป็นผู้ที่มีบทบาทระดับโลก เขามักต้องการให้ชาวโลกรับรู้ นั่นคือสิ่งที่ บิลล์ เกตส์ ต้องการให้คำปราศรัยของเขา จึงได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านเว็บไซต์ของมูลนิธิของเขาติดต่อกันมาเป็นเวลานาน นอกจากนั้นเขายัง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมเป็นพิเศษเกี่ยวกับแนวคิด ของเขาอีกด้วย ฉะนั้นเมื่อเขาเปล่งคำท้าออกมาในตอนท้ายของ คำปราศรัยนั้น มันจึงมิใช่การท้าเฉพาะบัณฑิตและผู้ที่อยู่ในพิธีเท่านั้น หากเป็น การท้าชาวโลกโดยทั่วไปด้วย
บิลล์ เกตส์ ท้าชาวโลกว่าอย่างไรและเพราะเหตุใดเขาจึงท้าเช่นนั้น ?
เขาท้าชาวโลกที่มีพลังปัญญาและพลังทรัพย์ ว่าอย่างอมืองอเท้า จงรีบกระโดดเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาร้ายแรงของโลก
คำท้านั้นวางอยู่บนฐานของการมองว่าปัญหาร้ายแรงที่สุดในปัจจุบันได้แก่ ความไม่เสมอภาคกันของชาวโลก ซึ่งรวมทั้งในด้านการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการป้องกันโรค ด้านทรัพย์สิน และด้านโอกาส บิลล์ เกตส์ มองด้วยว่าความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่ได้อยู่ที่การค้นพบสิ่งใหม่ หากอยู่ที่การประยุกต์ใช้สิ่งใหม่นั้นเพื่อลดความ ไม่เสมอภาคกันของมนุษย์ วิธีลดความไม่เสมอภาคมาจากแนวคิดที่แม่ของเขา ซึ่งพยายามทำตนเป็นตัวอย่าง เพื่อปลูกฝังให้แก่ลูกเปล่งออกมามีใจความว่า “ยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งต้องให้มากเท่านั้น” มีในที่นี้ครอบคลุมหลากหลายด้าน จากพรสวรรค์ทางมันสมอง ไปจนถึงโอกาสและทรัพย์สมบัติต่างๆ ส่วนแม่ของเขาได้แนวคิดนั้นมาจากไหน ไม่เป็นที่ปรากฏ อาจมาจากยายหรือจากที่อื่น เช่น คำสอนของศาสนาแนวเปลื้องบาป ซึ่งบางคนตีความหมายสั้นๆ ว่า “การดูดายเป็นบาป”
การตีความหมายของคำสอนศาสนาแนวนี้ อาจไม่เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางนัก แต่มันจูงใจให้นายแพทย์พอล ฟาร์เมอร์ สละแรงกาย แรงใจและพลังปัญญาเพื่อช่วยแก้ปัญหาสุขภาพของชาวโลก เรื่องของเขามีอยู่ในหนังสือชื่อ Mountains Beyond Mountains เขียนโดย Tracy Kidder นักเขียนชื่อดังเจ้าของรางวัล พูลิตเซอร์ หนังสือเรื่องนี้ น่าที่จะได้รับการแปลเป็นไทยมานานแล้ว เพราะมันเป็นทั้งเรื่องที่น่าสนใจ และอาจจุดประกายให้ผู้อ่านต้องการอุทิศตน เพื่อส่วนรวมเช่นเดียวกับหมอฟาร์เมอร์ ผู้ซึ่งผม คิดว่าสมควรจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่สุด รองลงมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบิลล์ เกตส์
ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้ว บิลล์ เกตส์ ไม่ได้ท้าเพียงลมปาก หากเขาลงมือทำเป็นตัวอย่างด้วย ปีหน้าเขาจะลาออกจากบริษัทไมโครซอฟท์ เพื่อทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้แก่มูลนิธิของเขา ซึ่งในขณะนี้เน้นงานด้านการป้องกันและขจัด โรคร้ายในประเทศด้อยพัฒนาเพราะเขาเชื่อว่า การมีสุขภาพดีเป็นฐานสำคัญสุดของชีวิต หากสุขภาพไม่ดีโอกาสที่จะดำเนินชีวิตอย่าง ราบรื่นย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ความเชื่อนี้จะมีที่มาอย่างไรไม่เป็นที่ปรากฏ แต่ก็ตรงกับความเชื่อที่คนไทยถ่ายทอดกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาทวด นั่นคือ “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”
โรคร้ายที่มูลนิธิของบิลล์ เกตส์ พยายาม ต่อสู้อยู่ในปัจจุบันมีหลายอย่าง รวมทั้ง เอดส์ มาลาเรียและวัณโรคดื้อยา ซึ่งส่วนใหญ่ระบาด อยู่ในแอฟริกาแต่ก็เริ่มมีปรากฏในเมืองไทย อย่างแพร่หลายมากขึ้น
ณ วันนี้จะมีผู้รับคำท้าของบิลล์ เกตส์ หรือไม่ และมากน้อยเพียงไรยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ก่อนที่เขาจะเปล่งคำท้านั้นออกมา คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศจะยกเงินจำนวน 37,000 ล้านดอลลาร์ให้เขานำไปใช้ในกิจกรรมช่วยชาวโลก และ จอร์จ โซรอส ซึ่งคนไทยจำนวนมากเกลียดชังเพราะถูกป้ายสีว่ามีส่วนในการก่อวิกฤตในเมืองไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทั้งที่ไม่มีหลักฐานก็มุ่งหน้าใช้เงินเป็นพันล้านดอลลาร์เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในหลายส่วนของโลก ทั้งสามคนนี้เป็นอภิมหาเศรษฐีของยุค ดิจิทัล หรือยุคคลื่นลูกที่ 3 ซึ่งทำตามประเพณี ที่อภิมหาเศรษฐีอเมริกันถือปฏิบัติกันมาเป็น เวลานาน เราจึงได้ยินชื่อของมูลนิธิของ อภิมหาเศรษฐีอเมริกันที่สร้างความร่ำรวยขึ้น จากยุคอุตสาหกรรม หรือ คลื่นลูกที่ 2 เสมอ เช่น ของแอนดรู คาร์เนคี ของจอห์น ร็อกกี้ เฟลเลอร์ และของเฮนรี่อร์ด และอีกมากมาย ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยิน (ประเทศสหรัฐ อเมริกายังไม่เกิดในยุคเกษตรกรรม หรือคลื่นลูกที่ 1 จึงไม่มีอภิมหาเศรษฐีอเมริกันในยุคนั้น)
จากมุมมองของการบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศลของชาวอเมริกันจึงอาจตีความหมายได้ว่า บิลล์ เกตส์ ท้ามหาเศรษฐี และผู้มีปัญญาทั่วโลก โดยเฉพาะอภิมหาเศรษฐีในประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งมีปัญหาร้ายแรงที่สุด ไม่น้อยกว่าท้าผู้ที่อยู่ในพิธีประสาทปริญญานั้น จากการประเมินของนิตยสารฟอร์บส ในขณะนี้โลกมีอภิมหาเศรษฐี 946 คน โดยแต่ละคนมีทรัพย์เป็นหลักพันล้านดอลลาร์ขึ้นไป ในจำนวนนี้มีเป็นร้อยคนอาศัยอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา รวมทั้งคนไทยหลายคนด้วย จึงน่าถามว่าอภิมหาเศรษฐีเหล่านี้จะรับคำท้าของบิลล์ เกตส์ หรือไม่ หรือว่าจะตั้งหน้าตั้งตาสร้างความร่ำรวย ต่อไป ซึ่งบางครั้งด้วยการฉ้อโกง มอมเมา และเอาเปรียบคนทั่วไปอย่างไร้จริยธรรม ?

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *