ความคิดเชิงบวก สู้ได้ทุกสถานการณ์ค่ะ

“ความคิดเชิงบวก สู้ได้ทุกสถานการณ์ค่ะ”
มีคำพูดหนึ่งบอกว่า ชีวิตล้วนเต็มไปด้วยทางลือก ทุกเหตุการณ์ต่างก็มีทางเลือกของมัน คุณเลือกได้ว่าจะตอบสนองกับเหตุการณ์นั้นอย่างไร? คุณเลือกที่จะมีอารมณ์ดีหรือไม่ดี หรือเลือกที่จะสุขหรือทุกข์กับมันก็ได้ มันเป็นทางเลือกของคุณ ว่าคุณจะเลือกใช้ชีวิตของคุณอย่างไร ?
วัน เวลาที่ผ่านไปของเรานั้น มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีผ่านเข้ามาในชีวิต บางครั้งเมื่อมีสิ่งที่ไม่ดีผ่านเข้า เราก็เกิดอาการท้อแท้….ท้อถอย…..นานวันเข้าก็หมดกำลังใจ…หมดหวัง…สิ้นหวัง
มีจดหมายของคุณพ่อท่านหนึ่ง เขียนถึงลูกของตนว่า
วันนี้พ่อภูมิใจมากที่เห็นลูกสามารถยอมรับผลการขึ้นเงินเดือนที่น้อยกว่าที่ลูกคาดหวังได้ พ่อเห็นลูกนั่งคุยกับแม่ และไม่มีอาการหงุดหงิดใด ๆ มนุษย์เราจะเห็นธาตุแท้ก็ตอนที่เราพบวิกฤตหรือเผชิญกับเรื่องที่ไม่สมหวังนี่แหละ
ลูกเคยนั่งคิดไหมว่าคนอื่น ๆ เขาแก้ไขภาวะที่ไม่พึงปรารถนานี้อย่างไร ? มีคนจำนวนไม่น้อยที่เมื่อได้รับการดุด่า ว่ากล่าว ติเตียน หรือแม้แต่มีข่าวที่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ยังยิ้มรับ ต่อสู้กับชีวิตได้อย่างดี คุณหมอคนหนึ่งได้รับแจ้งว่าเขาเป็น โรคมะเร็ง เขาก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนานและเขียนหนังสือเรื่อง “อยู่กับมะเร็งอย่างไรให้มีความสุข” หญิงสาวคนหนึ่งได้รับแจ้งว่าเธอมีเชื่อ HIV เธอก็สามารถปรับตัวเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และยังได้เขียนหนังสือที่ขายดีเรื่อง “ไดอารี่เอดส์” สิ่งที่เราคิดว่าร้ายแรงที่สุด พวกเขาก็ยังเรียกสติกลับมาต่อสู้และยืนหยัดที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุขได้ ขณะที่มีคนอีกจำนวนมากที่แม้มีเพียงคำตำหนิเล็กน้อยก็ท้อถอย หมดกำลังใจในทันที ปัญหาจึงอยู่ที่ความคิดหรือมุมมองในการแก้ปัญหาของแต่ละคน ที่แตกต่างต่างกัน
และความคิดนี่เองจะส่งผลต่อสิ่งที่เราประพฤติปฎิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น
เมื่อมีคนขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ หงุดหงิด อารมณ์เสีย ด่าทอ ต่อว่า…ในใจเราอาจคิดว่าเขาช่างเสียมารยาท บางทีก็คิดในใจว่าให้รถเขาคว่ำ บาดเจ็บหรือตายไปเลย… คุณเคยคิดเช่นนี้ไหมคะ? หรือบางทีเราก็ขับรถปาดหน้าเขาบ้างเพื่อแก้แค้นให้สมกับสิ่งที่เขาทำกับเรา นั่นเป็นเพราะอารมณ์+ความคิด ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น มองว่าเขาเป็นศัตรูตัวร้ายของเรา
แต่ในขณะเดียวกันสมมุติว่าเราทราบภายหลังว่าในรถคันนั้นมีลูกชายตัวเล็ก ๆ ที่นอนบนตักแม่ที่นั่งเบาะหลังเพิ่งถูกน้ำร้อนลวกและกำลังต้องรีบไปโรงพยาบาล คนขับจึงจำเป็นต้องขับรถแซงซ้ายแซงขวาเพื่อให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เราก็อาจเปลี่ยนความคิดและมุมมองใหม่ต่อคนขับคนนั้นว่า อืม ! เราเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และอภัยให้เขาได้ การกระทำของเราก็อาจจะเปลี่ยนเป็นการอยากช่วยเหลือเขาขึ้นมาก็เป็นได้ นั่นแสดงว่าความคิดมีผลต่อพฤติกรรมที่เราแสดงออกมาจริง ๆ
อย่างที่เห็นได้ชัดเจน ทำไมเราจึงหลีกทางให้กับรถโรงพยาบาลได้ง่าย ในขณะที่เขาสามารถขับรถฝ่าไฟแดงไปได้ เพราะเราเข้าใจว่า ในรถคันนั้นมีผู้บาดเจ็บอยู่ ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนเพื่อช่วยเหลือชีวิต ถ้าเราเข้าใจมันก็ง่ายต่อการควบคุมความคิดและควบคุมพฤติกรรม
พระคัมภีร์บอกว่า “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” สุภาษิต 4:23
มีผู้กล่าวว่า อย่าไปสนใจว่าคนอื่นจะคิดกับคุณอย่างไร ? แต่จงสนใจว่าคุณต่างหาก ที่คิดกับเขาอย่างไร ? คุณเห็นด้วยกับประโยคนี้ไหม ?
และสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าสอนเราคือ การเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ก็จะทำให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดี และคิดบวกกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตของเรา แม้ว่าเราจะต้องเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคในขณะนั้นก็ตาม แต่มันจะผ่านไปได้โดยการทรงนำและการช่วยเหลือที่มาจากพระเจ้า
ในพระคำพระเจ้ามี 3 จง ที่น่าเรียนรู้เกี่ยวกับการคิดบวก
1. จงทำความดี ตอบแทน ความชั่ว
มัทธิว 5:38-42 ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ตาแทนตา และฟันแทนฟัน เราเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ชัดในหนัง ละคร นางร้าย 2 คนทะเลาะกัน เมื่อนางร้ายคนแรกต่อว่าหรือใช้คำพูดหยาบคาย คนที่ 2 ก็ตอบกลับในลักษณะเดียวกัน เมื่อตบแก้มซ้าย อีกฝ่ายก็ตบแก้มขวาตอบ แล้วก็ทะเลาะกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต
แต่พระเยซูสอนเราว่า “อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย ถ้าผู้ใดอยากจะฟ้องศาล เพื่อจะปรับเอาเสื้อของท่านไป ก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขาเสียด้วย ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตรก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน ก็จงให้อย่าเมินหน้าจากผู้ที่อยากขอยืมจากท่าน”
โดยทั่วไปในทางปฎิบัติ เมื่อผู้อื่นทำไม่ดี ต่อเรา สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับเราคือ เราจะรีบตอบสนองกลับไปทันที แต่พระเยซูกลับบอกว่า เราควรทำดีต่อผู้ที่ทำผิดต่อเรา เราไม่ต้องการทำดีเพื่อนับจำนวนครั้ง แต่ต้องการที่จะรักและให้อภัยอย่างจริงใจ นี่ไม่ใช่เรื่องวิสัยธรรมชาติของมนุษย์ แต่เหนือธรรมชาติ พระเจ้าเท่านั้นสามารถให้กำลังแก่เรา ที่เราจะทำได้ จะรักเหมือนที่พระองค์ทรงรัก และให้เราเอาชนะความชั่วด้วยความดีได้
2. จงรักศัตรูและจงอธิษฐานเผื่อเขา
และพระเยซูยังบอกอีกว่า “จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม” (มธ.5:44-45) การที่พระเยซูเรียกร้องให้เราไม่แก้แค้นนั้นเป็นการป้องกันเรามิให้หาความยุติธรรมด้วยตนเอง โดยไม่ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ทำโดยการรักและอธิษฐานเพื่อศัตรูของเรา แทนที่จะวางแผนแก้แค้น ให้เรากลับอธิษฐานเผื่อผู้ที่ทำร้ายเราดีกว่า ใจเราก็เป็นสุข และเราก็หวังว่าคนที่เราอธิษฐานเผื่อเขา จะกลับใจใหม่ ไม่คิดร้ายและไม่ทำร้ายเราอีก
3. จงให้อภัย
ดิฉันชอบอีกตอนหนึ่งที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกจับฐานล่วงประเวณี (ยอห์น 8:1-11) ในสมัยพระเยซู ถ้าใครทำผิดฐานล่วงประเวณี กฎหมายบัญญัติไว้ว่าจะต้องลงโทษทั้งสองฝ่าย ทั้งชายและหญิงโดยการ ขว้างด้วยก้อนหินจนตาย แต่เวลานั้นพวกธรรมจารย์และฟาริสีไม่ได้พาผู้ชายมาด้วย ซึ่งในความเป็นจริงผู้ชายก็ร่วมทำผิดด้วย พวกผู้นำชาวยิวกำลังใช้หญิงคนนี้เป็นกับดักพระเยซู ถ้าพระเยซูบอกว่าไม่ควรขว้างหญิงคนนี้ให้ตาย พวกเขาก็จะจับพระองค์เพราะทำละเมิดกฎของโมเสส ถ้าพระองค์ยอมให้พวกเขาประหารชีวิตหญิงคนนี้ พวกเขาก็จะรายงานกล่าวโทษพระเยซูต่อฝ่ายโรมัน เพราะพวกโรมันไม่อนุญาตให้คนยิวลงมือประหารชีวิตเอง
จึงดูเหมือนกับว่าเขาจะปิดทุกทาง ไม่ให้พระเยซูมีทางออกอื่นอีกเลย นี่เป็นข้อความสำคัญเกี่ยวกับการพิพากษาคนอื่นด้วย ในชีวิตของเรา เคยพิพากษาคนอื่นหรือไม่ ? (บอกว่าคนนั้นไม่ดี เลว สมควรตายหรือเปล่า ?) แต่พระเยซูมีสติปัญญาที่ล้ำลึกและสามารถหาทางออกได้ดีเยี่ยม พระองค์ตอบว่า ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน พระเยซูกำลังพูดว่า ถ้าคนใดในพวกท่าน ชีวิตเกิดมาไม่เคยทำอะไรผิด ไม่เคยทำบาปอะไรเลย มีชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ ก็ให้คน ๆ นั้นเอาหินขว้างผู้หญิงคนนี้ให้ตายได้เลย แต่ปรากฏว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีใครเอาหินขว้างผู้หญิงคนนี้สักคนเลย แต่ละคนเริ่มวางก้อนหินลง และค่อย ๆ หลบไปทีละคน ๆ เริ่มตั้งแต่ผู้นำอายุมากสุดไปจนผู้นำอายุน้อยสุด เห็นได้ชัดว่าคนที่อายุมากรู้ตัวดีกว่าคนอายุน้อย คนที่มีอายุน้อยมีประสบการณ์น้อยและมักมีอุดมการณ์แรงกล้าและคิดว่าตัวเองดี ก็ถอยเช่นกัน แต่ไม่ว่าคุณจะอายุน้อยหรือมาก ไม่สำคัญ สำคัญที่รู้ตัวหรือเปล่าว่า คุณก็เป็นคนบาปคนหนึ่ง คุณก็เคยทำสิ่งที่ผิดพลาดเช่นเดียวกัน
มีพระเยซูผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถขว้างก้อนหินใส่ผู้หญิงคนนั้นได้ เพราะพระองค์ไม่เคยทำบาปเลย แต่พระองค์ไม่ทำและไม่ได้ประณามผู้หญิงคนนั้น แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ไม่ได้เพิกเฉยหรือเห็นชอบกับความบาปของเธอ พระองค์ บอกให้เธอไปและอย่าทำบาปอีก พระเยซูคริสต์พร้อมเสมอที่จะให้อภัยความบาปทุกอย่างในชีวิตของคุณ เพียงแต่คุณกล้าที่จะสารภาพบาปและกลับใจใหม่โดยไม่กลับไปทำบาปเหล่านั้นอีก ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงจิตใจ เริ่มต้นใหม่กับพระองค์ เราสามารถรับการให้อภัยจากพระเยซูคริสต์ และเลิกทำผิดได้ด้วยความช่วยเหลือที่มาจากพระองค์)
2 คร. 5:17 “ เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่า ๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”
ข้าแต่พระเจ้า…บัดนี้ลูกได้รู้แล้วว่า ลูกเป็นคนบาป ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองให้พ้นจากความผิดบาปนี้ได้ ลูกขอโทษ ขอพระองค์ทรงโปรดยกโทษความผิดบาปที่ลูกได้เคยทำลงไป ลูกเชื่อแล้วว่าพระเยซูรักลูกมากจนถึงขนาดยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปลูก และในวันที่ 3 พระองค์ฟื้นขึ้นมาจากความตายและมีชีวิตอยู่ ลูกขอมอบชีวิตของลูกให้อยู่ภายใต้การดูแล การอวยพร การปกป้อง และการคุ้มครองที่มาจากพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และขอพระองค์ทรงประทานชีวิตใหม่ ที่ดีงามให้แก่ลูกด้วยเถิด อธิษฐานด้วยความเชื่อ ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน.
ถ้าคุณได้ทูลต่อพระองค์ด้วยความเชื่อ และมอบชีวิตของคุณให้แก่พระองค์ด้วยใจจริงแล้ว ขอให้คุณมั่นใจเถิดว่าความบาปของคุณได้รับการอภัยแล้ว และพระองค์จะทรงนำชีวิตของคุณตลอดไป…..

ขอพระเจ้าอวยพระพร
มานา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *