กูรู ‘ปีเตอร์ แพนดี้’ แนะองค์กรไทยใช้ Six Sigma

กูรู “ปีเตอร์ แพนดี้” แนะองค์กรไทยใช้ Six Sigma
“ปีเตอร์ เอส แพนดี้” กูรูการจัดการระดับโลก บินลัดฟ้ามาพร้อมคำแนะนำในการบริหารองค์กรไทยด้วย “คัมภีร์” แห่งการบริหารธุรกิจที่ลึกล้ำ…”ซิกซ์ ซิกม่า” (Six Sigma)

หากใครเคยเปิดตำรา MBA คงทราบกันดีว่า ศาสตร์ในการ “บริหารจัดการองค์กร” นั้นมีอยู่มากมายหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นระบบการควบคุมคุณภาพ การบริหารทรัพยากรบุคคล การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าและซัพพลายเออร์ ฯลฯ

ซึ่งแต่ละขั้นตอนในการบริหารล้วนมี “แนวคิด” หรือองค์ความรู้ที่เป็น Best Practices ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร

และแนวคิดหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “คัมภีร์” แห่งการบริหารธุรกิจที่ลึกล้ำ นั่นก็คือ “ซิกซ์ ซิกม่า” (Six Sigma) ซึ่งเป็นทั้งเครื่องมือปรับปรุงคุณภาพ (Quality Improvement) และกลยุทธ์การจัดการธุรกิจ (Business Strategy)

ปีเตอร์ เอส แพนดี้ ประธาน Pivotal Resources, Inc., บริษัทชั้นนำด้านการเป็นที่ปรึกษาและการฝึกอบรมจากสหรัฐอเมริกา เขาเป็นผู้บริหารที่เชี่ยวชาญและได้ให้คำปรึกษาในเรื่อง “Six Sigma” และยังเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือที่ติดอันดับขายดีอย่าง The Six Sigma Way, The Six Sigma Way Team Fieldbook

ล่าสุดเขาเขียนคำนำให้หนังสือ What is Six Sigma Process Management ที่เขียนโดย โรว์แลนด์ เฮย์เลอร์ และ ไมเคิล นิโคลส์ โดยระบุว่าซิกซ์ ซิกม่า เป็นระบบการจัดการธุรกิจ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

“หลักการของซิกซ์ ซิกม่าจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงลูกค้าและกระบวนการทำธุรกิจเข้าด้วยกัน และรับข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นผ่านขั้นตอนและเครื่องมือต่างๆ มากมาย จึงเป็นระบบที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้” เขากล่าว

ปีเตอร์กล่าวว่า ซิกซ์ ซิกม่าได้ถูกนำมาใช้เมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็น “พัฒนาการ” ที่ต่อยอดมาจากการบริหารธุรกิจทั่วไป และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการใช้แนวคิดซิกซ์ ซิกม่าในการบริหารก็คือเจเนอรัล อิเลคทริก หรือ GE ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกฝ่ายทั่วทั้งบริษัท โดยสามารถลดต้นทุนลงได้หลายพันล้านดอลลาร์ และมีอัตราการเติบโตถึง 16% จากเดิมที่เคยอยู่ 10%

โดย Jack Welch CEO ของจีอีเคยกล่าวไว้ว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการนำซิกซ์ ซิกม่า มาใช้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาและปรับปรุงองค์กรเท่านั้น แต่ซิกซ์ ซิกม่า ยังเปลี่ยนทัศนคติทางกระบวนการคิดด้านคุณภาพ (Quality Thinking) และกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ (Process Thinking) อย่างฝังลึกอีกด้วย

และพนักงานที่นำหลักการซิกซ์ ซิกม่า มาใช้ ก็เปรียบเหมือนการไปเรียนการบริหารที่ “ฮาร์วาร์ด” เลยทีเดียว

“พลังของซิกซ์ ซิกม่า นอกจากจะช่วยลดต้นทุนและลดรอบเวลาการดำเนินงานให้น้อยลงแล้ว ยังช่วยเพิ่มยอดขาย เพิ่มรายได้ให้กับบริษัทอีกด้วย ซิกซ์ ซิกม่า ไม่ใช่แค่เป็นโครงการการปรับปรุงธรรมดาๆ แต่เป็นปรัชญาในการบริหารธุรกิจที่ใช้เวลาทีละขั้นทีละตอนที่จะนำไปสู่การลดความผันแปรที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการ เพิ่มคุณภาพให้กับผลิตภัณฑ์และการบริการ ทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์ให้ความเห็นว่า หลักการของซิกซ์ ซิกม่า นั้นเป็นเรื่องเชิงลึกที่ค่อนข้างซับซ้อนและอาจยากต่อการเข้าใจ จึงอาจยังไม่แพร่หลายมากนัก

โดยส่วนใหญ่องค์กรในไทยที่ได้นำกลยุทธ์การจัดการซิกซ์ ซิกม่า มาปฏิบัติมักจะเป็นบริษัทลูกของบริษัทจากต่างชาติ ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย อาทิ บริษัท ฟอร์ด โอเปอเรชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

แต่สำหรับบริษัทสัญชาติไทยเองยังมีการใช้น้อยมาก แต่ก็เริ่มมีบ้างแล้ว เช่น ฝ่ายซ่อมบำรุงอากาศยาน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ และกลุ่มบริษัทในเครือ ไทย คาร์บอน แบล็ก

“ผมคิดว่าผู้บริหารไทยหลายคนคงเคยได้ยิน แต่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจ และไม่แน่ใจว่าซิกซ์ ซิกม่า ใช้อย่างไร ยากหรือง่าย” เขากล่าว

“จริงๆ แล้วเรานำซิกซ์ ซิกม่ามาใช้ได้ไม่ยากเลย สิ่งสำคัญที่จะทำให้ซิกซ์ ซิกม่าได้ผลก็คือ Leadership commitment ตัวผู้นำเองต้องมีแรงจูงใจอยากให้องค์กรมีความเป็นเลิศ”

ปีเตอร์กล่าวต่อไปว่า การจะนำหลักการของซิกซ์ ซิกม่ามาใช้ ต้องขึ้นกับการตัดสินใจของผู้บริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเท่านั้น แต่ยังต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด

“ต้องยอมรับว่าบริษัทในประเทศไทยค่อนข้างเสียโอกาส เพราะผู้บริหารระดับ Manangement ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ และไม่ทำความเข้าใจกับซิกซ์ ซิกม่าเท่าที่ควร อย่างหลักการ Balance Score Card หรือ BSC ที่ได้รับความนิยมในไทยอย่างแพร่หลายก็เพราะว่า วิธีการพัฒนาผู้นำของไทยคือการส่งไปเรียน แล้วเอากลับมาใช้ ซึ่ง BSC นั้นมีสอนอยู่ที่ฮาร์วาร์ด แต่หลักสูตรซิกซ์ ซิกม่า ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ทำให้คนไทยไม่มีโอกาสเรียนรู้มากนัก นอกจากนี้ BSC พูดกันวันเดียวก็เข้าใจ แต่ซิกซ์ ซิกม่าต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ

นอกจากนี้ บริษัทในไทยส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจครอบครัว ก็อาจจะสนใจแค่ตัวเลข หรือตัวเงิน โดยไม่สนใจว่าทำอย่างไรธุรกิจจึงจะแข็งแกร่ง สนใจที่ผลมากกว่าเหตุ” เขาให้ความเห็น

ท้ายสุด ปีเตอร์ กล่าวว่า เขามั่นใจว่าบริษัทในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการใช้ซิกซ์ ซิกม่า ทว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ไทยยังมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน ที่วันนี้เริ่มเห็นความสำคัญของแนวคิดดังกล่าว และเริ่มนำไปประยุกต์ใช้ก่อนหน้าไทยแล้ว

“ผมมองว่าตอนนี้ธุรกิจในเอเชียเริ่มมีการให้ความสนใจในแนวคิดของซิกซ์ ซิกม่ามากขึ้น และมีหลายประเทศได้นำไปใช้แล้ว เช่น อินโดนีเซีย เกาหลี สิงคโปร์ เวียดนาม ถ้าหากบริษัทในประเทศเหล่านั้นนำซิกซ์ ซิกม่า ไปใช้แล้วประสบความสำเร็จ แล้วบริษัทไทยจะประสบความสำเร็จได้อย่างไรถ้าไม่นำมาใช้” เขาทิ้งท้าย…

เรื่อง : กมลวรรณ มักการุณ

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *