การใช้ถ้อยคำสร้างภาพพจน์

การใช้ถ้อยคำสร้างภาพพจน์
ถ้อยคำภาษา เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการพูด โจนาธาน สวิฟท์ นักเขียนผู้โด่งดังชาวอังกฤษ ได้เคยให้คำจำกัดความของการใช้ถ้อยคำสำนวนที่ดี ว่า “การใช้ถ้อยคำสำนวนที่ดี คือ การใช้ถ้อยคำอันเหมาะสม ในที่ๆ เหมาะสม” ผู้พูดที่มีความสามารถเลือกใช้ถ้อยคำสำนวนอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น จึงจะก่อให้เกิดความเข้าใจและซาบซึ้งในหมู่ผู้ฟังได้ดีที่สุด
ความหมายของ “ภาพพจน์”
“ภาพ” หมายถึง รูปที่ปรากฏให้เห็น สิ่งที่วาดขึ้นเป็นรูปหรือเป็นภาพ“พจน์” หมายถึง ถ้อยคำ คำพูด มาจากคำว่า วจฺนคำว่า “ภาพพจน์” จึงหมายถึง ภาพที่เกิดจากคำพูด หรือ คำพูดทำให้เกิดภาพสุภาษิตจีนกล่าวว่า “ภาพเดียวมีค่ากว่าคำพูด ๑,๐๐๐ คำ” คำพูดที่ทำให้เกิดภาพคือคำพูดที่มีพลัง ช่วยให้แนวความคิดของผู้พูดพุ่งเข้าสู่จิตใจผู้ฟังได้อย่างรวดเร็ว
หลัก ๑๐ ประการในการใช้ถ้อยคำ
๑. ใช้คำให้ถูกกับหลักภาษาไทย ภาษาไทยเป็นภาษาที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะที่ไม่เหมือนภาษาอื่นๆ คือ ลักษณะนาม ต้องใช้ให้ถูกต้อง เช่น สองนักแข่งถูกตำรวจไล่กวดจับ เป็นการพูดที่ไม่ถูก แต่ถ้าพูดโดยมีลักษณะนามจะน่าฟังกว่า เป็น นักแข่งรถสองคนถูกตำรวจไล่กวดจับ
๒. ออกเสียงตัว ร. ล. และคำควบกล้ำให้ถูกต้องชัดเจน เช่น ปรับปรุง ไม่พูดว่า ปับปง เปลี่ยนแปลง ไม่พูดว่า เปี่ยนแปง ครอบครัว ไม่พูดว่า คอบคัว
๓. ใช้คำพูดตรงไปตรงมาและเป็นกันเอง ให้นึกเสมอว่าผู้พูดควรต้องเลือกใช้ถ้อยคำที่เป็นกันเองกับผู้ฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้สรรพนาม คำที่ดีที่สุดสำหรับสุภาพบุรุษ คือ “ผม” และ “ดิฉัน” สำหรับสุภาพสตรี พยายามใช้สรรพนาม “เรา” แทนคำว่า “ท่าน” เพื่อผู้ฟังจะได้รู้สึกว่าผู้พูดเป็นพวกเดียวกับตน
๔. ใช้คำสั้นแต่มีความหมาย ตัวอย่างเช่น กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “เราจักครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เป็นการใช้คำที่สั้น แต่กินความหมายกว้างขวางและลึกซึ้ง
๕. ใช้ราชาศัพท์ให้ถูกต้อง
๖. ห้ามใช้คำต่ำ คำแสลง คำภาษาถิ่น คำตลาด คำย่อ ยกเว้นถ้อยคำที่พอฟังได้ ถ้าเป็นที่ยอมรับและเข้าใจกันดีในหมู่ผู้ฟัง ไม่ถือเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวนัก เพียงแต่ให้ระมัดระวัง
๗. ตัดคำซ้ำซาก ฟุ่มเฟือยออก เช่น “ใหญ่โตมหึมา” “พิศวงสงสัย” พูดคำใดคำหนึ่งก็พอ ไม่จำเป็นต้องซ้อนกันถึงสองคำ นอกจากนี้ควรตัดการใช้คำฟุ่มเฟือย เช่น ก็ แล้วก็ ซึ่ง เอ้อ อ้า เนี่ย นะครับ นะคะ นะฮะ
๘. หลีกเลี่ยงศัพท์ทางวิชาการ คำต่างประเทศ โดยไม่จำเป็น คำวิชาการเป็นคำยาก ผู้ฟังอาจจะไม่เข้าใจ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์วิชาการที่ต้องแปลไทยเป็นไทยอีก หรือหากจำเป็นจะต้องใช้ ก็ควรขยายความจนผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย เช่น อุปสงค์ อุปทาน กระสวนชีวิต ฯลฯ ส่วนคำต่างประเทศ อนุโลมให้ใช้ได้ในกรณีที่เป็น คำนาม คำศัพท์เฉพาะ หรือคำที่ใช้กันจนแพร่หลาย เช่น ฟุตบอล แก๊ส ฯลฯ
๙. ใช้คำให้ตรงกับความหมาย คำในภาษาไทยที่มีความหมายใกล้เคียงกันมีมากมายเหลือเกิน ผู้พูดควรเลือกใช้คำให้เหมาะสม คำแปลอาจเหมือนกัน แต่ความหมายแตกต่างกันมาก
๑๐. ใช้ถ้อยคำที่เป็นรูปธรรม ผู้พูดที่ดีควรหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่เป็นนามธรรม เพราะการใช้ถ้อยคำที่เป็นรูปธรรมจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเห็นภาพพจน์
ประเภทของคำภาพพจน์ คำภาพพจน์แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท
๑. ประเภทเกี่ยวกับความคิดเปรียบเทียบ
๒. ประเภทเกี่ยวกับความขัดแย้ง
๓. ประเภทเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชื่อมโยง
๔. ประเภทเกี่ยวกับอิทธิพลของจิตใจ๕. ประเภทเกี่ยวกับศิลปะอื่นๆ
ประเภทเกี่ยวกับความคิดเปรียบเทียบ หมายถึง ถ้อยคำที่ นำสิ่งที่คล้ายกันของสิ่งหนึ่ง มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่คล้ายกันของอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบนั้น มองเห็นเป็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น “ผิวขาว เหมือนงาช้าง….” เอาความขาวของงาช้าง มาเปรียบกับความขาวของผิวพรรณ
ประเภทเกี่ยวกับความขัดแย้ง หมายถึง เห็นสิ่งที่เด่นชัดของสองสิ่งที่มีลักษณะขัดแย้งกัน เช่น กล่าวว่า “หญิงร่างอ้วนเตี้ย เดินมากับชายร่างผอมสูง”
ประเภทเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชื่อมโยง ถ้อยคำเมื่อกล่าวออกไปแล้ว ทำให้ผู้ฟังเกิดความคิดเชื่อมโยงไปยังอีกสิ่งหนึ่ง เช่น กล่าวคำว่า “สึนามิ” อาจทำให้นึกไปถึง ความพินาศอันใหญ่หลวง
ประเภทเกี่ยวกับอิทธิพลของจิตใจ คำภาพพจน์ประเภทนี้ เกิดจากอิทธิพลการคิดของจิตใจ เช่น “ดอกกุหลาบแดง” อาจหมายถึง ความรักที่สมหวัง
ประเภทเกี่ยวกับศิลปะอื่นๆ การใช้ถ้อยคำในภาษาพูด สามารถจัดสรร สรรหา หรือพลิกแพลง ออกมาในรูปแบบต่างๆได้หลายรูปแบบ ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการพูด ได้แก่ การเล่นคำ การเล่นสัมผัส การเล่นสำนวน หรือการตีสำนวนต่างๆ เช่น “นานดีนั่นแหละดี เพราะดีแล้ว ดีนาน….” “เราหยุดแล้ว แต่ ท่านสิยังไม่หยุด….”“อยากรวยอยู่อย่างรวย ไม่มีวันรวย กลัวจนอยู่อย่างจน ไม่มีวันจน…
”ศิลปะการใช้คำภาพพจน์ ภาพพจน์ เป็นเครื่องปรุงถ้อยคำให้มีรสชาติเรืองรอง แต่เครื่องปรุงนี้ ถ้าผสมไม่ถูกส่วน หรือไม่เหมาะสม ก็ทำให้เสียรสชาติหรือคุณค่านั้นไป การใช้ภาพพจน์จึงควรพิจารณาให้ดีเสียก่อนว่า ควรใช้เมื่อเห็นว่าจะทำให้การพูดของเราดีขึ้นเท่านั้น ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ โดยปราศจากการตรึกตรอง จะทำให้รู้สึกขัดเขิน หรือน่าชวนหัว เพราะการใช้คำภาพพจน์เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล การเลียนแบบหรือเอาอย่างกันมักไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อยเหมือนยืมหมวกผู้อื่นมาสวม

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *