ความรู้คู่โลกาภิวัตน์

ความรู้คู่โลกาภิวัตน์

บริหารรัฐจัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2547
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมได้เขียนในบทความเน้นให้ทราบเสมอว่า โลกยุคใหม่ไร้พรมแดนอันเป็นกระแสโลกาภิวัตน์ จะทำให้ธรรมชาติโลกเปลี่ยนแปลงไป คนและองค์การทั้งหลาย ต้องปรับตัวและพัฒนาตาม ให้สอดคล้องกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากทำไม่ได้ปัญหาก็จะเกิดขึ้นมากมาย เช่น มีความอ่อนแอ ล้าสมัย ไปจนถึงล่มสลาย หรือคุณภาพชีวิตหดหาย กับการตกเป็นทาสของเทคโนโลยี หรือกลายเป็นเบี้ยล่างของคู่แข่งขันที่เหนือกว่าและแข็งแรงกว่า
ในการปรับตัวและพัฒนาตนเองนี้ จะทำได้แค่ไหนหรือไม่นั้น เครื่องมือสำคัญที่สุดคือ “ความรู้” (Knowledge) ทั้งเก่าและใหม่ ที่จะมีไว้ใช้อ่านเหตุการณ์ที่ผ่านมา กับเพื่อใช้ทำความเข้าใจต่อเรื่องต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่และกำลังเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน สำคัญที่สุดคือ การเก็บเป็นประสบการณ์แล้วนำไปใช้คิดวิเคราะห์กับคาดการณ์เหตุการณ์อนาคต เพื่อประยุกต์ใช้และไว้เตรียมตัวให้สอดคล้อง
เหตุผลต่างๆ ที่กล่าว ความรู้จึงกลายเป็น “ปัจจัยยุทธศาสตร์” (Strategic Factor) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคน อันเป็น “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ซึ่งมีคุณค่าสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นทุนหรือแม้แต่เทคโนโลยีเองก็ตาม
การจะได้มาซึ่งความรู้นั้น นับว่าเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องต้องใช้ความอดทน เพราะการสร้างความรู้เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ต้องพิถีพิถันทำ กับต้องทุ่มลงทุนกันยาวนานโดยหวังผลให้ได้ความรู้เพื่อเอาไปไว้ใช้ในอนาคต
ข่าวที่ผมว่าใช้สะท้อนได้ดีถึงคุณค่าของการสร้างความรู้ไว้ใช้งาน ก็คือ ข่าวการประกาศผู้สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ของศาสตราจารย์ในสหรัฐ 2 ท่าน ซึ่งได้มาจากผลงานที่มีคุณค่าที่ท่านได้วิจัย และเผยแพร่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 และ 2525 ซึ่งหากจำกันได้ เป็นช่วงปีที่เมืองไทยได้มีประสบการณ์ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน จนมีผลกระทบต่อสถาบันการเงินของไทยในเวลาใกล้เคียงกัน
ปัญหาเกิดขึ้นในขณะนั้น คือ “ข้อจำกัด” ที่เกิดจากสิ่งไม่ได้คาดคิดมาก่อน คือ ปัญหาราคาน้ำมันพุ่งสูง และอัตราดอกเบี้ยโลกทะยานขึ้น ตรงตามที่ศาสตราจารย์ทางการจัดการ Peter F. Drucker ได้คาดคะเนไว้ก่อน แต่มีผู้นำนักบริหารไม่กี่คนที่เชื่อและเห็นตาม
ผลของการไม่เข้าใจพฤติกรรมการบริหาร จึงดำเนินไปในกรอบเดิมๆ ทำให้สถาบันการเงินในไทยมีปัญหาปรับตัวไม่ทัน เกิดปัญหาสภาพคล่อง กำไรตกและต้นทุนการผลิตการดำเนินงานสูงขึ้น จนในที่สุดก็เกิดปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน
การไม่เรียนรู้เรื่องเก่า กับการประมาทและไม่เข้าใจธรรมชาติใหม่ ทำให้ปัญหาเดียวกันนี้ทับถมใหญ่ขึ้น จนกระทบต่อเนื่องมาจนถึงการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งใหญ่ต้นปี 2540 ซึ่งปฐมเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ได้ถูกอาจารย์รางวัลโนเบลทั้งสองนำมาวิเคราะห์วิจัย และให้เป็นความรู้ไว้ว่า ในโลกยุคใหม่นี้ ปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นมาจากนวัตกรรมได้ก่อผลกระทบสูงยิ่ง นั่นคือ ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (Technology) กับ ปัจจัยด้านพลังงาน (Energy) หรือน้ำมันที่มีราคาสูงต่อเนื่อง
ปัจจัยแรกคือ ตัวทำให้การผลิตโลกขยายตัว และเกิดสิ่งใหม่ที่ได้จากนวัตกรรมไอที อันเป็นเหตุทำให้เกิดการผันผวนขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก ปัญหาของเก่าล้าสมัย กำลังการผลิตใหม่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับมีสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมามากมาย รอการกระจายข้ามไปขายทั่วโลก
เหล่านี้คือปรากฏใหม่ที่เกิดขึ้นและส่งผลรุนแรง ทำให้สินค้า และบริการดีๆ มีท่วมโลก จนเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด ทำให้มีปัญหาการแข่งและแย่งกันขายไปทั่วโลก
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า อิทธิพลของอุปทาน (Supply) มีพลังอิทธิพลที่สำคัญยิ่งต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ มากกว่าอุปสงค์เพียงอย่างเดียวตามที่เคยเชื่อกัน ซึ่งผู้วิจัยทั้งสองเรียกว่า เป็นภาวะช็อกด้านอุปทาน เป็นแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังวัฏจักรการทางธุรกิจทั่วโลก ที่มีผลทำให้วงจรธุรกิจไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิดไว้
ผลจากความคิดดังกล่าวนี้เอง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่หวังผลในเป้าหมายอย่างหนึ่ง กลับส่งผลออกมาในทางตรงกันข้าม
ตรงนี้เองที่ 2 นักวิจัยรางวัลโนเบล ชี้ให้เห็นว่า เดิมนั้นการทำนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพื่อพัฒนาทำออกมาใช้ ส่วนมากต่างจะยึดถือว่า พลังปัจจัยด้านอุปสงค์ คือปัจจัยสำคัญที่ต้องยึดถือไว้ใช้วางนโยบายการพัฒนา ซึ่งส่งผลทำให้การดำเนินนโยบายการเงินการคลังของหลายประเทศ ใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการกระตุ้นการบริโภค เพื่อหวังให้เศรษฐกิจโตได้จากการใช้จ่ายเงินที่สูงมากขึ้น
ตรงกันข้าม ที่ถูกต้องกว่าของยุคใหม่นี้ ที่สำคัญกว่าก็คือ ด้านการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันขององค์การ ที่จะทำให้สามารถสร้างผลผลิตสูงขึ้น จนช่วยให้ได้สินค้าดี ราคาถูกกับมีคุณภาพสูง ช่วยให้ขายได้ในราคาที่ถูกลง
หากความสามารถในการปรับตัวเอง หรือการพัฒนานี้ ทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ทันกับอัตราความเร็วของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีกับพลังงานแล้ว ก็จะทำให้เกิด “ช่องว่างด้านประสิทธิภาพกับผลงาน” (Performance Gap) ทำให้ขายไม่ได้ และส่งผลทำให้กลายเป็นปัญหาความผันผวนในวัฏจักรธุรกิจได้
ปัญหานี้เรียกอีกอย่าง ว่า ปัญหาความไม่สอดคล้องกับเวลา
บทเรียนจากความรู้เรื่องนี้ สามารถนำมาประยุกต์ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจให้โต โดยส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายมากๆ นั้น กลับมีความสำคัญไม่เท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกยุคใหม่ นั่นคือ การพัฒนาคนและหน่วยการผลิต การทำงานของภาครัฐและเอกชน ให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องเร่งทำให้มีการปรับตัวและพัฒนาตนเองได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี (คือเครื่องมือที่ใช้ช่วยทำงาน) กับสามารถเอามาใช้สร้างประสิทธิภาพ จนเอาชนะเหนือราคาค่าพลังงานหรือดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นได้
ตามแนวความรู้นี้ เมื่อตรวจสอบโดยตรงกับสิ่งที่รัฐบาลมุ่งทำมาตลอด จะเห็นว่า การเน้นเศรษฐกิจโตด้วยการกระตุ้นการใช้จ่ายและบริโภคนั้น จะไม่ใช่ทิศทางที่ช่วยให้ยั่งยืน และส่งผลเสียทำให้เกิดปัญหาควบคุมเงินเฟ้อไว้ไม่ได้ ทั้งนี้ทางที่ถูกที่ควรควรหันมาเน้นเรื่องการศึกษาและการพัฒนาคน กับการสร้างองค์ความรู้
แม้นายกฯทักษิณได้กล่าวตลอดมาว่า เป็นเรื่องสำคัญกับต้องทำให้มาก เช่น การแนะให้อุดมศึกษาไทยเพิ่มการทำวิจัยเพื่อให้มีนวัตกรรมมากขึ้น แต่เชื่อว่าจะไม่ได้ผล เพราะการพัฒนาเป็นเรื่องต้องใช้เวลา กับต้องมีการบริหารการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น “ระบบกับคน” ซึ่งต่างกับการมุ่งคิดและทำโครงการใหม่ๆ ที่ใช้เงินกับหวังผลทางการตลาด เพื่อโฆษณาและสร้างภาพลักษณ์
แนวทางใหม่ที่ได้จาก 2 นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่จะชี้เห็นเป็นสองทางเลือกที่ต่างกันนี้ ควรที่พรรคการเมืองไทยจะได้นำไปประกอบใช้ เพื่อทำนโยบายแข่งขันหาเสียง เพื่อผลดีจะได้ตกอยู่กับคนไทย โดยที่ผลได้จะไม่เพี้ยนไปจากที่คิดไว้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *