ขยะเมืองญี่ปุ่น 6

ขยะเมืองญี่ปุ่น 6

การดูแลบ้านเมืองให้สะอาดของญี่ปุ่น
บทความพิเศษ สุรภา โรจนวิภาต มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1300
เมื่อดิฉันได้อ่านรายงานพิเศษ “ขยะเมืองญี่ปุ่น” ของ คุณสุวรรณา เกรียงไกรเพชร แล้ว ให้รู้สึกคันไม้คันมืออยากเขียนมาจอยบ้างตามประสาคนอยู่ไม่สุข รายงานของคุณสุวรรณาละเอียดดีจริงๆ ทั้งยังใกล้กับสมัยปัจจุบัน ทำให้ทราบรายละเอียดการเก็บขยะและรักษาบ้านเมืองให้สะอาดอย่างมากมายถี่ถ้วนของประเทศญี่ปุ่น
เรื่องที่ดิฉันอยากจะจอยด้วยนั้นค่อนข้างเก่า แต่อาจจะได้เพิ่มเติมสิ่งที่คุณสุวรรณาไม่ได้กล่าวถึงไว้ คิดเสียว่ามาเพิ่มเติมให้ท่านผู้อ่านได้ทราบถึงสิ่งที่ไม่ใช่ทางวิชาการ แต่เป็นเรื่องชาวบ้านธรรมดาๆ มาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันนะคะ
เมืองในประเทศญี่ปุ่นที่ดิฉันเคยไปทำงานอยู่ที่นั่น นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เป็นต้นมา คือเมืองโดมากาเน ของจังหวัดนากาโน ซึ่งเป็นเมืองเล็กอยู่ใกล้กับภูเขาชูโอแอลป์ จังหวัดนี้อยู่ภาคกลางของเกาะฮอนชู ดิฉันประจำทำงานที่นี่เป็นเวลากว่าสิบปี เมืองโคมากาเนมีสวนแอปเปิ้ลพันธุ์ฟูจิที่มีชื่อเสียงว่าอร่อยกว่าพันธุ์อื่น ทั้งลูกแพร์ก็อร่อยไม่แพ้กัน ติดๆ กับสวนแอปเปิ้ลและแพร์ก็ยังมีนาข้าว ปลูกสลับกันไปมา เวลาเดินผ่านชมจะรู้สึกเพลิดเพลินมาก อากาศก็สะอาดบริสุทธิ์
เมื่อดิฉันไปถึงใหม่ๆ ได้เดินเข้าไปในเมือง เพื่อหาซื้อของใช้ประจำบ้านและอาหาร ขณะที่เดินอยู่มองไปข้างหน้าแต่ไกล เห็นชายคนหนึ่งอายุก็ไม่น้อยแล้ว กำลังตักน้ำจากท่อข้างถนนขึ้นมาสาดที่ฟุตปาธหน้าร้านของเขา ดิฉันตกใจไปหมด
“ตายแล้ว” ดิฉันคิดในใจ สกปรกกันขนาดนี้เชียวหรือ ไหนว่าประเทศญี่ปุ่นสะอาดนักอย่างไรล่ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆ จึงเห็นว่าน้ำในท่อข้างถนนของเขานั้น สะอาดปราศจากสีและกลิ่น เอ๊ะ เป็นได้ยังไงกันนี่ ภายหลังจึงได้ทราบว่าน้ำในท่อข้างถนนที่ไหลผ่านเมืองไปลงแม่น้ำเทนริวนั้น เป็นน้ำจากหิมะที่ละลายไหลลงมาจากภูเขาชูโอแอลป์ น้ำจึงสะอาดตลอดปีจนถึงมีโรงงานทำยาบำรุงร่างกายของญี่ปุ่นไปตั้งอยู่ที่เชิงเขาเพื่อใช้น้ำที่ใสสะอาดนั้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าน้ำอีกด้วย
ท่านผู้อ่านคงไม่อยากจะเชื่อว่า น้ำจากหิมะที่ละลายลงมานี้ มีบริษัทบรรจุน้ำนี้ใส่ขวดวางขายที่สถานีรถเมล์ของชูโอไฮเวย์ และก็มีนักเดินทางญี่ปุ่นซื้อกลับไปดื่มที่บ้าน
เราเป็นชาวต่างประเทศของเขา เมื่อไปทำงานที่นั่นเขาก็ให้ที่พักแก่เรา ซึ่งเป็นอพาร์ตเม้นต์ที่อยู่รวมกันของชาวต่างประเทศอื่นๆ อพาร์ตเม้นต์นั้นไม่ใหญ่นัก เมื่อเราเข้าพักเจ้าหน้าที่จากสำนักงานก็มาอธิบายการอยู่พักและระเบียบต่างๆ เขาบอกเราถึงการทิ้งขยะ ว่าจะทิ้งที่ไหน เมื่อไร เราก็รับฟัง และปฏิบัติตาม
อยู่มาวันหนึ่ง ดิฉันกำลังจะไปธุระข้างนอก และวันนั้นเป็นวันทิ้งขยะ ทางที่ดิฉันจะไปนั้นจะต้องเลี้ยวไปทางขวา แต่ที่สำหรับทิ้งขยะประจำนั้นต้องเลี้ยวไปทางซ้าย แต่ทางที่เลี้ยวขวาเดินไปหน่อยก็มีที่ทิ้งขยะเหมือนกัน ดิฉันก็คิดตามประสาของดิฉันว่า จะเดินย้อนไปย้อนมาทำไมกัน เลี้ยวขวาก็ทิ้งขยะทางด้านขวาก็แล้วกัน ดิฉันไม่สนใจว่ามีคนเห็นหรือเปล่า เพราะไม่รู้สึกว่าตัวทำผิดอะไร แต่ที่ไหนได้ วันรุ่งขึ้นตอนบ่ายก็ได้รับคำเตือนจากที่ทำงานว่าเราทิ้งขยะผิดที่ มีคนเขาแจ้งมา ดิฉันก็ได้แต่ยืนงง อะไรกันนักหนา กะอีแค่ขยะถุงเดียวนี่น่ะหรือ ฝากกันทิ้งไม่ได้หรือยังไง ใจดำ ใจแดง จริงนะ
ต่อมาในภายหลังจึงได้ทราบว่าค่ากำจัดขยะที่สำนักงานเขาจ่ายแทนเรานั้นเดือนละหลายสตางค์อยู่ เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่เอื้ออาทรแก่กันและกัน หรือว่าเขาต้องการให้เรามีระเบียบและเถรตรงก็ได้
เมืองโดมากาเนมีการทำความสะอาดเมืองปีละสองครั้ง ครั้งที่หนึ่งก่อนฤดูหนาว คือปลายๆ ฤดูใบไม้ร่วงก่อนหิมะจะตก ถนนหนทาง คูน้ำ จะได้รับการทำความสะอาด กำจัดหญ้า โดยชาวเมืองที่เขาร่วมมือร่วมใจกันเป็นประจำ อีกครั้งหนึ่งก็คือเมื่อเสร็จสิ้นฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึง ถนนหนทางป้ายร้าน ป้ายจราจร ทางม้าลาย ก็ได้รับการขัดล้างเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระกำลังจะบาน
เขาทำงานกันอย่างรื่นเริง หัวเราะต่อกระซิกกัน ซึ่งเราไม่ค่อยจะเคยเห็นคนญี่ปุ่นที่มาทำงานที่ประเทศไทยทำอย่างนั้น พักเที่ยงเขาก็ปูผ้าพลาสติคลงกับพื้นดิน เป็นวงใหญ่ๆ แล้วร่วมกันรับประทานอาหารเที่ยง อาหารที่ขาดไม่ได้ก็คือข้าวปั้นห่อสาหร่าย ผักดองซึ่งขาดไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน นอกนั้นก็จะเป็นปลาทอด หมูทอด อะไรก็แล้วแต่ พร้อมด้วยแกงจืดซุปเต้าเจี้ยว ซึ่งบรรจุในกระติกน้ำร้อนขนาดใหญ่มาแบ่งกันรับประทาน แม้ว่าอาหารจะเหมือนกันเขาก็ยังแบ่งกันรับประทานอยู่ดี และนี่ก็คือมารยาทของคนญี่ปุ่น
วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังทำความสะอาดบ้านเมืองอยู่นั้น ดิฉันก็เผอิญเดินไปที่สวนผักซึ่งอยู่ใกล้ที่พัก สวนผักเล็กๆ นี้มีคนเมตตาอนุญาตให้ปลูกผักที่ชาวต่างประเทศชอบรับประทานและหาไม่ได้ในประเทศญี่ปุ่น นั่นคือ ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักชี ขณะที่ดิฉันกำลังรดน้ำพรวนดินอยู่นั้น ได้ยินเสียงคนหนึ่งตะโกนถามขึ้นมาดังๆ ว่า
“ดาเร (ใครน่ะ)”
ก็คือว่าวันนี้จะไม่มีใครทำงานส่วนตัวกันเลย เพราะว่าเป็นวันทำความสะอาดเมือง แล้วนั่นใครไปทำสวนอยู่ล่ะ
“ไกจิน (คนต่างประเทศ)” เสียงคนหนึ่งตอบ ถึงแม้ว่าหน้าตาของเราจะเหมือนคนญี่ปุ่นอยู่มาก แต่ก็พอจะมีคนรู้ว่าเราเป็นใคร ดิฉันเงยหน้าขึ้นดูพวกเขาแล้วก็คิดในใจว่า
“เออ ! แกเอาจริง”
บริเวณรอบเมืองโดมากาเน โดยเฉพาะทางด้านที่ไปสู่แม่น้ำเทนริว เลยจากสวนแอปเปิ้ลและแพร์ไป ก็เป็นสวนหม่อน ซึ่งเขาปลูกเพื่อเก็บใบส่งเมืองมัตซึโมโต ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองโดมากาเนนัก ที่นั่น มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ผลิตไข่ไหมส่งต่างประเทศ และทอผ้าไหมที่ขึ้นชื่อ
ตอนสายของวันหยุดวันหนึ่ง ขณะที่ดิฉันกำลังเดินชมสวนหม่อนอยู่นั้น ก็เห็นรถอย่างที่เขาใช้ดูดส้วมขับมาในสวน แล้วเขาก็ฉีดสิ่งที่เขาบรรทุกมาตามร่องของต้นหม่อน น้ำที่ไหลออกมาเป็นสีเทาและค่อนข้างข้น แต่ก็ไม่ได้กลิ่นเพราะอาจจะอยู่เหนือลมก็ได้ จึงได้รู้ว่าเขานำสิ่งปฏิกูลจากส้วมที่เขาหมักจนได้ที่แล้วฉีดรดต้นหม่อน เขาไม่ได้เอามาใช้ฉีดผักดังที่ทำกันอยู่ในบางประเทศ
ไหมล่ะ สิ่งปฏิกูลก็นำมาทำประโยชน์ได้ ได้ประโยชน์สองประการเลย
เมืองโดมากาเนเพิ่งมีส้วมชักโครกใช้จริงๆ ก็เมื่อเมืองนากาโนเมืองหลวงของจังหวัดนากาโนมีกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อเร็วๆ นี้เอง ดิฉันไม่ทราบว่าที่เมืองอื่นนั้นเริ่มมีใช้กันเมื่อไร
นอกเมืองโดมากาเน นอกจากมีสวนหม่อนแล้ว เตาเผาขยะก็ตั้งอยู่ที่นั่น ขนาดไม่ใหญ่นัก ทั้งเวลาที่เผาขยะควันก็ไม่เข้ามารบกวนในเมือง เพื่อนดิฉันคนหนึ่งเป็นคนต่างประเทศเหมือนกัน มาทำงานไม่นานสามีเกิดไปชอบพอกับผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งครอบครัวของเขามีร้านอาหาร เมื่อสามีของเพื่อนไปตกร่องปล่องชิ้นกับเขา เขาก็พากันไปเปิดร้านอาหารของประเทศของเขาที่เมืองใหญ่แห่งหนึ่ง กิจการดีเสียด้วย เพื่อนดิฉันเสียใจมากถึงกับถอดสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ตุ้มหู และแหวนโยนทิ้งถุงขยะไป ทุกครั้งที่ดิฉันมองดูเตาเผาขยะแห่งนี้ ก็ทำให้คิดถึงเจ้าทองเหล่านั้นว่ามันไปอยู่ที่ไหน ถ้าญี่ปุ่นมีระบบคุ้ยเขี่ยถุงขยะหาของแบบบ้านเรา เจ้าทองพวกนั้นคงจะได้ประสบกับผู้ที่เห็นว่ามันเป็นของมีค่าไม่น่าทิ้งเลย
ครั้งหนึ่งเมื่อมีวันหยุดยาว ดิฉันเดินทางไปเที่ยวที่เมืองนางาซากิ ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น เช้าวันหนึ่งขณะที่ดิฉันนั่งรอรถเมล์ออกจากป้ายต้นทาง ได้มองไปที่ถนนเห็นผู้ชายผูกเน็คไท ใส่เสื้อนอกสี่ห้าคนกำลังกวาดถนนอยู่ ไม่ใช่กวาดโดยทั่วไป แต่ก็กวาดในระยะพอสมควร ขณะนั้นเป็นเวลาเช้าราว 08.00 นาฬิกา งง งงอีกแล้วดิฉัน นั่นใครกันนี่ คนกวาดถนนจะแต่งตัวขนาดนี้เชียวหรือ ต่อมาจึงได้ทราบว่า นั่นคือเจ้าพนักงานของธนาคารที่อยู่ใกล้ๆ นั่น เขาผลัดกันมากวาดถนนทุกวันนอกจากวันหยุด ดิฉันไม่เคยเห็นที่อื่น อาจจะเป็นเพราะไปไม่ทั่ว และเวลาไม่ตรงกันก็เป็นไปได้ ให้นึกสงสัยอยู่บ่อยๆ ว่า เดี๋ยวนี้เขายังกวาดกันอยู่หรือเปล่าหนอ
เมื่อเขาทำกันถึงอย่างนี้แล้ว บ้านเมืองเขาจะไม่สะอาดอย่างไรได้
พี่น้องชาวไทยเราเอ๋ย จงทำตามคำขอร้องของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่พระองค์ท่านขอให้ “หน้าบ้านสะอาด” ทุกบ้านจะได้ไหม บางทีดิฉันมองมาจากรถเมล์ เห็นพนักงานขายของ หรือเจ้าของร้านเองกวาดขี้ผงข้างหน้าร้านของตนลงไปที่ถนน นี่เขาคิดหรือเปล่านะว่า แล้วขี้ผงนี้จะไปไหน รถแล่นผ่านแต่ละคันแรงลมก็ช่วยกระพือให้ขี้ผงเหล่านี้บินว่อน ร่อนกลับไปหาเจ้าของเดิม หรือไปหาเจ้าของใหม่ หรือตกลงไปในจานอาหารของตนและคนอื่น
รสชาติขี้ผงขี้ฝุ่นเหล่านี้อร่อยดีหรือเปล่าคะท่าน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *