การศึกษาในความคิดของ 'บิล เกตส์'

การศึกษาในความคิดของ “บิล เกตส์”
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มีนาคม 2548
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยคงได้ยินเรื่องที่นิตยสารฟอร์บส์ จัด บิล เกตส์ ให้เป็นอภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลกเป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน ในกลุ่มอภิมหาเศรษฐีซึ่งมีทรัพย์เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ นั้น มีคนไทยรวมอยู่ด้วย 3 คน เรื่องนี้ไม่เป็นที่กล่าวขวัญกันแพร่หลายในสหรัฐ เพราะความร่ำรวยของบิล เกตส์ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชาวอเมริกัน
อย่างไรก็ตาม สองสัปดาห์ก่อนนั้นเขาถูกวิพากษ์อย่างกว้างขวาง เมื่อเขาไปกล่าวปาฐกถาในการประชุมของผู้นำสูงสุดด้านการศึกษาชั้นมัธยมของสหรัฐ
ก่อนเล่าต่อไปขอสารภาพว่า ผมเป็นผู้นิยมชมชอบอภิมหาเศรษฐีบิล เกตส์ แต่ไม่ใช่เพราะความร่ำรวยของเขา หากเพราะการกระทำบางอย่างและแนวคิดของเขา ซึ่งผมนำมาเล่าไว้ในหนังสือชื่อ “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” (บิล เกตส์ คือ “กระทิง” ส่วน “เสือ” ได้แก่ นักกอล์ฟลูกครึ่งไทยไทเกอร์ วู้ดส์ “สิงห์” คือพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส และ “แรด” คืออดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน)
ดังที่เราทราบกัน นายกฯ ทักษิณ คงสนใจในความคิดของบิล เกตส์ มากจึงแนะนำให้คนไทยอ่านหนังสือของบิล เกตส์ ชื่อ The Road Ahead และ Business @ the Speed of Thought (สำหรับผู้สนใจในหนังสือ 2 เล่มนี้แต่ไม่มีเวลาอ่าน ผมได้นำแนวคิดในด้านการศึกษาของบิล เกตส์ ในหนังสือเล่มแรกมาเล่าไว้ใน “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” และได้นำแก่นของเรื่องที่ 2 ซึ่งเน้นการบริหารจัดการมาเล่าและวิจารณ์ไว้ในหนังสือเรื่อง “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์”)
อาจเป็นที่ทราบกันแล้วว่า บิล เกตส์ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่เพราะเขาทึบ หากเพราะเขาปราดเปรื่องเกินกว่าที่จะต้องเสียเวลาไปนั่งฟังอาจารย์เป็นชั่วโมงๆ สอนเนื้อหาซึ่งเขาสามารถทำความเข้าใจได้ ภายในไม่กี่นาที เขาศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองจนแตกฉาน ในหลายแขนงวิชา เขาสนใจเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ
บิล เกตส์ พูดว่าอะไรจึงทำให้ถูกวิพากษ์อย่างกว้างขวาง
เขาพูดตอนหนึ่งว่า “โรงเรียนมัธยมของอเมริกาล้าสมัย …เพราะมันไม่สามารถสอนให้เด็กรู้สิ่งที่เขาต้องรู้ในยุคนี้ …โรงเรียนมัธยมของเราออกแบบเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เพื่อสนองความต้องการของโลกยุคนั้น หากเราไม่ออกแบบโรงเรียนใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของศตวรรษที่ 21 เราจะยังคงจำกัด หรืออาจทำลาย ชีวิตของชาวอเมริกันเป็นล้านคนทุกปี
ปัจจุบันนี้ เพียงหนึ่งในสาม ของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมมีความพร้อมที่จะไปเรียนในขั้นอุดมศึกษา ทำงานและเป็นประชาชนที่ดี อีกสองในสามซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ และชนกลุ่มน้อยไม่พร้อม ที่จะเรียนมหาวิทยาลัย หรือทำงานที่มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว…เด็กผิวขาวที่ร่ำรวยเรียนวิชาพีชคณิตระดับ 2 ในขณะที่เด็กยากจนจากชนกลุ่มน้อยเรียนเพียงการบวกลบ…
เรามีข้ออ้างเพียง 2 ข้อที่ทำให้เราไม่ยอมให้เด็กจากชนกลุ่มน้อยเรียนวิชายากๆ นั่นคือ เราคิดว่าพวกเขาเรียนไม่ได้ หรือไม่ก็คิดว่าพวกเขาไม่มีค่าพอที่จะได้รับสอนวิชายากๆ ข้ออ้างแรกไม่มีฐานในด้านความเป็นจริง ส่วนข้ออ้างที่ 2 ผิดจรรยาบรรณ…อเมริกาจะต้องเลิกจัดสรรปันส่วนการศึกษาแบบนี้
เราเป็นผู้ออกแบบโรงเรียน ฉะนั้นเราออกแบบมันใหม่อีกได้…โรงเรียนแบบใหม่จะต้องให้เด็กทุกคนเรียนวิชายากๆ เหมือนกัน….เด็กทุกคนจะได้พร้อมที่จะเรียนระดับอุดมศึกษา เด็กทุกคนควรมีโอกาส…”
ผู้อ่านคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 14 และ 21 ม.ค.ที่ผ่านมาอาจจำได้ว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากห่วงใยในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของเขา เพราะผลการทดสอบบ่งว่า เด็กอเมริกันสู้เด็กจากหลายประเทศไม่ได้ ในโลกยุคไร้พรมแดนชาวอเมริกันเกรงว่า ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะแพ้การแข่งขันซึ่งนับวันจะเข้มข้นยิ่งขึ้น
เรื่องนี้มีคนพูดถึงเสมอ แต่ใครพูดก็ดูจะไม่เป็นข่าวเท่ากับบิล เกตส์ จริงอยู่ความเป็นอภิมหาเศรษฐีของเขาอาจมีส่วนทำให้คำพูดของเขาเป็นข่าว แต่ผมคิดว่านั่นคงไม่สำคัญเท่ากับที่คนอเมริกันศรัทธาในความปราดเปรื่องและแนวคิดของเขา
นอกจากนั้น บิล เกตส์ ไม่พูดแต่ปาก หากลงมือทำด้วย เขาได้บริจาคเงินเพื่อช่วยการศึกษาในสหรัฐ แล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนมากเพื่อช่วยให้โรงเรียนด้อยโอกาสมีเทคโนโลยีทันสมัย (ผู้ติดตามเรื่องของบิล เกสต์ อาจจำได้ว่า เขาบริจาคเงินเพื่อการกุศลแล้วหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และสัญญาว่า จะบริจาคทรัพย์ของเขาถึง 95% เมื่อเขาจากโลกนี้ไป ผู้ที่ต้องการรู้เรื่องการบริจาคเงิน สำหรับช่วยคนทั่วโลกของเขา อาจเข้าไปดูในเวบไซต์ชื่อ www.gatesfoundation.org)
ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อหาที่เขาพูดคงทำให้ชาวอเมริกัน สั่นสะเทือนชนิดถึงโพรงกระดูก ชาวอเมริกันมักเชื่อในความทันสมัยของเขา แต่บิล เกตส์ บอกว่า พวกเขาล้าสมัยชนิดคร่ำครึ (obsolete) ชาวอเมริกันมักเชื่อในความเสมอภาคของเขา แต่บิล เกตส์ แย้งว่า ไม่ใช่ คนผิวขาวที่ร่ำรวยเท่านั้นจึงจะมีโอกาสสูง นอกจากนั้นโรงเรียนยังไม่เต็มใจให้การศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสอย่างเต็มที่ เพราะรังเกียจพวกเขา หรือไม่ก็คิดว่าพวกเขาไม่สามารถเรียนสิ่งอยากๆ ได้ นั่นเป็นการประณามสังคมอเมริกันขั้นรุนแรงที่สุด
ฟัง บิล เกตส์ แล้วหันมามองเมืองไทย เราเพิ่งได้ รมช.ศึกษาคนใหม่ซึ่งจะทำงานกับรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีคนเก่า พวกเขาจะคิดเช่น บิล เกตส์ บ้างหรือเปล่า พวกเราคงไม่สามารถหยั่งรู้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าระบบการศึกษาพื้นฐานของสหรัฐคร่ำครึ ให้โอกาสเด็กไม่เท่าเทียมกัน และยังเลี่ยงการสอนวิชายากๆ แก่เด็กเป็นส่วนใหญ่ การศึกษาของเราเป็นอย่างไรโดยเฉพาะถ้าเราจะมุ่งให้เด็ก “เรียนอย่างมีความสุข” ตามที่ รมช.พูดบ่อยๆ หรือไม่
หรือผลจะเป็นอย่างไรหากเราไม่ต้องการให้เด็กเครียด เพราะเรียนมากและมีการบ้านมากตามที่รัฐมนตรีพูดหลายครั้ง นึกหรือว่า ถ้าผู้นำยังคิดเช่นนี้เด็กไทยจะมีโอกาสพาประเทศชาติไปถึงโลกที่ 1 ไม่ตกจากโลกที่ 3 ไปอยู่โลกที่ 4 ก็น่าจะคิดว่าดีแล้วกระมัง
หากรัฐบาลต้องการพัฒนาประเทศจริงๆ ผมเสนอให้ยกการปรับปรุงการศึกษาแบบบูรณาการเป็นวาระแห่งชาติเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่หนึ่งในไม่รู้กี่อย่างดังที่เป็นมาในช่วง 4 ปีที่แล้ว เพราะหากหลายสิบอย่างสำคัญ จนเป็นวาระแห่งชาติกันหมดก็เท่ากับไม่มีอะไรสำคัญกว่ากัน การกระทำเช่นนั้นอาจได้ผลทางการเมือง แต่ผิดหลักบริหารจัดการอย่างร้ายแรง
หากเรายังเอาอนาคตของเด็ก ซึ่งเท่ากับอนาคตของชาติมาคลุกกับการเมือง ชาติของเราจะไปทางไหนคงไม่ต้องพูดถึง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *