คัมภีร์บริหารจากภูมิปัญญาจีน

คัมภีร์บริหารจากภูมิปัญญาจีน
Post Today – ในแวดวงธุรกิจถ้าเอ่ยชื่อ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี. ออลล์ หลายคนรู้จักเขาฐานะผู้ปลุกปั้นกิจการร้านค้าสะดวกซื้อให้กลายเป็นร้านค้า ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทยมากที่สุด โดยหลักวิธีการบริหารแบบ “การเล่นโกะ” …
สำหรับในแวดวงหนังสือ คนรักการอ่านล้วนลึกซึ้งกันอย่างดีกับหลักการสะบัดธงรุกอีกหลายรูปแบบ ที่ก่อศักดิ์บันทึกไว้ในรูปแบบ พ็อกเกตบุ๊กด้วยความชื่นชมปรัชญาแบบตะวันออก เป็นตำราสำหรับนักธุรกิจรุ่นลูกรุ่นหลานต่อมา เช่น ซีอีโอ โลกตะวันออก ที่ออกมาแบบ 2 ภาคต่อ คือ ฉบับลีลาบริหารสามมิติ ฉบับรวยอย่างไรให้ยั่งยืน รัฐศาสตร์ไท่จงและมหาอาณาจักรฮั่น ทั้งหมดสร้างความฮือฮาให้แก่วงการหนังสือเมืองไทย เพราะไม่เพียงแต่ให้ความรู้ด้านวิชาการ แต่ยังอ่านสนุกด้วยลีลาการเขียนล้ำลึก ทุกตัวอักษรมีคุณค่าสำหรับผู้ที่มุ่งมั่นก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้อ่านจะรู้สึกเสมือนเป็นผู้หนึ่งที่ได้เข้าร่วมอยู่ในทีมงานซึ่งมีซีอีโอ ก่อศักดิ์เป็นผู้นำ
ผลงานเล่มล่าสุด CEO สอนน้อง ซึ่งบรรดามนุษย์ทำงานก็ยังอดไม่ได้ที่ต้องหยิบขึ้นมาจากแผงหนังสือ และเมื่อเปิดอ่านบทแรก “คัมภีร์บริหารจากภูมิปัญญาจีน” โดยเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ขุนนางเลว-ดี ดูที่ตรงไหน? ก็วางไม่ลงเสียแล้วโดยเฉพาะคนที่วางแผนอยากก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติในการมองคนให้ได้ทะลุปรุโปร่งตั้งแต่ในก้าวแรก

ขุนนางดี 6 ประเภท

ในคัมภีร์ “ฉางต่วนจิง” ก่อศักดิ์บอกเป็นคัมภีร์ว่า ด้วยการบริหาร การปกครองที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งของจีน ได้แบ่งประเภทของขุนนางไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

– ประเภทที่ 1 : ขุนนางอริยะเมธี

ผู้ปรีชาเห็นการณ์ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ คะเนเภทภัยได้ก่อนจะปรากฏ ทั้งยังสามารถสกัดป้องกันไว้ตั้งแต่ต้น เป็นผลให้กษัตริย์ของตนอยู่เหนือภยันตรายและดำรงเกียรติยศปรากฏขจรไกลชั่ว กาลนาน ในประวัติศาสตร์ ขุนนางระดับหัวกะทิเช่นนี้ล้วนดำรงตำแหน่งเป็นราชครูในราชสำนัก

– ประเภทที่ 2 : ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่

ผู้ถวายความเห็นอย่างอ่อนน้อม โน้มน้าวให้กษัตริย์ปฏิบัติพระองค์ตามจารีตประเพณีอันดีงาม และยึดมั่นในครรลองคลองธรรม คอยกราบทูลให้ทรงใช้สายพระเนตรที่ยาวไกลคำนวณผลอย่างรอบด้านเป็นผู้ที่จะ เสริมจุดดีและสลายจุดด้อยให้แก่กษัตริย์ของตน

ประเภทนี้ในสมัยโบราณเรียกว่า “ขุนนางกระดูกเหล็ก” แม้ตัวเองจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยทันทีก็ไม่นำพา เพียงมุ่งหวังให้องค์กษัตริย์ดำเนินไปบนหนทางที่ถูกต้องดีงาม เมื่อใดที่ผู้เป็นนายปฏิบัติมิชอบก็กล้ากราบทูลว่าไม่ บังควร ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์มักจะปรากฏขุนนางเช่นนี้

อาทิ ช่วงต้นรัชสมัยกษัตริย์ ซ่งไท่จู่ มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ในยามนั้นฮ่องเต้ทรงฉลองพระองค์ในชุดบรรทมอยู่ในพระตำหนัก เขาจึงหันหลังกลับและหยุดอยู่ที่หน้าประตู ฮ่องเต้ทรงเห็นดังนั้นจึงตรัสสั่งมหาดเล็กให้ไปสอบถามว่าเหตุใดจึงไม่เข้ามา ในพระตำหนัก ขุนนางจึงกราบทูลว่า “ฮ่องเต้มิได้ทรงฉลองพระองค์อย่างเป็นทางการ”

วาจาเพียงประโยคเดียวบันดาลให้พระพักตร์ของฮ่องเต้เปลี่ยนเป็นสีแดง รีบกลับเข้าไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ตามแบบแผนที่ถูกต้องแล้วจึงออกมาพบขุนนาง ผู้นั้น แม้จะดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ขุนนางประเภทนี้ก็มิยอมมองข้าม เหตุเพราะฮ่องเต้เป็นสัญลักษณ์แทนประเทศชาติ ไม่อาจปฏิบัติตามอำเภอใจได้

– ประเภทที่ 3 : ขุนนางจงรักภักดี

ทุ่มเททำงานทั้งเช้า-ค่ำ แนะนำคนดีมาช่วยชาติโดยมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย มักกราบทูลเรื่องราวของเมธีกษัตริย์และปวงปราชญ์แต่โบราณกาลเพื่อเป็นแบบ อย่างถวายองค์กษัตริย์อย่างสม่ำเสมอ

– ประเภทที่ 4 : ขุนนางชาญฉลาด

มีสายตาแหลมคม มองเห็นเหตุแห่งความสำเร็จและล้มเหลว สามารถช่วยเหลือป้องกันได้ตั้งแต่ต้น โดยการอุดช่องโหว่รากเหง้าแห่งปัญหา แปรหายนะเป็นชัยชนะ กษัตริย์จึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล

– ประเภทที่ 5 : ขุนนางสุจริต

ขุนนางผู้เคารพกฎหมายเคร่งครัดในระเบียบข้อบังคับ มีความรับผิดชอบสูงไม่กินสินบน ไม่โลภโมโทสัน ดำรงชีพด้วยความสมถะมัธยัสถ์

– ประเภทที่ 6 : ขุนนางซื่อตรง

ไม่ประจบสอพลอ ในยามบ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายกล้าทัดทานท้วงติงสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่อหน้า พระพักตร์แม้ในยามที่ทรงพิโรธรุนแรงในยามวิกฤตคับขันบ้านเมืองต้องการคนพูด ความจริง ในสถานการณ์ที่เจ้าเหนือหัวไม่พร้อมจะรับฟังสิ่งใดๆ ไม่มีใครกล้าท้วงติงในสิ่งที่มีเหตุผล ขุนนางประเภทนี้พร้อมจะเผชิญหน้าและแจกแจงถึงข้อผิดพลาดของผู้บังคับบัญชา เป็นคนตรงที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อส่วนรวม

ขุนนางเลว 6 ประเภท

– ประเภทที่ 1 : ขุนนางกะล่อน

ทำงานเรื่อยเฉื่อย โลภโมโทสัน ไม่ใส่ใจงานหลวง คอยดูทิศทางลม เปลี่ยนสีตามสถานการณ์ มีคนบางประเภทประพฤติตนตามกฎระเบียบที่วางไว้เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งได้นาน ที่สุด ระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดก็สามารถรับเงินเดือนได้ทุกเดือน งานการก็ทำไปตามหน้าที่ แต่ไม่ได้กระตือรือร้นทุ่มเทเอาใจใส่ คอยปรับตัวตามกระแส เอาตัวรอดตามแต่สถานการณ์ ไม่มีจุดยืนที่แน่นอน

– ประเภทที่ 2 : ขุนนางสอพลอ

กษัตริย์ตรัสสิ่งใดล้วนเออออว่าดีงาม กษัตริย์ทรงกระทำการใดล้วนเห็นว่าถูกต้องแอบสืบแสวงสิ่งซึ่งกษัตริย์ทรงโปรด และเสาะหามาถวาย มุ่งเพียงให้กษัตริย์สำราญพระราชหฤทัยโดยไม่คำนึงถึงผลร้ายภายหลัง

ในบันทึกประวัติศาสตร์ยุค “จ้านกว๋อ” (สงครามระหว่างรัฐ) มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า กษัตริย์ฉีเหิงกง ไม่โปรดปรานสีม่วงจึงถาม กว่านจ้ง ว่า “สมควรทำเช่นไร?” เขาทูลตอบว่า “ง่ายดายอย่างยิ่ง ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปหากพระองค์พบเห็นผู้ใดสวมใส่เสื้อผ้าสีม่วงเดิน ผ่านหน้าพระพักตร์ก็ขอให้ตรัสว่า ช่างเหม็นเหลือเกิน! หลีกไปให้ไกลๆ” กษัตริย์ผู้นี้ก็ปฏิบัติตามคำแนะนำ

หลังจากนั้น 1 เดือนทั้งเมืองไม่มีใครใส่เสื้อผ้าสีม่วงอีกเลย เพราะฉะนั้นเบื้องบนนิยมสิ่งใด ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะกระทำตาม นี่คือพลังอำนาจที่รุนแรงอย่างยิ่ง ขุนนางสอพลอเพียงต้องการประจบเอาใจผู้เป็นนายแม้จะต้องปฏิบัตินอกลู่นอกทาง จนนำความเสื่อมเสียมายังเจ้านายของตนก็ไม่นำพา

– ประเภทที่ 3 : ขุนนางบ่างช่างยุ

มีความรู้มากแต่ใช้เพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตน ชำนาญการเจรจาใช้คารมยุแยงให้แตกสามัคคีทั้งในพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง ทั่วราชสำนัก

– ประเภทที่ 4 : ขุนนางโฉด

จิตใจเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย เปลือกนอกดูสุภาพนุ่มนวล เจรจาไพเราะชวนฟัง เค้าหน้าเมตตา การุณย์ แต่ส่วนลึกริษยาคนดีมีความสามารถ เมื่อจะสนับสนุนผู้ใดก็จะกล่าวถึงเฉพาะข้อดีไม่เอ่ยถึงข้อด้อยผู้นั้น เมื่อจะทำลายใครก็จะขยายข้อด้อยของผู้นั้นจนใหญ่โต แต่ไม่กล่าวถึงข้อดีของผู้นั้นเลย เป็นเหตุให้กษัตริย์ทรงพิจารณาคุณ-โทษอย่างไม่เที่ยงธรรม

– ประเภทที่ 5 : ขุนนางปล้นชาติ

รวบอำนาจแผ่อิทธิพล ทำผิดเป็นถูก สร้างก๊กส่วนตัว เสาะหาความร่ำรวยส่วนตนแอบอ้างพระราชโองการเพื่อให้ตนได้ผลประโยชน์

– ประเภทที่ 6 : ขุนนางล้างชาติ

สนับสนุนให้กษัตริย์ทรงดำเนินไปบนหนทางที่ไม่ถูกต้องและโยนความผิดทั้งหมดไป ให้ผู้เป็นนาย สมคบกับพวกพ้องปิดบังพระเนตรพระกรรณ ยังผลให้องค์กษัตริย์มิอาจจำแนกผิดชอบชั่วดี เป็นที่ประณามของอาณาประชาราษฎร์และแว่นแคว้นใกล้เคียง

ประวัติศาสตร์มักจะแสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาบกพร่องในหน้าที่ ประชาชนก็จะด่าว่าผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการเป็นหัวหน้าคนที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่งเพราะ มักจะตกที่นั่งลำบากเพราะลูกน้องของตนอยู่เสมอ เป็นเช่นนี้มานานตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคต

การพิจารณาคนในแบบคัมภีร์บริหารจากภูมิปัญญาจีน จึงเป็นตำราที่ผู้นำรุ่นใหม่สามารถหยิบจับไปใช้คัดเลือกคนทำงานได้เป็นอย่างดี

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *