การบริหารพอเพียง

การบริหารพอเพียง
การบริหารรัฐ : ดร.ธงชัย สันติวงษ์ คณะพาณิชย์ฯ ม..ธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
เราทั้งหลายคงทราบกันทั่วแล้วเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีน้ำหนักความสำคัญต่อการดำรงชีพ ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ อันเป็นโลกแห่งนวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่มี “ความไว” เป็นสรณะ นวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น ก่อความหลากหลาย ซับซ้อน และเพิ่มความทันสมัย ทำให้เกิดการรับรู้ เร่งความต้องการ กับกระตุ้นการบริโภคมากขึ้นโดยปริยาย ซึ่งตรงกับจุดอ่อนของมนุษย์ที่มักมีความเผลอไผล เกิดกิเลสความต้องการ พร้อมความอยากมีอยากได้สิ่งใหม่ๆ ในจำนวนมากเข้าไว้
ปัญหานี้จะมีโอกาสกลายเป็นปัญหาใหญ่ในทันที จนทำให้เกิดความอ่อนแอจนถึงกับล่มสลายได้ โดยเฉพาะเมื่อขาดสติ ไม่มีปัญญาความรู้พอเพียงในการคิดปรับตัวให้สอดคล้องและอยู่รอดได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดโดยไม่หยุดนิ่ง
คุณลักษณะ 3 ประการของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอันเป็นที่รู้กันคือ “ความพอประมาณ การมีเหตุมีผล และการรู้จักสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง” ซึ่งในทางปฏิบัติได้มีการขยายความออกไปในหลายทาง
จนสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “แนวทางการบริหารประเทศ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ในเนื้อหา มีคำหนึ่งที่ควรแก่การสังเกตจดจำของนักบริหาร คือ “พอเพียงบริหาร” หรือ “การบริหารพอเพียง” โดยหลักการสำคัญ คือ การพึ่งตนเอง ทำทุกอย่างเป็นขั้นตอน ไม่รีบร้อน ไม่ก้าวกระโดดหรือประมาท รู้จักการเลือกสรรใช้อย่างเหมาะสมและพอดี
นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวถึงปัญหาช่องว่างการเติบโตของสังคมเมืองที่เร่งการเติบโตเกินขนาด ทำให้รายได้ของชนบท แตกต่างกว้างขึ้นจาก 10 ต่อ 1 เป็น 13 ต่อ 1 รวมทั้งกล่าวเตือนให้ภาคการเมือง ต้องมีความพอดี ไม่ยึดติด มีการกระจายอำนาจทั่วถึง โดยไม่ผูกขาด หรือรวมศูนย์มากเกินไป และในภาคเศรษฐกิจเองก็ต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกัน ควบคู่กับการมีระบบปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อประโยชน์เป็นแนวทางปฏิบัติ ในทางบริหารจัดการ ความสมดุลและพอเพียงจะต้องเริ่มที่เป้าหมาย นั่นคือ
1) การต้องสามารถบริหารงานให้เติบโตสมดุลโดยโตสอดคล้องกับโลกภายนอก โดยไม่ขยายตัวเกินกว่ากำลังที่มีอยู่ หรือก็คือ ต้องมี “ประสิทธิผลในทางการตลาด” หรือ Marketing Effectiveness คือ การตามทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องมีสติความรู้ในการติดตามสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในโลก
2) การต้องแสวงหาความรู้กับสร้างความเข้มแข็ง หรือเพิ่มความขยันขันแข็งในการทำงาน โดยมีการติดตามเทคนิควิทยาการ แล้วรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยี กับนำเอามาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในการผลิตและการทำงานให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น หรือก็คือการเพิ่ม Production Efficiency กับ
3) คือ การมีเป้าหมายด้านคุณภาพชีวิต หรือ Quality of Life ทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน นั่นคือ การรู้จักใช้จ่ายบริโภคตามความจำเป็นและอย่างมีเหตุผล เพื่อชีวิตที่อยู่ดีมีสุข ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีการเรียนรู้ โดยมีความสุขสมดุลทั้งกายและใจ กับมีการออมเพื่อความปลอดภัยด้วย
ในทางธุรกิจก็เช่นกัน ตามประวัติการพัฒนาของชาติอุตสาหกรรม การเน้นธุรกิจให้โตเร็วกับทำกำไรมาก จนเลยเถิดมีอำนาจผูกขาดเหนือตลาด นั่นคือ ต้นกำเนิดของการสร้างปัญหาทำให้สังคมไม่สงบสุข สิ่งแวดล้อมเสียและชุมชนเสื่อม คุณภาพชีวิตคนเลวลงจนเกิดการต่อต้าน อันเป็นต้นเหตุของการเกิดแนวคิดใหม่คือ CSR ที่ธุรกิจจะต้องมี Corporate Social Responsibility และถ้าขาดซึ่งธรรมาภิบาลและความโปร่งใสแล้ว กระแสต่อต้านก็จะเกิดขึ้นจากทุกฝ่ายยาวนานในยุคข่าวสารข้อมูล
ประสบการณ์ข้อผิดพลาดของธุรกิจและสถาบันการเงินไทยในอดีตก็มีมาแล้ว การเร่งขยายตัวอย่างประมาท กับการลงทุนอย่างขาดสติ มือเติบ ขาดวินัย ไม่รอบคอบกับไร้เหตุผล โดยการกู้เงินนอกเข้ามากเกินขนาด การปล่อยเงินกู้ในภาคธุรกิจที่ไม่สร้างสรรค์ การเก็งกำไรกับการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพต้นทุนสูง รวมถึงการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย คือ การเดินสวนทางกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จนทำให้สถาบันการเงินเกิดปัญหา ที่ต้องแก้ไขกันด้วยเงินภาษีประชาชนหลายครั้ง จนถึงครั้งหนักที่สุดเมื่อครั้ง “ฟองสบู่แตก” เมื่อปี พ.ศ.2540 ที่ทำให้ธุรกิจของคนไทยต้องล่มสลายไปเป็นจำนวนมาก
ที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า ในอดีตที่ผ่านมา ปัญหาการขาดวินัยการจัดการ ความประมาท และมองข้ามกับไม่ใส่ใจ กับเศรษฐกิจพอเพียง กับไม่บริหารแบบพอเพียง ได้ทำให้ธุรกิจถูกกระทบเสียหายจากการเปลี่ยนแปลง ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์หลายครั้ง
และในเมื่อกระแสโลกาภิวัตน์ คือธรรมชาติใหม่ที่เป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไป ทางรอดและเติบโตได้จึงหนีไม่พ้นต้องยึดถือปฏิบัติตามแนวการบริหารพอเพียง นั่นคือ
1) ในท่ามกลางการต้องเรียนรู้และติดตามความเข้าใจธรรมชาติใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ จะต้องตระหนักถึงการต้องพึ่งตนเองให้มาก โดยต้องรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อนำมาช่วยให้การผลิตและการทำงานดีขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เก่งขึ้นกว่าเดิม
2) ในท่ามกลางโลกที่เจริญทางวัตถุมาก จะต้องรู้จักประมาณในการบริโภค ไม่ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น กับไม่บริโภคเกินตัว โดยจะต้องมีสติทั้งในการใช้จ่าย การลงทุนกับการบริโภค ให้เกิดความสมดุล ให้ได้คุณค่าคุ้มกับต้นทุนต่างๆ ที่ต้องเสียไป
3) ในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิตหรือบริหารงาน จะต้องมีสติ รอบคอบและไม่ประมาท โดยต้องนึกถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และวางระบบรองรับเพื่อให้ปลอดภัย โดยระวังต้องจัดให้มีช่องเผื่อความปลอดภัย โดยต้องรักษา “สภาพคล่อง” คือ ไม่ลงทุนมากเกินไป หรือการไม่ขยายตัวเกินขนาดโดยมีการเผื่อสำหรับการก้าวถอยเมื่อมีวิกฤติ
4) พร้อมกันนั้น ที่ขาดไม่ได้คือ การต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ตั้งแต่การต้องมีทั้งความโปร่งใส โดยมีธรรมาภิบาล มีความซื่อสัตย์สุจริต มีการพัฒนาสร้างประสิทธิภาพ เพิ่มความแข็งแกร่ง กับเพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันต่อสารพัดปัญหา ที่อาจมากระทบ
ทั้งนี้ การต้องตื่นตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ให้เกิดเป็น “ปัญญาความรู้” เพื่อตามทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นอาวุธป้องกันตัว มิให้ตกหลุมพรางของกิเลส ความโง่เขลา และความมักง่าย ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่เกิดมาก และเกิดง่ายกับทำให้วงจรอายุต่างๆ สั้นลงในยุคโลกาภิวัตน์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *