การใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต

การใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต
ม. 889 บัญญัติว่า “ ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง”
ม.890 บัญญัติว่า “ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้น จะชำระเป็นเงินจำนวนเดียวหรือเงินรายปีก็ได้สุดแล้วแต่จะตกลงกันระหว่างคู่สัญญา”
สัญญาประกันชีวิต คือสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้เอาประกันหรือผู้รับประโยชน์หรือผู้สืบสิทธิของเขา โดยมีอยู่ว่าผู้เอาประกันชีวิตหรือผู้ถูกเอาประกันชีวิตได้ตายภายในระยะเวลาหรือมีชีวิตอยู่จนถึงเวลาที่กำหนดไว้ และผู้เอาประกันชีวิตตกลงจะส่งเงินซึ่งรียกว่าเบี้ยประกันภัยให้กับผู้รับประกันภัยภายในเวลาที่กำหนด
ข้อสังเกต ความมรณะที่เป็นหลักในการใช้เงินรวมถึงการที่ศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญด้วย ตาม ม.61

ข้อยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยที่ไม่ต้องใช้เงิน
ม.895 บัญญัติว่า “ เมื่อใดจะต้องใช้เงินในเหตุมรณะของบุคคลคนหนึ่งคนใด ท่านว่าผู้รับประกันภัยจำต้องใช้เงินนั้นในเมื่อมรณภัยอันเกิดขึ้น เว้นแต่
(1) บุคคลนั้นได้กระทำอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายในหนึ่งปีนับแต่วันทำสัญญา หรือ
(2) บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา
ในกรณีที่ 2 นี้ ท่านว่าผู้รับประกันภัยจำต้องใช้เงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกัน หรือให้แก่ทายาทของผู้นั้น”
มาตรานี้ใช้สำหรับสัญญาประกันชีวิตที่อาศัยความมรณะเป็นหลัก เมื่อผู้เอาประกันชีวิตหรือผู้ถูกเอาประกันชีวิตตาย ผู้รับประกันต้องใช้เงินตามสัญญา เว้นแต่มีกรณี ต่อไปนี้

1. ผู้เอาประกันชีวิตหรือผู้ที่ถูกบุคคลอื่นเอาประกันชีวิตไว้ได้กระทำอัตวินิบาตกรรม
คือการฆ่าตัวตายด้วยใจสมัครภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ทำสัญญา เหตุผลที่บัญญัติเช่นนี้เพราะเป็นทางป้องกันมิให้ผู้เอาประกันชีวิตฆ่าตัวตายเพื่อหวังให้ลูกหลานหรือผู้ที่ชอบพอรักใคร่ ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาได้รับเงินจากผู้รับประกันภัย ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ประกันชีวิต นอกจากนี้การฆ่าตัวตายเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอีกด้วย
การกระทำอัตวินิบาตกรรมต้องทำโดยใจสมัคร คือ เป็นความตั้งใจหรือเจตนาของผู้นั้นที่จะให้ตนเองถึงแก่ความตาย มิใช่เพราะถูกบังคับให้ทำหรือกระทำเพราะวิกลจริต หรือมิใช่ถูกหลอกให้ทำ ดังนั้นถ้าผู้เอาประกันชีวิตเกิดความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้รับประกันภัยยังต้องรับผิดอยู่ (ฎ 667-668/2516) การฆ่าตัวตายไม่ต้องคำนึงเจตนาภายในของผู้กระทำว่าต้องการให้ทายาทได้รับเงินตามสัญญาหรือไม่ เช่น อาจฆ่าตัวตายเพราะกลุ้มใจกับปัญหาส่วนตัว ดังนี้ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิด
ถาม กรณีผู้เอาประกันชีวิตลงมือฆ่าตัวตายโดยการกินยาพิษเพื่อให้สะสมในร่างกายทุกวันภายใน 1 ปีนับแต่วันทำสัญญา แต่ปรากฏว่าผู้เอาประกันชีวิตตายภายหลัง 1ปีนับแต่วันทำสัญญา ดังนี้ทายาทจะมีสิทธิได้รับใช้เงินหรือไม่
ตอบ 1) ม.895 “ เมื่อใดต้องใช้เงินในเหตุมรณะ” แสดงว่าความตายเป็นเงื่อนไขสำคัญว่าผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดตามสัญญาหรือไม่ ดังนั้นถ้าไม่ตายภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา จึงถือไม่ได้ว่ามีการตายเกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ยกเว้นความรับผิดของผู้ประกันชีวิต ผู้รับประกันชีวิตจึงต้องจ่ายเงินให้แก่ทายาท
2) ฎ.936/2536 ผู้เอาประกันชีวิตได้ลงมือกระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยใจสมัครของตนภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประกันชีวิต แม้ผู้เอาประกันจะถึงแก่ความตายภายหลังระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาก็ตาม ผู้รับประกันก็ได้รับการยกเว้นความรับผิด ไม่ต้องใช้เงินแก่ผู้รับประโยชน์ตาม ม.895 (1)

2. ผู้เอาประกันชีวิตหรือผู้ที่ถูกบุคคลอื่นเอาประกันชีวิตไว้ถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา
ฆ่าตายโดยเจตนาพิจารณาตาม ป.อ. ม.288,289 ตัวอย่างเช่น จำเลยสามีทำสัญญาประกันชีวิตภรรยาระบุให้ตนเองเป็นผู้รับประโยชน์ โดยปลอมลายมือชื่อของภรรยา วงเงินตามสัญญาประกันชีวิต 1,000,000 บาท จำเลยฆ่าภรรยาโดยใช้แขนรัดคอจนหมดสติ แล้วใช้ผ้าขาวม้ารัดคอและดึงจนสุดทำให้ขาดอากาศจนถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยอุ้มภรรยานั่งเก้าอี้ผลักให้ล้ม เพื่อให้ดูเป็นอุบัติเหตุ มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

หากฆ่าโดยไม่มีเจตนา ม.290 หรือฆ่าโดยประมาท ม.291 หรือเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้จนมีผู้ถึงแก่ความตาย ม.294 หรือเจตนาทำร้ายอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้รับประกันภัยยังคงต้องใช้เงินให้แก่ผู้รับประโยชน์อยู่

ข้อสังเกต
– เจตนาฆ่าผู้เอาประกันชีวิตไม่ดูว่ามีเจตนาหวังเงินประกันชีวิตหรือไม่ ถ้ามีเจตนาฆ่าถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ยกเว้นความรับผิดแล้ว
– ผู้รับประโยชน์ไม่มีสิทธิได้รับเงินใดๆจากผู้รับประกันภัยเลย ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องใช้เงินไถ่ถอนกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตหรือทายาทของผู้นั้น ตามวรรคท้าย
– ในกรณีทายาทผู้เอาประกันชีวิตเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตและได้ฆ่าผู้เอาประกันชีวิตตายโดยเจตนา นอกจากไม่ได้รับเงินจากผู้รับประกันภัยแล้ว ยังอาจถูกจำกัดมิให้รับมรดกในฐานเป็นผู้ไม่สมควรตาม ม. 1606 (1) ซึ่งทำให้ทายาทนั้นไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าไถ่ถอนกรมธรรม์จากผู้รับประกันภัยด้วย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *