การแก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะ

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะ
________________________________________

ในยุคปัจจุบันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ย่อมประสบกับปัญหาชีวิตด้วยกันทั่วทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่ว่าใครจะโชคดี โชคร้าย หรือแล้วแต่บุญบารมีที่ตนสร้างสมมา

ปัญหาชีวิตเกิดขึ้นได้ ๒ ทาง คือ

๑. ปัญหาชีวิตเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น เมื่อเศรษฐกิจทรงตัวหรือซบเซา ทำให้รายได้ของเราลดน้อยลง คนในสังคมมีการดิ้นรนแก่งแย่งกัน การเอาตัวรอด มีการจี้ การปล้น การลักขโมยกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคน ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างปัญหาชีวิตที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

๒. ปัญหาชีวิตเกิดจากปัจจัยภายใน คือปัญหาจากตัวเราเอง ซึ่งมีส่วนสำคัญมาก และสิ่งที่ทำให้ตัวเราเกิดปัญหา และเกิดทุกข์นั้น ก็คือ กิเลส นั่นเอง กิเลสตัวใหญ่มีด้วยกัน ๓ ตัว

กิเลสตัวแรก โลภะ ความอยากได้ อยากมี ความอยากเป็น มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อมีความโลภก็ต้องดิ้นรนแสวงหาต่อไปไม่สิ้นสุด ไม่มีวันจบสิ้น ต้องเหนื่อยยากลำบาก บางคนแสวงหาด้วยวิธีสุจริตไม่ได้ผล เลยแสวงหาด้วยวิธีทุจริตก็มี จึงหาความสงบสุขในชีวิตไม่ได้ จนกว่าเราจะลดความโลภลงได้จึงจะพบความสงบสุข

กิเลสตัวที่สอง โทสะ ความโกรธ ความคิดประทุษร้ายคนอื่น ความอาฆาตพยาบาทคนอื่น ความปองร้ายคนอื่น การอยู่ร่วมกันย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเหมือนลิ้นกับฟัน เราต้องให้อภัยซึ่งกันและกัน เพราะส่วนมากคนเราจะไม่มีเจตนาในการทำความชั่ว ไม่ตั้งใจทำความผิดพลาด ทุกคนมีโอกาสทำผิดพลาดกันได้ เหมือนสุภาษิตที่ว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง มีสองขาโด่เด่คงต้องโซเซไปบ้าง เราต้องให้โอกาสแก่คนอื่น หากเป็นผู้บังคับบัญชาต้องแนะนำตักเตือน เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ต้องสั่งสอน

ตัวที่สาม โมหะ ความเขลา ความไม่รู้ รู้ไม่แจ่มชัด ภาษาพระรู้ไม่จริง รู้ไม่ชัด รู้ไม่แจ้ง หรือเข้าใจไม่ชัดแจ้งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าไม่ฉลาด ความเขลา ความไม่ฉลาดเป็นปัญหาต่อชีวิตคนเรามาก ถ้าแก้ไม่หาย ชีวิตนี้อาจไม่พบความสุขความเจริญก้าวหน้าเลย เป็นผู้ที่ต้องปรับปรุงพัฒนาตัวเองมาก

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้แก้ปัญหาชีวิตดังนี้

แก้โลภะ ความโลภด้วยการให้บริจาค การรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้แก่บุคคลอื่น เป็นการแบ่งความสุขให้แก่คนอื่น พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เนกาสี ลัภเต สุขัง การบริโภคคนเดียวไม่มีความสุข หมายความว่า การทำให้ตนมีความสุขคนเดียว ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง การแบ่งความสุขให้คนอื่นเสวยสุขด้วยจึงเป็นความสุขที่แท้จริง นอกจากนี้การให้เป็นการลดกิเลส คือความโลภให้น้อยลง เมื่อกิเลสคือความโลภน้อยลง ความทุกข์ในก็ลดลง ปัญหาชีวิตก็จะลดลง มีปัญหาชีวิตน้อยลง ความสุขก็จะเกิดขึ้น

แก้โทสะ ความโกรธด้วยเมตตา คิดช่วยให้คนอื่นมีความสุข ปรารถนาดีต่อคนอื่น มองคนอื่นในแง่ดี เราควรคิดเสมอว่าไม่มีใครทำถูกทุกอย่างโดยไม่ผิดพลาด คนที่ทำอะไรไม่ผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย ฉะนั้น เมื่อมีการทำงานก็ต้องมีความผิดพลาด เราควรให้อภัยซึ่งกันและกัน คนขี้โกรธ ขี้อิจฉาริษยา ชอบมองคนอื่นในแง่ร้าย มองไม่เห็นคุณงามความดีของคนอื่น พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนคนมีไฟอยู่ในหัวใจ โดยตรัสเป็นภาษาบาลีว่า โทสัคคิ กิเลสตัวโทสะนี้ทำให้เราร้อนรุ่มอยู่ตลอดเวลา บางคนมองคนอื่นว่าเป็นศัตรูไปหมด หรือมองเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่น การกระทำของตนถูกคนเดียว อยู่ร่วมกับใครทำงานกับใครไม่ค่อยได้ ไม่มีความสุขในการทำงาน หากสร้างเมตตาจิตให้เกิดขึ้นได้ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะอยู่ร่วมกับใครก็จะมีแต่ความสุข เพราะเอาชนะโทสะได้

แก้โมหะ ความเขลาความไม่ฉลาดด้วยการเจริญจิตภาวนา ปฏิบัติธรรมกรรมฐานหรือการฝึกสมาธิ ท่านที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจะได้รับผล ๓ อย่าง คือ ได้สติ สมาธิ ปัญญา สิ่งแรกที่เราได้จากการฝึกสมาธิคือตัวสติ เป็นคนมีสติ ไม่หลงไม่ลืมง่าย อยากทราบเรื่องอะไรระลึกได้เสมอ ที่สำคัญคือเราเป็นคนรู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไร ต่อมาเกิดสมาธิ มีความตั้งใจแน่วแน่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วเกิดปัญญาว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นผิดหรือถูก เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิทำให้เกิดสติปัญญา คนมีสติปัญญาย่อมไม่โง่เขลา ย่อมแก้ไขปัญหาชีวิตได้ แก้โมหะด้วยการฝึกสมาธิหรือเจริญภาวนา จึงเป็นการแก้กิเลสตัวโมหะที่ถูกวิธีและได้ผล

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะอีกนัยหนึ่งคือ แก้ด้วยหลักการให้ทาน หลักศีล หลักสมาธิ และแก้ด้วยหลักปัญญา

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยหลักการให้ทาน คือการให้ การบริจาค การแบ่งปันผู้อื่น ช่วยเหลือผู้ที่เป็นทุกข์

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยหลักศีลคือ เอาศีล ๕ มาช่วยตัดสินปัญหา ไม่ใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา ยามโกรธยามทะเลาะกับคนอื่นก็ไม่ทำร้ายเขา พยายามแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ยามยากจนก็ไม่ลักขโมยสิ่งของคนอื่นมาเลี้ยงชีพ หรือไม่โกหกหลอกลวงคนอื่น ที่สำคัญคือ ไม่แก้ปัญหาชีวิตด้วยการดื่มสุรา ซึ่งมีหลายท่านชอบแก้ปัญหาชีวิตด้วยสุรา เสียใจดื่มเหล้า จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะคนเมาเหล้าคือคนขาดสติ เมื่อขาดสติ สมาธิ ปัญญาก็ไม่เกิด ไม่มีสติปัญญาก็แก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ ต้องแก้ด้วยหลักศีลคือไม่ดื่มเหล้า จะได้มีสติปัญญาไปแก้ปัญหาชีวิต

แก้ปัญหาชีวิตด้วยหลักสมาธิคือ การทำอะไรก็ตั้งใจทำ แน่วแน่ เที่ยงแท้ ไม่มีความลังเลสงสัย มีจิตใจที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรเปลี่ยนง่ายๆ ไม่โลเลเหลวไหลเป็นไม้หลักปักเลน ทำอะไรทำจริง ไม่นิ่งนอนใจ ที่กล่าวมานี้เป็นผลของการฝึกทำสมาธิทั้งสิ้น คนที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจะเป็นคนลักษณะนี้ สมาธิจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้มาก เพราะคนไม่มีสมาธิหรือคนไม่เคยฝึกสมาธิจะเป็นคนเปลี่ยนใจง่าย ไม่มั่นคง เป็นคนลังเล บางครั้งก็เหลวไหล นิสัยเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ สมาธิจึงมีความสำคัญและจำเป็นต่อการแก้ปัญหาชีวิต

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยปัญญา ปัญญานั้นมี ๓ ระดับ คือ

๑. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน การได้ยินได้ฟังมามาก จากประสบการณ์ชีวิต
๒. จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากความคิด การใช้วิจารณญาณเรื่องที่พบเห็น
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฝึกฝน การฟังบ่อยๆ การทำให้ชำนาญ หรือการฝึกฝนอบรมจนชำนาญ การทำบ่อยๆ จนเกิดผลปรากฎ เป็นปัญญาความรู้ที่เกิดจากการทดลองหรือผ่านการพิสูจน์มาแล้ว

ปัญญาที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันหมายถึงปัญญาข้อ ๓ ปัญหาที่เกิดจากการทดลองหรือผ่านการพิสูจน์มาแล้ว เป็นปัญญาที่เกิดต่อจากการฝึกสมาธินั่งเอง เพราะก่อนที่ปัญญาจะเกิดขึ้นได้เราต้องฝึกสมาธิจนชำนาญหรือได้ผลเสียก่อน การฝึกสมาธินั้นจะเกิดผลตามลำดับดังกล่าวมาแล้ว แต่ขอกล่าวซ้ำอีกคือ

อันดับแรกจะเกิดสติ มีสติดี สติไม่ขาด เมื่อสติไม่ขาด สมาธิจะเกิดขึ้น ครั้นสมาธิมีกำลังมากขึ้นจนจิตสงบปัญญาก็จะเกิด ขณะที่จิตสงบ เราสามารถจะคิดค้นหรือคิดแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งได้ผลดีกว่าขณะที่จิตไม่สงบ ถ้าจิตไม่สงบมักจะคิดไม่ออกหรือคิดแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ เรียกตามภาษาพระว่า ปัญญาไม่เกิด เพราะฉะนั้นปัญญาความรู้ความคิดดีๆ จะเกิดขึ้นหลังจากจิตเป็นสมาธิ คนที่จิตมีสมาธิจึงเป็นคนมีเหตุมีผล มีหลักการ มีหลักเกณฑ์ ยึดความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ เรียกว่ามีปัญญา

เพราะฉะนั้นเมื่อมีปัญหาชีวิตหรืออุปสรรคชีวิตเกิดขึ้น เขาย่อมสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ดีกว่าคนอื่น และการแก้ปัญหาด้วย ปัญญานั้นทางพระพุทธศาสนายึดหลักการที่ว่า

“ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีสาเหตุหรือต้นเหตุ เราต้องค้นหาต้นเหตุของปัญหานั้นให้พบ แล้วแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั้น จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ถูกต้องและถูกจุด” นี้เป็นลักษณะของการแก้ปัญหาแบบอริยสัจ ๔ เป็นคุณธรรมระดับปัญญา คือศึกษาให้รู้ข้อมูลและต้นเหตุแห่งทุกข์เสียก่อน จึงจะรู้วิธีดับทุกข์ คือดับที่ต้นเหตุของมันจึงจะพ้นทุกข์

การแก้ปัญหาแบบอริยสัจ ๔ สามารถนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ลักษณะนี้เป็นการแก้ปัญหาด้วยปัญญา

สรุปได้ว่า หากคนไทยสมัยปัจจุบันเขาหาพระ ใกล้ชิดพระศาสนา ประพฤติปฏิบัติธรรมมากว่านี้ แล้วนำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาช่วยแก้ปัญหาชีวิต เป็นการ “แก้ปัญหาชีวิตแบบพุทธ” หรือ “แก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะ” ดังกล่าวมาข้างต้น สังคมไทยจะสงบสุขกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอนดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ธัมมะจารี สุขัง เสติ แปลว่า ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่อย่างมีความสุข หมายความว่า ผู้ดำรงชีวิตด้วยธรรมะ แก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะ ย่อมอยู่อย่างมีความสุข

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *