การสื่อสารกับตัวเอง

การสื่อสารกับตัวเอง

ในชีวิตปกติของคนเรา ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งนอนหลับ เราจะมีการสื่อสารกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ผ่านทางจิตสำนึกภายใน การสื่อสารพูดคุยและบอกตัวเองดังกล่าวเป็นกลไกที่น่าสนใจสำหรับพฤติกรรมของคนที่แสดงออกมา ทั้งนี้มีความเชื่อว่าการสื่อสารกับตัวเองนั้นจะส่งผลไปสู่ระบบประสาทและทำให้คนเราแสดงออกไปตามรูปแบบของข้อมูลที่ระบบประสาทรับมา เช่นถ้าเราบอกกับตัวเองว่าเบื่อ ระบบประสาทก็จะส่งสัญญาณไปยังร่างกายให้อ่อนล้า ขี้เกียจ แต่ถ้าเราสื่อสารกับตนเองว่าสนุก ระบบประสาทก็จะส่งสัญญาณไปยัง่างกายให้ลุกขึ้น กระฉับกระเฉง แต่กระบวนการตรงนี้มันเกิดขึ้นภายในอย่างรวดเร็วจนเราอาจจะสังเกตไม่เห็น
ในการบรรยายหลักสูตรเกี่ยวกับหัวหน้างานหลายครั้ง ผมมักจะให้ผู้เข้ารับการอบรมทำกิจกรรมอย่างหนึ่งเพื่อชวนคิดเกี่ยวกับเรื่องวิธีคิด โดยการถามง่ายๆ ว่าให้ทุกคนระบุสิ่งที่ต้องการ อยากได้มากๆ มาสิ่งหนึ่ง แล้วบอกเหตุผลกับตัวเองว่าฉันทำไม่ได้หรอก เพราะอะไร หลังจากนั้นก็จะให้ทุกคนบอกเหตุผลกับตัวเองอีกว่าฉันทำได้ เพราะอะไร ซึ่งสิ่งที่พบโดยส่วนใหญ่พบว่าผู้เข้ารับการอบรมจะสามารถให้เหตุผลในฝั่งที่ทำไม่ได้ มากกว่าเหตุผลในฝั่งที่บอกว่าทำได้ ประเด็นที่น่าสนใจคือทำไมคนส่วนใหญ่จึงมีวิธีคิดและให้เหตุผลกับตัวเองว่าทำไม่ได้มากกว่าเหตุผลว่าตนเองทำได้
หากเราย้อนกลับไปดูพัฒนาการของคนตั้งแต่วัยเด็ก เราจะเห็นว่าเด็กตัวเล็กๆ ในระหว่างที่เขากำลังหัดกินหัดเดิน ธรรมชาติจะสอนให้เขาพยายามทำให้ได้ เด็กเล็กๆ ที่หัดเดินก็ต้องล้มลุกๆ อยู่บ่อยๆ จนกระทั่งเขาเดินได้คล่อง รวมถึงการหัดกิน ซึ่งหากเราสังเกตก็จะพบว่าพ่อแม่แทบทุกคนก็จะคอยเป็นกำลังใจให้กับลูกตนเอง และเสริมย้ำตลอดว่าลูกทำได้ๆ และเด็กๆ เขาก็พยายามทำจนทำได้ สิ่งที่ผมอยากชวนพิจารณาเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมก็คือเมื่อคนเราค่อยๆ โตขึ้นมา มันมีกระบวนการกล่อมเกลาต่างๆ ที่เริ่มบอกว่าเราทำไม่ได้ ไม่ให้ทำ ห้ามทำ จนสิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เราหลายคนมีวิธีคิดแบบทำไม่ได้มากกว่าวิธิคิดแบบทำได้โดยไม่รู้ตัว
หลายท่านที่เคยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์หรืออาจเคยอ่านหนังสือเกี่บวกับเรื่องการกระจายความมั่งคั่งในโลกนี้รวมถึงในประเทศไทย ที่มักจะมีข้อมูลชัดเจนว่าคนที่ร่ำรวยจำนวน 20% นั้นสามารถครอบครองทรัพย์สินถึง 80% ของทรัพย์สินทั้งหมด ในขณะที่คนอีก 80% ซึ่งอาจเรียกว่าคนจนกลับต้องมาเฉลี่ยทรัพย์สินที่เหลือเพียง 20% ซึ่งตรรกะตรงนี้หากเราได้มีโอกาศพูดคุยกับคนรวย หรือคนที่มีฐานะ โอกาศดีในสังคม เราจะพบว่าเกือบทุกคนจะมีวิธีคิดแบบทำได้ พวกเขาจะเป็นนักแสวงหาโอกาศ และชอบเสี่ยง เพราะพวกเขาสื่อสารกับตัวเองตลอดเวลาว่าฉันทำได้ ในขณะที่คนที่เหลือโดยส่วนใหญ่ก็จะมีวิธีคิดแบบตรงข้าม นั่นคือการคิดว่าฉันทำไม่ได้หรอก ฉันไม่มีความสามารถ ซึ่งวิธีการสื่อสารแบบนี้ก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออกอีกด้านหนึ่งที่ตรงข้ามกับประเภทแรก และนี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การกระจายรายได้ในโลกนี้เป็นอย่างที่เราเห็นกัน
วิธีคิดจึงเป็นที่มาของพฤติกรรมการแสดงออกและความสำเร็จในการทำงานและชีวิต ดังนั้นหัวหน้างานจึงต้องเข้าใจในเรื่องดังกล่าวและฝึกที่จะคิดแบบทำได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเพื่อเราผ่านกระบวนการถูกทำให้คิดแบบทำไม่ได้มามากกว่าการทำให้คิดแบบทำได้ ทั้งนี้เพราะหัวหน้างานเป็นบุคคลที่จะต้องนำทีม หากหัวหน้าทีมไม่คิดแบบทำได้ ก็จะไม่สามารถหาทางออกหรือวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ได้
สุดท้ายอยากจะฝากประโยคอมตะของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก นั่นคืออัลเบอร์ต ไอสไตล์ ซึ่งกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าประทับใจ โดยท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า “ จงใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในทุกความเป็นไปได้ ” นั่นคือการให้คิดแบบหาโอกาศ ไม่ว่าโอกาสนั้นจะเล็กหรือจะใหญ่ แต่ก็ขอให้เราคิดว่ามันทำได้และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ไปในโอกาสเหล่านั้น

ที่มา : www.readypremium.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *