คนรุ่นใหม่’เอคิว’ต่ำพ่ายอุปสรรค แนะตั้งเป้าหมายพิชิตความสำเร็จ

คนรุ่นใหม่”เอคิว”ต่ำพ่ายอุปสรรค แนะตั้งเป้าหมายพิชิตความสำเร็จ

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ดร.จิตรา ดุษฏีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงการวัดความสำเร็จของมนุษย์ว่าในอดีตว่าต้องมีร่างกายแข็งแรง กำยำ ดูได้จากในอดีตตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน หรือในสมัยอยุธยา ต่อจากนั้นเชื่อว่าคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีไอคิว (Intelligence Quotient) ดี ฉลาด แต่ความฉลาดเพียงอย่างเดียวก็เริ่มทำให้คนไม่ประสบความสำเร็จ จะเห็นว่าคนที่มีไอคิวดี มีความรอบรู้มากมายแต่เอาตัวไม่รอดเมื่อประสบปัญหาต่างๆ มีความคิดมีความฉลาดแต่ไม่มีความเฉลียว

ดร.จิตรากล่าวว่า ต่อมาเชื่อว่าเด็กหรือคนในวัยต่างๆ จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมี 3 ส่วนประกอบกัน คือไอคิว (Intelligence Quotient) อีคิว (Emotional Quotient) หรือความฉลาดทางอารมณ์ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองมีความหนักแน่น และที่สำคัญผู้คนเริ่มให้ความสนใจกับ เอคิว (Adversity Quotient) หรือความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค คนที่จะประสบความสำเร็จอยากให้สังเกตรูปสามเหลี่ยม ซึ่งต้องมีไอคิวและอีคิวเป็นฐาน อีกส่วนหนึ่งที่เป็นยอดก็คือเอคิว

“ในปัจจุบันนี้จำเป็นอย่างมากที่คนในวัยต่างๆ ต้องมีเอคิว ซึ่งก็คือความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค จะเห็นว่าคนยุคใหม่ทำอะไรนิดอะไรหน่อยจะท้อง่าย ไม่สู้ ไม่อดทน คนที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกคนต้องผ่านอุปสรรคปัญหามากมาย และที่ผ่านมาได้ก็เพราะคนกลุ่มนี้มีเอคิว” ดร.จิตรากล่าว

ดร.จิตรากล่าวด้วยว่า ระดับความสามารถของคนในการฟันฝ่าอุปสรรคแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.เอคิวต่ำสุดคือ พวก Quitter หมายถึงพวกที่ยอมแพ้อะไรต่อมิอะไรง่ายๆ ทำงานหรือเรียนหนักก็ไม่สู้ชอบถอยหนี จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่เข้าข่ายกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก เพราะยุคสมัยที่ต้องการความรวดเร็วเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้คนยุคนี้ไม่มีความอดทนต่อการฟันฝ่าอุปสรรค การเรียนหรือการทำงานของคนยุคปัจุบันต้องมีแรงจูงใจหรือมีสิ่งของมาล่อ ขณะที่การสร้างเป้าหมายหรือแรงบันดาลใจจากตัวเองกลับไม่เกิดขึ้น 2.พวก Camper คือพวกหยุดพักกลางทาง ทำงานหรือเรียนได้ระยะหนึ่งเริ่มท้อและไม่ยอมทำต่อ 3.พวก Climber คือพวกปีนป่ายสู่ความสำเร็จโดยไม่ยอมแพ้ จึงอยากให้นึกถึงคนไต่ภูเขา คนที่มีความอดทนสูงตามทฤษฎีเปรียบเหมือนคนไต่ภูเขา เสมือนยอดเขาเป็นจุดหมายปลายทาง

ดร.จิตรากล่าวอีกว่า วิธีคิดของคนส่วนใหญ่จะเห็นแค่ความสำเร็จของคนที่ประสบความสำเร็จ แต่จะไม่นึกถึงกระบวนการที่บุคคลนั้นผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้อย่างไร การจะทำให้เด็กไทยเยาวชนไทยหรือแม้แต่คนในวัยทำงานมีความสามารถในการฟันฝ่าต่ออุปสรรคนั้น ต้องเริ่มจากการให้สร้างเป้าหมาย ทักษะชีวิตเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรู้จักที่จะมีเป้าหมายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การงาน ความรัก การแต่งงาน แต่ละช่วงช่วงชีวิตนั้นต้องมีเป้าหมาย โดยเฉพาะวัยเด็กและเยาวชนต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าต้องการอะไรในชีวิต

“ต้องเริ่มคิดด้วยตัวเองจากนั้นมีกระบวนการลงมือทำ เดินไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้จะเจออุปสรรคก็ไม่ยอมหยุด อาจจะมีเหนื่อยหรือร้องไห้บ้าง กระบวนการลงมือทำให้เกิดทักษะและเกิดการเรียนรู้ เป็นการฝึกให้เขาเข้มแข็งและแกร่งขึ้น” ดร.จิตรากล่าว และว่า “คนที่ประสบความสำเร็จในการฟันฝ่าอุปสรรคต้องมีองค์ประกอบ 4 ส่วนคือ 1.ต้องรู้จักควบคุมสถานการณ์หรือปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ได้ 2.ต้องรู้จักจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นมีส่วนร่วมกับปัญหา 3.ต้องก้าวต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง 4. ความทนทานและอดทนที่จะก้าวไปสู่ความเร็จให้ได้” ดร.จิตรากล่าว

…..มติชน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *