การบริหารแบบบูรณาการ

การบริหารแบบบูรณาการ
สิทธิชัย ฝรั่งทอง / วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2548
การบริหารธุรกิจสมัยใหม่ในยุคดิจิตอลทศวรรษที่ 21 นี้ ต้องเป็นการบริหารจัดการด้วยความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนางาน กำหนดนโยบาย และมีกระบวนการ ที่สามารถตอบสนองความต้องการ และความพึงพอใจกับลูกค้าที่เป็นลักษณะปัจเจกบุคคล (Mass Customization) ที่เป็นเลิศ
เครื่องมือทางการจัดการสมัยใหม่นี้ มีอยู่ด้วยกันหลายเครื่องมือ อาทิ TQM ISO Six Sigma Kaizen Teamwork Knowledge Management Human Resource Value Creation
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนได้รวบรวมข้อคิดการบริหารธุรกิจสมัยใหม่จากเอกสารต่าง ๆ ประมวลเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของการสร้างองค์กรสายพันธุ์ใหม่ด้วยระบบการจัดการสมัยใหม่ ที่จะสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
องค์การจะต้องไม่ใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลพร้อมกัน แต่ต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ ประกอบเข้าด้วยกัน จึงทำให้ธุรกิจเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับองค์กรที่จะอยู่รอดในสถานการณ์ขณะนี้ ต้องมีความสามารถในการทำกำไร และมีความสามารถในเชิงการแข่งขันที่กำหนดยุทธศาสตร์ ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก
ขณะนี้ตลาดโลกมีทิศทางมุ่งไปสู่การเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น หลายประเทศไม่ได้มองแหล่งวัตถุดิบราคาถูกในการผลิตสินค้า แต่จะมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตรายี่ห้อมากไปกว่าต้นทุนการผลิตสินค้า/บริการที่มีอยู่
ดังนั้นหากพิจารณาสภาพการณ์ต่าง ๆ แล้ว ระบบการบริหารองค์การต้องเปลี่ยนไปจากเดิมคือ ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือกรอบวิธีคิดและยุทธศาสตร์ธุรกิจแบบใหม่ที่ต้องเป็นลักษณะการบริหารองค์การแบบบูรณาการ (Integrated organization) หรือเครือข่ายขององค์การ (The network organization) โดยทำให้แก่นของความสามารถหลักเกิดขึ้น (Core Competencies) ในทุก ๆ หน่วยขององค์การที่ประกอบด้วย
1. การวิจัยและพัฒนา (Research and development) ต้องค้นหานวัตกรรมให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้เปรียบในเชิงแข่งขัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ได้ทันเวลา โดยต้องเปิดหาแหล่งความคิดใหม่ ๆ เพื่อการค้นคว้าจากพนักงานทุกระดับภายในบริษัท ด้วยการให้รางวัลในการจูงใจจะได้นำไปสู่การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ขององค์กร
ทั้งยังต้องมีสายสัมพันธ์กับนักวิชาการ ผู้ประกอบการ หรือเอกชนรายอื่น เพื่อการลดต้นทุนและต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งบางครั้งธุรกิจต้องเสียเงินจำนวนมากไปซื้อลิขสิทธิ์ผลวิจัยของต่างประเทศที่ทำเรียบร้อยแล้วมาพัฒนาผลิตภัณฑ์
2. การเงิน (Financial) เป็นฝ่ายที่ต้องสรรหาเงินมาลงทุนในหน่วยธุรกิจของบริษัทให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมทั้งต้องหมั่นดูแลสุขภาพทางการเงินของบริษัท โดยให้พนักงานภายในองค์กรได้รับทราบถึงความเป็นไปของธุรกิจ
3. กลยุทธ์ระดับโลก (Global Strategy) ต้องมีการวางแผนที่จะขยายตัวไปสู่ตลาดต่างประเทศ มิใช่แต่จะรุกตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะนับวันการเปิดเสรีทางการค้าจะทำให้คู่แข่งขันรายใหญ่เข้ามาประเทศ
4. กระบวนการผลิต (Production Process) ต้องผลิตสิ่งที่จะขายได้ ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ผลิตได้ตามที่บริษัทต้องการผลิต ลูกค้าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องที่ผิด รวมทั้งต้องลดปริมาณของเสียให้เหลือน้อยที่สุด
5. ระบบข้อมูลข่าวสาร (Data System) ต้องมีการติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้ทันกาลเวลาและทันความต้องการใช้ของธุรกิจด้วย ซึ่งต้องประมวลทุกอย่างเข้าด้วยกันตั้งแต่ข้อมูล (Data) การบริหารข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูล จะทำให้ข้อมูลนั้นถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร
6. การตลาด (Marketing) ให้ทุกคนที่อยู่ในแต่ละแผนกแต่ละฝ่ายคิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่ายในการทำการตลาด มิใช่หน้าที่ของฝ่ายการตลาดแต่เพียงอย่างเดียว โดยจะต้องสร้างเป็นวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการตลาดก็ต้องทำหน้าที่อธิบายชี้แจงและมีแผนการตลาดที่ชัดเจนในการสร้างกลยุทธ์ที่จะทำให้ชนะคู่แข่งขัน
7. การบริหาร (Management) ผู้บริหารทุกระดับชั้นนอกจากจะทำการบริหารจัดการในแต่ละหน่วยขององค์กรแล้ว ยังต้องมีจิตวิญญาณของการเป็นนักการตลาดด้วย เนื่องจากปัจจุบันต้องบริหารงานภายใต้แนวคิดให้คุณค่าแก่ลูกค้า (Consumer Value)
8.การใช้กลยุทธ์เป็นพันธมิตร (Strategic Partner) ปัจจุบันมีหลายอย่างที่ธุรกิจไม่ทำเอง ทำไปก็เหนื่อยเปล่า ประสิทธิภาพก็ไม่มี ดังนั้น ต้องใช้วิธีนี้ ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ที่มียอดขายตั้งแต่ 100-1,000 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องมีคนมาก เนื่องจากอะไรที่คนอื่นทำแล้ว ทำได้ดีกว่า ถูกกว่า ให้นำเข้ามาร่วมกับธุรกิจได้ เช่น Outsourcing, Strategic Alliances เป็นต้น
9.การใช้กลยุทธ์การร่วมทุน (Joint Ventures) หากบริษัทมีแนวทางเข้าสู่ตลาดระดับโลก ซึ่งการไปต่างประเทศนั้นไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องหาคนในพื้นที่ในประเทศนั้น ๆ มาช่วยทำตลาด อย่าโลภที่จะต้องเสียบางส่วน เช่น ต้นทุนที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายจะมาก หรือกำไรจะน้อยลง
10.ผู้จัดจำหน่าย (Vendor Partnering) การทำธุรกิจสมัยนี้ การมีเครือข่ายทางธุรกิจที่จะต่อแขนต่อขา จะทำให้องค์การมีความสามารถในการส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้าได้มากและทั่วถึงขึ้น
11.การทำให้ลูกค้าคิดว่าลูกค้าก็คือหุ้นส่วนของกิจการ ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “เขาเปรียบเสมือนเจ้าของบริษัท” จึงควรจะสนับสนุนธุรกิจ และไม่ไปซื้อหรือใช้บริการกับธุรกิจอื่น ๆ จึงต้องตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้ทัน ไม่ใช่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเท่านั้น แต่การตอบสนองนั้นยังต้องมีเรื่องของคุณภาพแฝงเข้าไปอยู่ด้วย ปัจจุบันลูกค้ามีความพร้อม มีความพอใจ และมีความเต็มใจที่จะจ่ายเงินในจำนวนที่มากกว่าเพื่อซื้อสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีกว่า
12. คนกลาง (Middlemen) ในระบบธุรกิจปัจจุบันมีอยู่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก ค้าส่ง ร้านค้าสะดวกซื้อ เป็นต้น ซึ่งคนกลางเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการตลาด ในการกระจายผ่านผู้ค้าคนกลางไปยังผู้บริโภคคนสุดท้าย ให้ได้รับความพึงพอใจ หรือถึงผู้บริโภคโดยตรง ดังนั้น จึงต้องมีการรักษาสัมพันธภาพไว้ให้ยาวนาน
อย่างไรก็ตาม หากองค์การต้องการสร้างความเจริญเติบโตและความสำเร็จในการแข่งขันยุคนี้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ และหมั่นบ่มเพาะเครือข่ายภายในองค์การให้เข้มแข็งต่อการรับรู้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เร็วและทันสมัย
และอย่าลืมสร้างตราสินค้าให้มีความยั่งยืนควบคู่กับองค์การด้วย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *