"ความไม่มั่นคงคือพลัง" กลยุทธ์สร้างคน "สำนักงานนวัตกรรม"

“ความไม่มั่นคงคือพลัง” กลยุทธ์สร้างคน “สำนักงานนวัตกรรม”

การก่อตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย เพราะไม่ใช่แค่เพียงภารกิจงานที่เป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทย แต่รูปแบบโครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการภายในองค์กรยังฉีกแนวไปจากองค์กรอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง

ในเบื้องต้นองค์กรแห่งนี้กำหนดรูปแบบขององค์กรไว้ว่า จะต้องไม่ใหญ่ และคนในองค์กรต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 25-30 ปี

และที่มากกว่านั้น องค์กรแห่งนี้วางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องเป็นองค์กรอิสระที่ ไม่แข็งแรงเกินไป ดังนั้นการจ้างงานจึงใช้ รูปแบบของสัญญาการจ้างชั่วคราว 3-5 ปี

ที่ สนช.จึงไม่มีใครที่ได้ชื่อว่าเป็นพนักงานประจำแม้แต่คนเดียว

ในวันนั้น “ศุภชัย หล่อโลหการ” ผู้อำนวยการ สนช. ได้กล่าวไว้ว่า พนักงาน ที่อายุงานเกิน 3 ปี 5 ปี สำหรับที่นี้ถือว่าเป็นต้นไม้ที่ตายเป็นซากไปแล้ว เพราะองค์กรต้องการคนรุ่นใหม่จริงๆ เข้ามา ร่วมงาน สมองที่ไหลออกไปจะทำให้ได้สมองใหม่เข้ามาทดแทน

นวัตกรรมการจัดการคน การจัดการองค์กรของอาณาจักรใหม่แห่งนี้ ทำให้หลายคนเฝ้าติดตามว่าอนาคตขององค์กรแห่งนี้จะรุ่งหรือจะร่วง

มาวันนี้ สนช.ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวคิดนี้สร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรได้อย่างเหนือชั้น เพราะพลังของคนรุ่นใหม่ได้ถูกปลุกขึ้นมาใช้อย่างเต็มกำลัง

“ศุภชัย” บอกว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ จุดสำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรในแง่ของการบริหารจัดการ

ในเรื่องช่องว่างของวัยถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากในการบริหารองค์กรลักษณะนี้ เพราะเราคงไม่สามารถทำให้คนที่อายุ 20 ปี กับคนอายุ 60 ปี มองสิ่งต่างๆ ในภาพเดียวกันได้ ดังนั้น สนช.จึงเลือกที่จะลดช่องว่างระหว่างวัยด้วยการรับพนักงานอายุเฉลี่ย 28-33 ปี ซึ่งวันนี้กลายเป็นความได้เปรียบขององค์กร

“เราบอกกับพนักงานเลยว่า คนที่มีอายุงาน 5-6 ปีแล้วควรลาออกไปทำบริษัทอื่น ไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนอื่น ไปแสวงหาความรู้ในองค์กรอื่นที่หลากหลายมากขึ้น ถ้าอยากกลับมาทำงานกับสำนักงานนวัตกรรม ให้กลับมาทำในลักษณะของพาร์ตไทม์ นโยบายของที่นี้จึงใช้ระบบสัญญาจ้าง คนที่ครบสัญญาก็จะรู้ว่าตัวเองต้องเปลี่ยนงาน”

“ศุภชัย” อธิบายต่อไปว่า ที่ สนช.จะวางโครงสร้างทุกคนให้เป็นเซลส์แมน เมื่อทุกคนเป็นเซลส์แมนก็ต้องพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ของตัวเองออกมา คือ ต้องขายไอเดีย ขายความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ขายความสามารถของตัวเอง และขายภาพลักษณ์ของตัวเองให้กับผู้ประกอบการในบริษัทต่างๆ

เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสกับวิชั่นที่หลากหลายขององค์กรที่แตกต่าง พนักงานก็จะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป หล่อหลอมให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ และวันหนึ่งเมื่อพนักงานเหล่านี้ลาออกไปเป็นพนักงานในองค์กรอื่นเขาก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ซึ่งเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ของคน สนช. ที่ขอใช้คำว่า พลังสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งคนรุ่นใหม่

ความแตกต่างของ สนช.กับองค์กรอื่นไม่ได้มีเพียงแค่นี้ โครงสร้างองค์กรของที่นี้ยังจัดวางอย่างสอดคล้องกับโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

“ที่นี้ไม่มีรองผู้อำนวยการ ไม่มีผู้ช่วย ผู้อำนวยการ ไม่มีเลขานุการ แม้แต่ผู้อำนวยการก็ไม่มีเลขานุการ เป็นการบังคับไปโดยปริยายว่าทุกคนจะต้องรับผิดชอบในงานของตนเอง ไม่เช่นนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีคนมาคอยสกรีนงานให้ ทุกคนต้องรับผิดชอบโปรเจ็กต์ของตัวเอง ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง จะผลักความรับผิดชอบไปให้คนอื่นไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ ทำดีก็ได้ดี ทำไม่ดีก็ได้สิ่งที่ไม่ดี บางเรื่องที่ไม่รู้อาจจะปรึกษาเพื่อน ปรึกษาผู้รู้ได้ แต่คุณจะต้องทำงานนั้นเอง”

นอกจากนั้นที่แห่งนี้ยังไม่มีการจัดแบ่งการทำงานเป็นฝ่าย แต่ให้ทุกคนทำงานในลักษณะกลุ่มงานที่ไม่มีอาณาจักร ทุกคนทำงานข้ามกลุ่มกันได้หมด เช่น คนที่ทำเรื่องของการเงินก็จะไม่ใช่คนที่จบด้านการเงิน อาจจะเป็นคนที่จบด้านวิศวะ ขณะเดียวกันคนที่ทำด้านของการพัฒนาโครงการก็อาจจะไม่ได้จบด้านวิศวะ แต่จบมาทางด้านการเงิน หรือจบด้านสาขาอื่นที่มีความสนใจในการพัฒนางานนั้นขึ้นมา หรือคนที่อยู่ทางด้าน IT ก็จะไม่ได้จบด้าน IT แต่อาจจะจบด้าน Admin แต่เข้าใจด้านระบบ IT และพัฒนางานของตนเองได้ ทุกคนก็จะมีการแชร์ความรู้กันภายในองค์กรเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ

“การที่จะให้คนมาทำงานในด้านที่ตนไม่ถนัด หรือไม่ใช้ด้านที่เรียนมานั้น ที่นี้จะมีคีย์เวิร์ดอยู่แค่คำเดียว ก็คือ ต้องทำให้พนักงานใฝ่รู้ในงาน อยากจะปรับปรุงงานของตนเองให้ดีอยู่ตลอดเวลา”

ตรงนี้ “ศุภชัย” บอกว่า เป็นหัวใจที่สำคัญอีกอันหนึ่งในการทำงานที่ สนช. เพราะเมื่อไรที่พนักงานใฝ่ที่จะเรียนรู้งานก็จะมีการแบ่งปันความรู้ วัฒนธรรมองค์กรที่นี้จึงไม่มีเจ้านายกับลูกน้อง แต่จะมีพี่กับน้องเท่านั้น ทุกคนเคารพซึ่งกันและกัน แต่เวลาทำงานทุกคนจะรู้เป้าหมายของตัวเอง

วันนี้ สนช.มีพนักงานอยู่เพียง 30 คน 8 กลุ่มงาน ดังนั้นทุกคนจึงทำงานข้ามกลุ่มงานกันได้หมด และจะไม่มีใครคอมเพลนงานใคร เพราะเวลาจะไปต่อว่าใคร เช่น ระบบการเงินไม่เวิร์ก หรือระบบการจัดการไม่ดี จะไม่สามารถทำได้ ยกเว้นต่อว่าตัวเอง เพราะทุกคนอยู่ในกลุ่มงานนั้นๆ อยู่แล้ว

ในการประเมินผลที่นี้ก็จะไม่ประเมินโดยผู้บังคับบัญชาแต่จะให้เพื่อนร่วมงานเป็นผู้ประเมินว่าเพื่อนแต่ละคนทำงานดีไม่ดียังไงในลักษณะ 360 องศา มีตั้งแต่เพื่อนนอกฝ่าย ทั้งฝ่ายการเงิน ฝ่ายพัฒนา ฝ่ายบริหารจัดการ ฯลฯ รวมไปถึงผู้ใช้บริการด้วย

ตรงนี้ถือเป็นแรงกระตุ้นอย่างดีที่ทำให้พนักงานทุกคนต้องทำงานอย่างเต็มที่ มีความระแวงและตื่นตัวในการทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าที่นี้จะไม่มีการลงเวลาเข้าออกแต่ทุกคนจะต้องรู้ว่าตัวเองควรทำอะไรที่ไหน อย่างไร เพราะทุกอย่างเป็นระบบ IT ทุกคนต้องลงบันทึกว่าไปทำอะไรที่ไหน ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง มิเช่นนั้นเพื่อนๆ ก็จะรู้หมดว่าหายไปไหน แล้วสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนออกมาในช่วงปลายปี

“ผมไม่ได้เป็นราชการมาก่อน แต่ก็มองว่าราชการเป็นระบบที่ดี แต่ในทางกลับกันระบบราชการก็มีจุดที่ไม่ดีอยู่เหมือนกันตรงที่ว่ามันมีความแข็งแรงมากเกินไป คือ ออกยาก”

ข้อมูลตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ “ศุภชัย” ฉุกคิดแล้วหันมาสร้างองค์กรแห่งนี้ไม่ให้แข็งแรงเกินไปตั้งแต่แรกเริ่ม

“ผมพยายามใช้คำว่า “ความแข็งแรงของ สนช.” หรือ “ความมั่นคงของ สนช.อยู่ที่ความไม่มั่นคง” หมายความว่า ถ้าคุณมั่นคงมากเกินไป คุณก็จะไม่มั่นคง องค์กรแห่งนี้ไม่มั่นคงจริงๆ แต่เรามีความมั่นคงมาก เพราะมีฝีมือ งานที่ออกไปสู่ข้างนอก ออกไปสู่หุ้นส่วนต่างๆ ทุกคนแฮปปี้ ได้ประโยชน์ ได้ความรู้ ผลงานทะลุเป้าตลอด”

“ศุภชัย” ตีโจทย์ปัญหาในเรื่องขององค์กรที่มีความมั่นคงสูงว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนจะ ไม่เปลี่ยนแปลง พอไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่มีความแตกต่าง ที่ สนช.จึงประกาศเลยว่าองค์กรนี้ไม่มั่นคง ดังนั้นทุกคนจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา เพราะทุกคนคาดหวังว่าจะไปสู่ความมั่นคง

ซึ่งความไม่มั่นคงนี่แหละคือความมั่นคง สรุปว่า “องค์กรที่มั่นคง คนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง” เพราะกลัวจะนำไปสู่ความไม่มั่นคง ต่างกับ “องค์กรที่ไม่มั่นคง คนจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด” มีการคิดอยู่ตลอดเวลา ให้มีความแตกต่างจากองค์กรอื่น คิดอะไรก็แล้วแต่ ที่จะทำให้ทำงานน้อยๆ แต่ได้ผลตอบแทนเยอะ คิดอะไรที่แปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะนำไปสู่ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นี่คือเส้นทางความสำเร็จของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ องค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ที่มา :www.matichon.co.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *