ความจริง…ที่ทำให้เราสบายน้อยลง (An Inconvenient Truth)

ความจริง…ที่ทำให้เราสบายน้อยลง (An Inconvenient Truth)
Post Today – เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสโค้ชผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย ในตอนพักเที่ยง ผมได้นั่งใกล้ๆ กับ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ที่จริงผมเคยเป็นลูกศิษย์เรียนรู้จากอาจารย์ประสารหลายครั้ง ท่านเป็นคนเก่งที่ผมนับถือมากคนหนึ่ง …
อาจารย์ประสารชวนคุย โดยกล่าวว่า “คุณเกรียงศักดิ์มีวิธีการนำเสนอที่ดีนะครับ ทำให้บรรยากาศเป็นกันเอง และพวกเราไม่รู้สึกว่าถูกสอน คุณเกรียงศักดิ์ได้ดูหนังเรื่อง An Inconvenient Truth แล้วใช่ไหมครับ”

“ยังเลยครับ แต่มีคนแนะนำให้ดูเยอะทีเดียว เป็นอย่างไรครับ”

“มันเป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับเรื่องของภาวะที่เปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศบนโลกนะครับ โดยที่หนังจะเน้นไปในเรื่องภาวะโลกร้อน (Global Warming) หนังดำเนินเรื่องโดยการนำเสนอของ อัล กอร์ (Al Gore) อดีตรองประธานาธิบดีอเมริกา ที่น่าสนใจก็คือ สารคดีเรื่องนี้ คุณเกรียงศักดิ์จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่น่าคิดแล้ว คุณจะได้เรียนรู้ทักษะการสื่อสาร และการนำเสนอ เขาใช้สื่อต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ กราฟฟิกต่างๆ ตลอดจนภาพยนตร์สั้น และหนังการ์ตูน เป็นการสื่อสารในการทำให้คนเข้าใจเรื่องราวได้อย่างง่ายๆ”

“ผมเรียนถามอาจารย์ประสารหน่อยครับ ทำไมอาจารย์จึงให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องการสื่อสารครับ”

“คุณเกรียงศักดิ์ เมื่อเราขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้ว บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของคุณก็คือ การสื่อสารและการสื่อความ คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสื่อสาร ที่สำคัญคุณต้องทำให้ดีด้วย เพื่อที่จะให้ความคิดดีๆ ของคุณสามารถสื่อไปยังผู้รับข่าวสาร”

คืนนั้นผมรีบสั่งซื้อหนังเรื่องดังกล่าวจาก www.amazon.com ทางอินเทอร์เน็ตทันที

หนังเรื่องนี้เป็นสารคดีความยาว 94 นาที โดยหนังเป็นการนำเสนอของ อัล กอร์ ในห้องประชุม อัล นำเสนอด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของแอปเปิล ที่ชื่อคีย์โน้ต (Keynote) ซึ่งเป็นโปรแกรมแบบพาวเวอร์พอยต์ไมโครซอฟต์ อัลนำเสนอได้น่าสนใจมาก มีตัวอย่างบางส่วนที่ผมอยากจะยกมาเล่าให้ฟัง

ตัวอย่างแรก อัลต้องการจะสื่อสารให้เห็นว่า ทวีปอเมริกากับทวีปแอฟริกาเคยเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันทั้งสองทวีปแยกกันคนละผืนแผ่นดิน ห่างไกลกันมาก เขาใช้วิธีแสดงเป็นกราฟฟิกภาพจำลองของโลก โดยที่ทำให้ทั้งสองทวีปค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าหากัน ในระหว่างที่เขาบรรยายโดยการเล่าเรื่องประกอบไปด้วย

ตัวอย่างที่ 2 เมื่อเขาเริ่มนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน เขานำเสนอข้อมูลประกอบจำนวนหนึ่ง แล้วเมื่อเห็นว่าจังหวะของเนื้อหาเริ่มหนักขึ้น อัลก็สลับจากข้อมูลตัวเลขหนักๆ มาเป็นการใช้การ์ตูนสื่อความ โดยเขาฉายวิดีโอคลิปสั้นๆ 2-3 นาที โดยตัดต่อมาจากการ์ตูนซีรีส์ชื่อดังของอเมริกาที่ชื่อ Futurama โดยการ์ตูนเป็นเรื่องของเด็กหญิงที่กำลังถือไอศกรีมโคนเดินออกจากร้านไอศกรีม แล้วไอศกรีมก็ละลายก่อนที่เด็กจะทาน แล้วจึงมีผู้ใหญ่เดินออกมาอธิบายว่าโลกร้อนมีผลกระทบกับมนุษย์อย่างไร

ตัวอย่างที่ 3 เป็นอันที่ผมชอบมาก อัลเล่ามาถึงเรื่องของบรรยากาศของโลก กับการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในหนังจะปรากฏจอขนาดใหญ่ แสดงกราฟ โดยแกนแนวนอนเป็นรายงานแสดงจำนวนปี ย้อนหลังไป 6 แสน 5 หมื่นปี แกนแนวตั้งเป็นแกนแสดงอัตราการเติบโตของความร้อน และ CO2 กราฟแสดงให้เราเห็นว่า ความร้อนและ CO2 เส้นกราฟสูงขึ้นมากเรื่อยๆ ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อกราฟสูงขึ้น ตัวของอัลก็สูงขึ้นด้วย เพราะเขาขึ้นไปยืนบนพื้นที่ยกระดับด้วยกลไกไฮโดรลิก ทำให้การนำเสนอของเขานั้นเป็นการเน้นให้เห็นว่ามันสูงขึ้นจริงๆ แล้วนะ ซึ่งเป็นฉากที่ผู้ชมสามารถจะจดจำได้ไปนานทีดียว

ตัวอย่างที่ 4 เมื่ออัลพยายามสื่อว่า มนุษย์ได้สร้างผลกระทบทำให้โลกเราเสียหายได้มากมายเพียงใดนั้น เขาขึ้นสไลด์ด้วยคำพูดว่า นิสัยเดิม เทคโนโลยีเดิม = ผลเสียหายที่คาดการณ์ได้

สไลด์ถัดไป เขาขึ้นคำพูดใหม่ว่า นิสัยเดิม เทคโนโลยีใหม่ = ผลเสียหายที่รุนแรงอย่างคาดไม่ถึง

แล้วเขาก็บรรยายพร้อมภาพนิ่งประกอบ โดยมีภาพสงคราม ตั้งแต่สมัยสงครามโรมัน สงครามกลางเมืองของอเมริกา สงครามโลกครั้งที่ 1

แล้วเขาก็แทรกหนังสั้น 3-4 วินาที เป็นภาพของการระเบิดของระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่ 2

แค่นี้ก็สามารถทำให้ผู้ชม Get แล้วครับ

ในตัวอย่างสุดท้าย เขาพูดถึงว่ามนุษย์นิ่งนอนใจกับเรื่องภาวะสิ่งแวดล้อมของโลก โดยอุปมาอุปไมยเหมือนกับกบที่แช่ในหม้อที่ค่อยๆ อุ่นไฟ คราวนี้แทนที่จะบรรยายด้วยคำพูด เขาก็โชว์เป็นการ์ตูนกบในหม้อกระจกใส หน้าตาบ้องแบ๊ว กำลังถูกต้มอยู่

เมื่อหนังจะจบลงในตอนสุดท้าย เขาจะตั้งคำถามท้าทายผู้ชมว่า ถ้าในอนาคตลูกหลานเราถามพวกเราว่า พ่อแม่ของพวกเขาคิดอะไรกันหนอ ทำไมไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่ยังมีโอกาส ทำไมปล่อยให้โลกเปลี่ยนแปลงไปได้แย่ถึงเพียงนั้น

อัล บอกว่า เราต้องตอบคำถามเหล่านี้ในตอนนี้ ในช่วงเวลาที่เราพอมีโอกาสแก้ไขได้

แล้วหนังก็จบลง โดยการบอกว่าเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ด้วยการที่หนังขอให้เราทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมาก เพราะผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (call for action) ได้มากจริงๆ

สิ่งที่หนังเสนอให้เราทุกคนมีส่วนร่วมปกป้องโลกก็คือ

ซื้อหลอดไฟที่ประหยัดพลังงาน
ปรับอุณหภูมิให้พอดี ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป (สำหรับเครื่องทำความร้อนในเมืองหนาว) เพื่อประหยัดพลังงาน
ปรับปรุงดูแลบ้าน ให้ใช้พลังงานให้เหมาะสม
ใช้รถประหยัดพลังงาน ถ้าทำได้
ถ้าทำได้ เดินหรือขี่จักรยาน แทนการใช้รถยนต์
ถ้ามีโอกาสเลือก เดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน
ถ้าเป็นเด็ก บอกพ่อแม่อย่าทำลายสิ่งแวดล้อม
ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ร่วมมือกับเด็กปกป้องโลกของเรา
พยายามเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกที่ทำให้โลกของเราดีขึ้น
โทรศัพท์ไปหาบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าว่าเขาใช้ Green Energy หรือพลังงานที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือไม่ หากไม่ ถามเขาต่อว่า ทำไม
เลือกตัวแทนทางการเมืองที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
เขียนจดหมายไปถึงสภาผู้แทนฯ เสนอเรื่องนี้ให้พวกเขา
หากพวกเขาไม่ฟัง ก็ลงสมัครเสียเอง
ปลูกต้นไม้จำนวนมากๆ
สื่อสารให้ชุมชนของเราตื่นตัว
โทร.ไปบอกสถานีวิทยุ เขียนไปบอกหนังสือพิมพ์
ยื้อให้อเมริการะมัดระวังเรื่องของ CO2 เข้าร่วมกระบวนการระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนเรื่องหยุดภาวะโลกร้อน
ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ สนับสนุนให้ผลิตน้ำมันทดแทนจากภาคเกษตร
ยกระดับมาตรฐานเชื้อเพลิง ทำให้รถมีไอเสียน้อยลง
หากเชื่อในการสวดมนต์ สวดให้มนุษย์มีความเข้มแข็งที่จะช่วยกันปกป้องโลก
จะให้ดี ตามที่มีสุภาษิตชาวแอฟริกันโบราณว่าไว้ จงสวดและลงมือทำด้วย
ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนที่คุณรู้จักชมหนังเรื่องนี้
เรียนรู้ให้มากที่สุด
แล้วลงมือเปลี่ยนแปลง เพื่อโลกที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ในหนังได้ขึ้น www.climatecrisis.net เพื่อให้ผู้ชมสามารถไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกได้ครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *