การโค้ชแบบไม่เป็นทางการ…อีกวิธีให้ความรู้ฝ่ายบริหาร

การโค้ชแบบไม่เป็นทางการ…อีกวิธีให้ความรู้ฝ่ายบริหาร
Post Today – ผมนั่งรับประทานอาหารกลางวันคนเดียวในร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม “คุณเกรียงศักดิ์ เก้นั่งด้วยคนได้ไหมคะ” เก้ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงที่บริษัทแห่งหนึ่งถามผม …
“เชิญครับ” ผมเชื้อเชิญให้เธอนั่ง

“คุณเกรียงศักดิ์ไปเที่ยวสงกรานต์ที่ไหนมาคะ” เธอชวนผมสนทนา

“ผมไปโค้ชทีมผู้บริหารที่เวียดนาม บริษัทนี้มีกรรมการผู้จัดการเป็นชาวฝรั่งเศส และมีผู้บริหารชาวเวียดนามอีก 6 คนรายงานตรง”

“แล้วเป็นไงคะ สนุกไหมคะ”

“ดีครับ แต่ว่าผมต้องทำงานหนักมากเลย เพราะว่าชาวเวียดนามขยัน นี่เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือนที่ผมไปเวียดนาม แต่ละครั้งที่ไปก็รู้สึกประทับใจคนของเขา ผมสอนคนเวียดนามแล้วคงจะสอนคนประเทศอื่นได้ลำบากนะ เพราะชาวเวียดนามขยันและตั้งใจเรียนมาก ความหิวในความรู้ทำให้เขาตั้งใจเรียน นั่งจ้องหน้าวิทยากรทั้งวัน ทุกๆ คนเรียกว่าแทบจะกลืนกินคนสอนเลยละ ประสบการณ์แบบนี้ผมได้ยินมาจากทุกคนที่เคยสอนชาวเวียดนามมา”

“จริงหรือคะ” เธออุทาน

“จริงนะ แต่ว่าเธออาจจะเป็นข้อยกเว้น” เก้เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนรู้ เธอเป็นคนไทยส่วนน้อยคนหนึ่งที่ใฝ่เรียนรู้ และหิวความรู้คนหนึ่ง

เก้คุยต่อ “อย่างนี้อีกหน่อยนักลงทุนต่างชาติคงย้ายไปลงทุนเวียดนามหมดแน่”

“คงจะจริงอย่างที่เธอว่านะ ทุกครั้งที่ผมไปเวียดนาม ผมสังเกตความเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์เสมอ ไม่ใช่ตึกรามอาคารบ้านช่องนะครับ แต่เป็นเรื่องของคน

ยกตัวอย่างเช่นในครั้งที่ 2 ที่ผมไปนะ ผมสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พยายามกุลีกุจอให้ความช่วยเหลือคนต่างชาติที่กำลังจะตรวจลงตราเข้าประเทศที่สนามบิน แม้ว่าสนามบินอาจจะไม่ยิ่งใหญ่และทันสมัย อีกทั้งขั้นตอนการทำงานอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพสูงและคล่องตัว แต่ผมสัมผัสได้เลยถึงทัศนคติที่ตั้งใจและพยายามช่วยเหลือคนต่างชาติที่กำลังเดินทางเข้าไป

แต่ว่าหนที่ 3 นี้ ตม.คนที่ตรวจหนังสือเดินทางของผม พอเขาสังเกตเห็นคำว่า Thailand เขาก็พูดกับผมว่า Khun chur are rai? (คุณชื่ออะไร) เขาพยายามจะออกเสียงชื่อผมให้ถูกต้องในภาษาไทย ผมทึ่งมากที่เขาพยายามเรียนรู้ภาษาไทย ผมสงสัยเหมือนกันว่าจะมี ตม.ไทยซักกี่คนที่พยายามแบบเขานะ

ในวันแรกที่ผมไปถึงงวดนี้ ตอนทานอาหารเที่ยง ผมพบนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนเปิดนิคมอุตสาหกรรมที่นั่น เขาแนะนำให้รู้จักพนักงานชาวเวียดนามคนหนึ่งชื่อ วู (Whu) ผมเลยสนทนากับเธอ การพูดจาของเธอดูฉลาด คล่องแคล่ว ที่สำคัญ การออกเสียงสำเนียงภาษาอังกฤษของเธอดีมากจนผมอดสงสัยไม่ได้ จึงถามเธอไปว่า เธอจบจากที่ไหน เพราะคิดว่าเธออาจจะจบจากต่างประเทศ

เธอบอกว่า เธอจบมหาวิทยาลัยที่เวียดนาม และเรียนภาษาอังกฤษจากครูชาวเวียดนาม

ผมทึ่งอีกครั้งหนึ่ง

เก้ผงกศีรษะ

ผมคุยต่อ “ผมจึงแซวเธอไปว่า ชาวเวียดนามทานอะไร ผมอยากจะนำเข้ามาขายที่เมืองไทย ผมว่าจะดีมากเลยนะถ้าคนไทยจะขยัน ใฝ่รู้ด้วยความหิวกระหาย และมุ่งมั่นทำงานหนักแบบพวกเขานะ

2 ปีก่อนผมไปเข้าสัมมนาที่ศศินทร์ มีวิทยากรท่านหนึ่งคือดอกเตอร์ดีแพค เจน ซึ่งเป็นอธิการบดีที่ Kellogg School of Business Management อธิการเจน เคยมาสอนที่ศศินทร์เมื่อหลายปีก่อน ท่านผูกพันและรักประเทศไทยมาก ท่านบอกว่า ประสบการณ์การสอนที่อเมริกาท่านพบว่าชาวเวียดนามขยันและฉลาดมากที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ท่านบอกว่า ถ้าท่านมีโอกาสแนะนำรัฐบาลไทย ท่านจะให้รัฐบาลไทยให้ทุนการศึกษาชาวเวียดนามเพื่อให้ไปเรียนต่างประเทศ แล้วกลับมาทำงานให้ประเทศไทย

ผมเล่าแนวคิดของอธิการเจนให้วูฟัง

เธอบอกว่า รัฐบาลสิงคโปร์ได้ทำโครงการลักษณะนี้แล้วกับนักศึกษาหัวกะทิชาวเวียดนาม”

แล้วผมก็เล่าประสบการณ์ที่ผมประทับใจเกี่ยวกับเวียดนามที่ผมเคยเขียนลงในคอลัมน์ก่อนหน้านี้ให้เก้ฟังต่อ

เมื่อเราทานเสร็จ ผมจึงถามความก้าวหน้ากับเธอว่า “เก้ เธอยังให้ ชอง ฟรองซัว โค้ชอยู่หรือเปล่า” ผมถามถึงเพื่อนผมที่ผมแนะนำให้โค้ชเธอแบบตัวต่อตัว หรือที่เรียกว่า Executive Coach

“เก้ยังให้คุณชอง ฟรองซัว โค้ชอยู่คะ แต่ว่าเก้งานยุ่งมาก ไม่ค่อยมีเวลาให้เขาเลย”

“เก้ Executive Coach เป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ มันยังเป็นการพัฒนารูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่ทุกองค์กรจะทำให้กับผู้บริหารของตน เรียกว่าเป็น Luxury หรือเป็นเกียรติสำหรับผู้บริหารเลยนะ ผมเองก็กำลังจะจ้างชอง ฟรองซัว มาโค้ชผมด้วยเช่นกัน ผมว่าเขาเก่งมากนะ

เออ พอเราพูดเรื่องไม่มีเวลา ผมอยากจะเล่าเรื่องลับคมเลื่อย หรือ Sharpen the Saw ให้ฟัง ผมเคยเล่าหรือยังนะ”

“ยังคะ กรุณาเล่าให้เก้ฟังหน่อยค่ะ”

“สตีเว่น อาร์ โคเว่ย์ เขียนหนังสือชื่อดังซึ่งมีแปลเป็นไทยในชื่อ เจ็ดอุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผล เล่าเรื่องลับคมเลื่อยซึ่งเป็นอุปนิสัยที่เจ็ดในหนังสือเล่มนี้ว่า

สมมติว่าคุณกำลังเดินเข้าไปในป่า คุณพบชายคนหนึ่งกำลังใช้เลื่อยตัดต้นไม้อยู่ ท่าทางเขาเหนื่อยล้ามาก เหงื่อท่วมตัวเชียว

สตีเว่นถามว่า คุณทำอะไรอยู่หรือ

ชายผู้นั้นตอบว่า มองไม่เห็นหรือไง ผมกำลังตัดต้นไม้อยู่นะซี

ท่าทางคุณเหนื่อยล้าน่าดูเลย ตัดมานานเท่าไรแล้วละ

มากกว่า 5 ชั่วโมงแล้ว งานหนักน่าดูเลย

ทำไมไม่พักละ ผมว่าคุณหยุดพักแล้วก็ไปลับคมเลื่อยด้วยนะ เลื่อยของคุณมันทื่อน่าดูเลย

โอ๊ย ผมไม่มีเวลาที่จะไปลับคมเลื่อยหรอก เขาพูดอย่างอารมณ์เสีย ผมยุ่งและไม่มีเวลาลับมันหรอก”

เก้บอกว่า “เก้ Get แล้วคะ เอ้อ…แล้วที่เหลืออีกหกอุปนิสัยละคะ”

“เธอต้องไปซื้อหนังสืออ่านนะ แต่ว่าเราจะสรุปแบบย่อๆ ให้เธอฟัง

อุปนิสัยที่ 1 – Proactive เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักการวางแผนล่วงหน้าทั้งเรื่องงาน รวมทั้งเรื่องของอารมณ์ อย่าปล่อยให้เราต้องมีอารมณ์ตอบสนองต่อสิ่งเร้า แต่เราควรตอบสนองด้วยพื้นฐานเรื่องค่านิยม (Values) ของเรา

อุปนิสัยที่ 2 – Begin with the end in mind เราแต่ละคนต้องมีความชัดเจนของเป้าหมายสุดท้ายในชีวิตของเรา ว่าเราต้องการอะไร และดำรงชีวิตมุ่งไปตามนั้น แทนการปล่อยชีวิตดำเนินไปวันๆ

อุปนิสัยที่ 3 – Put first things first จากอุปนิสัยข้างต้นทั้งสอง เราก็จะดำเนินกิจกรรมตามลำดับความสำคัญก่อนหลัง

อุปนิสัยที่ 4 – Think win-win และในเมื่อมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เราต้องอยู่กันแบบที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

อุปนิสัยที่ 5 – Seek first to understand and then to be understood. ข้อนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฟังด้วยความเข้าใจ มิใช่แต่เพียงการได้ยิน

อุปนิสัยที่ 6 – Synergize ส่วนข้อนี้คือการที่หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสามนั่นเอง

เมื่อเธออ่านเล่มนี้จบแล้ว ก็ลองไปหาเล่มที่ดีของเขาอีกเล่มคือ The 8th Habit ก็น่าอ่านเช่นกัน”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *