การมองโลกในด้านบวกเกิดขึ้นได้อย่างไร

การมองโลกในด้านบวกเกิดขึ้นได้อย่างไร
คนเราทุกคนมีปัญหามากมายขึ้นอยู่กับว่าปัญหานั้นเล็กหรือใหญ่ เราลองปรับเปลี่ยนความคิดในการมองเรื่องร้ายและมาลองปรับเปลี่ยนความคิดมองปัญหาในด้านบวกบ้าง จะทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
คนเราโดยส่วนใหญ่แล้วจะชอบมองโลกในด้านลบมากกว่าด้านบวก ซึ่งนายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคงได้มองเห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายจากตัวเรา และได้นำปัญหาเรานั้นมาเขียนลงหนังสือ และปรับความคิดให้คนเราใหม่ โดยการให้เราได้มองโลกที่เราเจอแต่ปัญหาแย่ๆนั้น กลับกลายมาเป็นการมองโลกในด้านบวกแทน ในบทความนี้ ดิฉันได้ยกเรื่องมาหนึ่งเรื่องคือ
การมองโลกในด้านบวกเกิดขึ้นได้อย่างไร
ทำไมคนเราแต่ละคนจึงมีมุมมองต่อโลกที่แตกต่างกัน การมองโลกในแง่บวกจึงมิได้ขึ้นอยู่กับฐานะการเงินหรือสภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของคนคนนั้น ที่ผสมผสานกับปัจจัยภายนอกที่เขาพบเจอซึ่งสามารถแจกแจงได้ดังนี้
1. ปัจจัยพื้นฐานของร่างกาย (Physiologic Factor) โดยเฉพาะด้านความผ่อนคลาย การมีความสุขได้ง่าย ปัจจัยพื้นฐานนี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากพันธุกรรม ถ้าแนวคิดที่ว่าการตายแล้วเกิดใหม่ หรือการสืบทอดของการพัฒนาการในแต่ละภพชาติที่มีอยู่จริง อิทธิพลของบุญกรรมอาจนำมาซึ่งระบบร่างกายที่ดีหรือไม่ดีในชาตินี้ก็ได้
โดยสรุปแล้ว ระบบร่างกายที่ผ่อนคลายมีแนวโน้มที่จะทำให้คนเรามองโลกด้านบวกได้ดีขึ้น ตรงกันข้าม คนใจร้อน อารมณ์ร้าย ก็ย่อมมองโลกในด้านบวกได้ยากนั่นเอง
2. การเลี้ยงดูจากพ่อแม่
ผลจากการเลี้ยงดูนั้นเกิดได้จาก 2 กระบวนการ คือ
1. การอบรมสั่งสอนอย่างตรงไปตรงมา โดยอาจเป็นการพูดแนะนำ (เช่น กรณีสอบตกก็บอกว่ายังมีโอกาสแก้ตัวใหม่) การยกตัวอย่างเล่านิทานเป็นคติสอนใจ ฯลฯ
2. การสอนโดยทางอ้อม ได้แก่ การกระทำต่างๆ (เช่น ท่าทีเห็นใจ ตบบ่าให้กำลังใจเมื่อลูกผิดหวัง) การเป็นแบบอย่างในการเผชิญปัญหา/อุปสรรค เช่น แม้จะมีหนี้สินแต่พ่อแม่ก็พยายามเก็บเงินเพื่อปลดหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมองว่าหนี้สินจะหมดไปในที่สุด
การเลี้ยงดูจากพ่อแม่นี้เป็นปัจจัยที่สำคัญในการปรับสมดุลให้เด็กมีความผ่อนคลาย สามารถมองในด้านบวก มองอนาคตในแง่ดี ซึ่งจะทำให้มีกำลังใจในการเอาชนะปัญหา/อุปสรรคต่อไป ตรงกันข้าม หากถูกเลี้ยงดูในสภาพของการตำหนิว่ากล่าวโดยไม่ให้โอกาสแก้ไขตนเอง การถูกสบประมาทหรือเอาเรื่องเก่าที่ไม่ดีมาพูดถึงอยู่เรื่อยๆ ก็จะเป็นการสร้างความรู้สึกว่าตนเองด้อยค่า ขาดความเชื่อมั่นศรัทธาในตนเอง
3. ประสบการณ์และการเรียนรู้ในสังคม คำว่าสังคมในที่นี้อาจเป็นโรงเรียน วัด ชุมชน ซึ่งมีผลต่อการมีโลกทัศน์
การที่สื่อมวลชนอย่างหนังสือพิมพ์มีแต่ข่าวอันเลวร้าย ตัวอย่างที่ไม่ดี ก็จะทำให้ผู้อ่านค่อยๆ ซึมซับเอาความ “ธรรมดา” ในการทำผิด รวมทั้งการมองคนอื่นในด้านลบ หนักเข้าก็เป็นในทำนอง “เราไม่เอาเปรียบเขา เขาก็เอาเปรียบเรา”
อย่างไรก็ตาม สิ่งแวดล้อมที่ส่งผลด้านบวกก็มีอยู่ไม่น้อย รายการการ์ตูนที่สอนคุณธรรม การช่วยเหลือกัน การยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาดของตน ก็จะช่วยเสริมการเป็นคนที่รู้จักปรับปรุงตนเอง มองตนเองด้านบวกกว่าจะดีขึ้น เก่งขึ้น มองอนาคตว่ามีความหวัง มีกำลังใจ
โดยสรุปแล้ว หากเด็กคนหนึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มองโลกในด้านบวก เขาก็ควรมีพื้นฐานร่างกาย (Physiology) ที่ผ่อนคลายไม่ว่องไวจนเกินไป มีพ่อแม่ที่อารมณ์เย็นพอสมควร สามารถสั่งสอนโลกทัศน์ด้านบวกได้ และถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้น สังคมที่เขาอยู่ก็ควรเป็นสังคมเกื้อกูล ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหานั่นเอง
จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นนั้นยากที่จะหาได้จนครบ เราจึงมีผู้ที่ “ป่วยทางความคิด” อยู่มากมาย บ้างก็มองตนเองในแง่ร้าย มองไม่เห็นคุณค่าตนเอง บ้างก็มองสังคมและสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันเลวร้าย ผู้คนไม่น่าคบหา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นและการทำงานที่ด้อยประสิทธิภาพ
การมีวิธีคิดที่ถูกต้อง สามารถมองโลกอย่างเกิดประโยชน์ เป็นสิ่งที่สวามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้
จากข้อมูลที่ได้จากหนังสือมีดีบ้างไหม(โดยนายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง)
จากความคิดของดิฉันแล้ว ดิฉันถือว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลยทีเดียว เพราะว่าในหนังสือเล่มนี้จะสอนให้เรามองโลกในด้านบวกมากขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนจะมองว่า ปัญหาของตนเองเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณลองอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว คุณจะพบได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณนั้นกลายเป็นปัญหาที่เล็กเลยทีเดียว จากที่ดิฉันได้อ่านหนังสือนี้แล้ว ดิฉันก็ได้เอาเรื่องบางเรื่องมาใช้เหมือนกัน และทำให้ดิฉันได้ปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กลายเป็นด้านบวกมากขึ้น ดังเรื่องที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างมาให้อ่านนี้ ก็สามารถให้เรามองโลกในด้านบวกได้มากขึ้นเหมือนกัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *