การบริหารความเสี่ยงให้อยู่หมัด

การบริหารความเสี่ยงให้อยู่หมัด
ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก และความไม่นิ่งทางการเมือง ทำให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ได้รับผลกระทบกันทุกภาคส่วน นอกเหนือจากประเด็นการปรับลดอัตราการผลิต การปรับยอดขายการเติบโต

ปัญหาอย่างหนึ่งที่สำคัญติดตามมาคือ การปรับลดอัตราการจ้างแรงงานในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทในประเทศ

พิษจากภาวะทางเศรษฐกิจ การเงิน และความไม่มั่นคงทางการเมือง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อองค์กรซึ่งยากจะควบคุมได้ โดยเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเรียกว่าเป็น “ความเสี่ยง” หรือ risk ที่บรรดาองค์กรจะต้องบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

ความเสี่ยงถูกนิยามให้มีความหมายแตกต่างกันไป โดยภาพรวมแล้วจะหมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความไม่แน่นอน มีโอกาสที่จะประสบกับความสูญเสียหรือสิ่งที่พึงประสงค์

หรือโอกาสที่บางสิ่งบางอย่างอาจเกิดขึ้น เป็นผลลัพธ์ของสิ่งที่อันตรายหรือคุกคาม ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจหรือแผนการต่างๆ

ลักษณะของความเสี่ยงแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลักคือ 1. strategic risk เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับระดับยุทธศาสตร์ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย ตลาด ภาพลักษณ์ ผู้นำ ชื่อเสียง ลูกค้า 2. operational risk ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ เช่น กระบวนการ เทคโนโลยี และคนในองค์กร

3. financial risk ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องด้านการเงิน เช่น ความผันผวนทางการเงินและสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ย ข้อมูลเอกสารหลักฐานทางการเงิน และการรายงานทางการเงินบัญชี

4. compliance Risk ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบอันเกิดจากการไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ หรือกฎระเบียบที่มีอยู่ไม่เหมาะสม หรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน และอาจมีผลการลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน

และ 5. Hazard Risk ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในด้านความปลอดภัยจากอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการก่อการร้าย

จากรายการการจัดเก็บข้อมูลของ PMAT พบว่า แหล่งที่มาของปัจจัยความเสี่ยง สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ปัจจัยเสี่ยงอันเกิดขึ้นจากอิทธิพลภายนอก (External Forces) และปัจจัยที่เสี่ยงอันเกิดขึ้นจากอิทธิพลภายใน (Internal Forces)

โดยปัจจัยเสี่ยงอันเกิดขึ้นจากอิทธิพลภายนอก หลักๆ แล้วได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Changing in Technology) ความต้องการของลูกค้า ( Customer Need) เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ (Economic Condition) กฎหมายและกฎระเบียบราชการ (Laws and Regulations) เสถียรภาพของรัฐบาล (Government Stability) ภาวะการณ์แข่งขัน (Competitive Condition) ตลาดเงิน (Money Market) ตลาดทุน (Capital Market) ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Market) ตลาดแรงงาน (Labor Market) ธรรมาภิบาล (Governance) และ เหตุการณ์ร้ายแรง (Catastrophe)

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงอันเกิดขึ้นจากอิทธิพลภายใน ได้แก่ ความเสี่ยงในการดำเนินงาน (Operating Risk) ความเสี่ยงทางด้านเทคโนโลยี (Technology Risk) และความเสี่ยงทางด้านการเงิน (Financial Risk)

“การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) เป็นขั้นตอนสำคัญในการบริหารความเสี่ยง ซึ่งขั้นตอนนี้จะเน้นการประเมินโอกาสและความรุนแรง ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อวัตถุประสงค์ ขณะที่การเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งอาจส่งผลกระทบในระดับต่ำ แต่บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบในระดับสูงต่อวัตถุประสงค์”

ซึ่งโดยทั่วไปการประเมินความเสี่ยงสามารถทำได้ทั้งการประเมินเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยพิจารณาทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากภายนอกและภายในองค์กร นอกจากนี้การประเมินความเสี่ยงควรดำเนินการทั้งก่อนจัดการความเสี่ยง (Inherent Risk) และหลังจากที่มีการจัดการความเสี่ยงแล้ว (Residual Risk)

การวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงคุณภาพ (Qualitative Risk Analysis) จะใช้การประมาณการโอกาสของความสูญเสีย โดยมุ่งพิจารณาไปที่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการคุกตาม (Threats) ความไม่มั่นคง (Vulnerabilities) และการควบคุม (Controls) ที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่

ขณะที่การวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงปริมาณ (Quantitative Risk Analysis) จะมีองค์ประกอบพื้นฐาน 2 ประการ ได้แก่ โอกาสที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น และแนวโน้มของความเสียหายที่จะได้รับถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น (ผลกระทบ) โดยทางหน่วยงานอาจกำหนดระดับคะแนนของโอกาสและผลกระทบของความเสี่ยงจากตารางคะแนนสำเร็จรูปที่กำหนดขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงตามระดับความถี่ หรือผลกระทบของความเสี่ยงที่มีต่อองค์กร หรือระดับความรุนแรงต่อมูลค่าความเสียหายที่มีต่อองค์กร

เมื่อสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้แล้วนั้น แนวทางต่อไปคือการบริหารจัดการกับความเสี่ยง ซึ่งมีหลายวิธีการแตกต่างกันไป เช่น การยอมรับความเสี่ยง (Risk Acceptance หรือ Take) เป็นการยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เนื่องจากไม่คุ้มค่าในการจัดการควบคุมหรือป้องกันความเสี่ยง

การลด/การควบคุมความเสี่ยง (Risk Reduction หรือ Treat) เป็นการปรับปรุงระบบการทำงานหรือออกแบบวิธีการทำงานใหม่ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิด หรือลดผลกระทบ ให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้

การกระจายความเสี่ยง หรือการโอนความเสี่ยง (Risk Sharing หรือ Transfer) เป็นการกระจายหรือถ่ายโอนความเสี่ยงให้ผู้อื่นช่วยแบ่งความรับผิดชอบไป

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance หรือ Terminate) เป็นการจัดการกับความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงมาก และหน่วยงานไม่อาจยอมรับได้จึงต้องตัดสินใจยกเลิกโครงการ/กิจกรรม นั้นไป

นอกเหนือจากความเสี่ยงทางธุรกิจและองค์กรแล้ว ความเสี่ยงทางด้านทรัพยากรบุคคล (people risk) ก็ถือเป็นอีกประเด็นที่ HR ควรเรียนรู้และทำความเข้าใจ โดยความเสี่ยงในด้านนี้ อาจหมายถึง ผลกระทบจากพฤติกรรมของพนักงาน (ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในทุกที่โดยกระทบกับผลกำไรและธุรกิจ) และพฤติกรรมของนายจ้าง (ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพของพนักงาน สุขภาพ และความปลอดภัย รวมถึงความจงรักภักดีลดน้อย หรือเสียหาย) ที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างที่น่าสนใจ อย่างเช่น ความเสี่ยงในเรื่องของ HRM Practice หรือ การจัดเงื่อนไขในการทำงาน การสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงาน การพัฒนาและฝึกอบรม ความยุติธรรมในการให้รางวัล และพนักงานสัมพันธ์

ความเสี่ยงในเรื่องเงินเดือน เช่น การจ่ายเงินเดือนที่ถูกต้อง ตรงเวลา

ความเสี่ยงในเรื่องข้อบังคับ ข้อกฎหมาย และพระราชบัญญัติต่างๆ เช่น การจัดทำสัญญาจ้างรายวัน รายเดือน ข้อควรระวังในเรื่องการมีบุตร การเลือกปฏิบัติ การไล่ออก สหภาพ

ความเสี่ยงในส่วนของพนักงานโดยตรงเช่น เรื่องการจ้างงาน การลาออก การขาดงาน การปกปิดความผิด การขโมยของ ไม่ซื่อสัตย์ และในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงาน สถานที่ทำงาน โรงงาน

“ปัจจุบันความเสี่ยงในด้านทรัพยากรบุคคลที่เกิดขึ้น และกลายเป็นปัญหาที่สำคัญคือ ความเสี่ยงในเรื่องการปลดพนักงาน หรือการเลิกจ้าง เนื่องจากภาวะปัญหาทางการเงิน เศรษฐกิจที่รุนแรง ทำให้หลายองค์กรต้องเลิกจ้างพนักงานออก โดยในการเลิกจ้างพนักงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ถูกต้อง ทั้งตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรม ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องการก่อม๊อบ การประท้วง และการร้องเรียนของพนักงาน”

บายไลน์ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT)

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *