การพัฒนาผู้นำ สไตล์ แจ็ค เวลซ์

การพัฒนาผู้นำ สไตล์ แจ็ค เวลซ์ (วิฑูรย์ สิมะโชคดี)
แจ็ค เวลซ์ (Jack Welch) คือ หนึ่งในบรรดาผู้บริหารระดับสูงสุด หรือ CEO (Chief Executive Officer) ที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงก้องโลก คือพูดได้ว่า ไม่มีหนังสือที่เกี่ยวกับ CEO เล่มไหนในโลกที่ไม่อ้างถึงแนวคิดและวิธีการบริหารจัดการของเขา
แจ็ค เวลซ์ จึงเป็น “ต้นแบบ” ที่ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างยึดถือเป็นแบบอย่าง
แจ็ค เวลซ์ เป็น CEO ของบริษัท General Electric หรือ จีอี (GE) เมื่อปี ค.ศ.1981 จนทำให้ GE ได้ชื่อว่าเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกที่มีผลประกอบการดีเด่นและมีโปรแกรมที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการพัฒนาผู้บริหารให้เป็น “ผู้นำระดับยอดเยี่ยม” เขามักจะพูดเสมอๆ เมื่อให้สัมภาษณ์ว่า “ผมไม่ได้บริหาร แต่ผมนำ GE ต่างหาก”
เขาเน้นย้ำตลอดเวลาว่า สิ่งที่ทุกองค์กรจะต้องให้ความสำคัญก็คือ การดึงดูด “ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีศักยภาพในการเป็นผู้นำ (The Best and the Brightest) ให้เข้ามาร่วมทำงานกับองค์กร และต้องพัฒนาผู้ที่มีศักยภาพเหล่านั้น ด้วยโครงการการพัฒนาผู้นำอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์สำคัญที่ GE ใช้ ในเรื่องของ “การพัฒนาผู้บริหาร” หรือ “การพัฒนาบุคลากร” พอจะสรุปได้ดังนี้
กลยุทธ์ที่หนึ่ง คือ การหมุนเวียนโยกย้ายผู้บริหารไปยังหน่วยงานต่างๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้บริหารเกิดการเรียนรู้และเข้าใจงานใหม่ๆ พร้อมๆกับการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายกำแพงหรืออาณาจักรของแต่ละหน่วยงานที่มักแบ่งกันทำแบบแยกส่วน เพื่อสร้างจิตสำนึกในการประสานงาน และสร้างทักษะในการบูรณาการงานต่างๆ ด้วย
กลยุทธ์ที่สอง คือ การแต่งตั้งผู้บริหารของ GE โดยยึด “หลัก 4 E” อันได้แก่ Energy (เป็นผู้ที่มีพลังเหลือเฟือ) Energize (เป็นผู้ที่สามารถเสริมพลังให้คนอื่นได้) Edge (เป็นผู้ที่มีวิญญาณของการแข่งขัน) และ Executive (เป็นผู้ที่มุทำงานจนสำเร็จ)
กลยุทธ์ที่สาม คือ การจัดให้ผู้บริหารและผู้จัดการทุกคนเข้าฝึกอบรมในหลักสูตร “Workout” เพื่อให้ผู้บริหารมีทักษะในการจับประเด็นต่างๆ ได้เร็ว และสามารถร่วมคิดร่วมทำงานกับผู้ใต้บังคับบัญชาจนได้แนวทางแก้ปัญหาภายในเวลาอันสั้น
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร Workout ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและเพื่อนร่วมงาน รวมถึงพนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมกันในการระบุปัญหาและเสนอแนวความคิดในการแก้ปัญหาให้กับบริษัท โดยถือว่าผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าหลักสูตรนี้จะเป็นผู้ที่มีอนาคตใน GE
ทุกๆอาทิตย์ จะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระหว่างผู้บริหารและผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น หรือเพื่อเจาะลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น การลดต้นทุน หรือการออกสินค้าตัวใหม่ โดยการระดมสมองเพื่อเสนอแนวทางในการจัดการกับปัญหานั้นๆ หรือเสนอไอเดียใหม่ๆ
ผลสรุปหรือแนวทางดำเนินการที่ได้จากการระดมสมอง จะทำให้ผู้บริหารมีเพียง 3 ทางเลือก คือ เห็นด้วยกับผลสรุปและนำไปปฏิบัติจริงต่อไป ปฏิเสธผลสรุป หรือขอข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม
กลยุทธ์ที่สี่ คือ การให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของพนักงาน โดย แจ็ค เวลช์ ตอกย้ำเสมอว่า ความคิดเห็นของทุกคนมีความสำคัญทั้งสิ้น คือ ถ้ามีกัน 3 คน เขาก็ต้องการ 3 ความเห็น ถ้ายึดเอาเฉพาะของผู้ที่ออกคำสั่ง ก็จะได้แต่ความคิดเห็นของผู้บริหารเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่เขาต้องการความคิดเห็นจากคน 3 คนมากกว่า

กลยุทธ์ที่ห้า คือ การสร้าง “ศูนย์พัฒนาผู้นำ” ที่ดีที่สุดในโลก โดยการส่งผู้บริหารและผู้จัดการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ ๆ ปีละกว่า 10,000 คน เข้าฝึกอบรมในหลักสูตร “คุณภาพระดับ Six Sigma” เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ที่ศูนย์ดังกล่าว
ที่ศูนย์พัฒนาผู้นำนี้ ยังมีหลักสูตรชั้นสูงสำหรับผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการพัฒนาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารจากทั่วโลกได้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย
กลยุทธ์ที่หก คือ การสนับสนุนให้ผู้เข้าอบรมได้แสดงออกถึงแนวความคิดเห็นต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเด็นที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ หากไม่เห็นด้วย ก็ต้องเสนอทางเลือกให้แก่บริษัทด้วย
กลยุทธ์ที่เจ็ด คือ ผู้จัดการทั้งหมดกว่า 25,000 คน ของ GE จะ ถูกทำการประเมินผลด้านการบริการและผลการปฏิบัติงาน โดยแบ่งผลการประเมินเป็น 5 ระดับ (เกรด) คือ ผลงานยอดเยี่ยมระดับสุดยอด (เกรดA ) 10% ระดับต่ำลงมา 15% ผลงานระดับกลาง (เกรด B) 50% ระดับต่ำกว่าระดับกลาง 15% และผลงานระดับต่ำสุด (เกรด C) 10% โดยผู้บริหารที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับสูงสุด (เกรด A) เท่านั้นที่จะถูกจัดเข้าอยู่ใน “ทำเนียบ” ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อของผู้ที่อยู่ในข่ายจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ส่วนผู้ที่ถูกจัดอยู่ในระดับต่ำสุด (เกรดC ) จะอยู่ในขั้นที่ถูกพิจารณาให้โยกย้ายหรือให้ลาออกไป
แจ็ค เวลช์ ย้ำเสมอว่า “ไม่มีที่นั่งสำหรับคนที่ไม่อยู่ในเกรด A”
เหตุผลที่ GE ต้องการแต่ผู้บริหารและพนักงานระดับเกรด A เท่านั้นก็เพราะผู้คนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในคุณค่าของบริษัท ทำงานอย่างทุ่มเทและไม่มีข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ แจ็ค เวลช์ บอกว่า “ดีที่สุดในโลก”
เขามีความเชื่อมั่นว่า ผู้บริหารและพนักงานระดับเกรด A จะอุทิศตนให้กับบริษัท และเป็นพวกที่จะพัฒนาปรับปรุงตนเองอยู่เสมอเขาจึงต้องการส่งเสริมพนักงาน เกรด A ให้เป็นผู้บริหาร และเขาจะผลักดันให้ผู้บริหารเหล่านี้รับและดูแลเฉพาะพนักงานเกรด A ต่อ ๆ กันไปเช่นกัน
แม้ว่าพนักงานของ GE จะไม่ได้จัดอยู่ในเกรด A หมดทุกคนแต่เขาก็ให้โอกาสแก่กลุ่มเกรด B ที่มีความขยันขันแข็ง สามารถปรับปรุงและยกระดับตัวเองให้เห็นต่อไป เขาบอกว่าพนักงานกลุ่มเกรด B นี้ ควรจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหัวหน้างานอย่างใกล้ชิด
ส่วนพนักงานกลุ่มเกรด C นั้น จะถูกพิจารณาส่งไปอยู่บริษัทอื่น (เพื่อพวกเขาจะอยู่รอดต่อไปอย่างสบาย) แต่ถ้าให้ออกจากบริษัทไปได้เร็วเพียงใด ก็ยิ่งจะดีกับตัวพนักงานคนนั้นเอง
ทั้งหมดทั้งปวงในสไตล์ของการพัฒนาผู้นำและการบริหารบุคลากรของ แจ็ค เวลช์ ข้างต้นนี้ ในทัศนะของผมแล้ว ผมคิดว่าการนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรธุรกิจ (และราชการ) ของบ้านเรา อาจจะมีปัญหาอุปสรรคไม่น้อย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยใจคอและวัฒนธรรมแบบไทย ๆ
ยิ่งในประเด็นที่จะเลือกไว้แต่ “ผู้บริหารหรือพนักงานเกรด A” เท่านั้น คิดว่าคงจะยิ่งยากและยากยิ่ง ครับผม

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน / วันที่ 3 กรกฎาคม 2546

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *