การบริหารความเครียด (Stress Management)

การบริหารความเครียด (Stress Management)
Post Today – ในช่วงที่ผมกำลังโค้ชดำรงค์ ซีอีโอบริษัทแห่งหนึ่ง เลขานุการของเขาเคาะประตูพร้อมกับแจ้งดำรงค์ว่า “คุณดำรงค์คะ คุณมนตรีขอเรียนสายด้วยค่ะ เขาบอกว่าเป็นเรื่องฉุกเฉินและสำคัญมากค่ะ” ท่าทางของเลขาฯ เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่ต้องรบกวนนาย เพราะว่าปกติเราตกลงกันว่าหากไม่ใช่เรื่องสำคัญและด่วนจริงๆ แล้ว ขอให้ฝากโน้ตไว้ แล้วดำรงค์จะโทร.กลับหลังจากการโค้ช
ผมพยักหน้าเชิงอนุญาตให้เขาทั้งสองคน “เชิญครับ ผมเข้าใจ”
ดำรงค์จึงรับสายของคุณมนตรี หนึ่งในผู้บริหารที่ขึ้นตรงกับเขา
ท่าทางและน้ำเสียงของดำรงค์ยังปกติ จนผ่านไป 2 นาที น้ำเสียงเขาเริ่มเปลี่ยนไปเป็นดุขึ้น หน้าเริ่มแดง แสดงอาการไม่พอใจขึ้นมา แล้วการสนทนาก็จบลงด้วยท่าทีที่หงุดหงิดของดำรงค์ผู้เป็นนาย
ดำรงค์เอ่ยขึ้นมาให้ผมฟังว่า “นี่เป็นเรื่องของมนตรีและอรุณี สองคนนี้มักจะมีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องงานเสมอ แต่ว่าเวลาที่เขาตกลงกันไม่ได้ เขาสองคนมักจะโทร.มาให้ผมตัดสินใจอยู่เรื่อย โดยที่ต่างคนต่างโทร.มาเพื่อล็อบบี้แนวทางของตน เพื่อให้ผมสนับสนุนเขาเหนืออีกฝ่าย
เมื่อเช้าอรุณีก็โทร.มาเรื่องนี้แหละ ผมก็จบการสนทนากับอรุณีด้วยท่าทีหงุดหงิดแบบเดียวกันนี่แหละ”
“เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนครับ” ผมถาม
“ทุกวันครับ”
“ทำไมหรือครับ”
“ผมคิดว่ามันเป็นลักษณะของธุรกิจที่เราอยู่ด้วยล่ะครับ ประกอบกับการบริหารงานของเราในลักษณะ Matrix ที่แต่ละคนมีสายงานบังคับบัญชาที่รายงานกับผู้บริหารหลายคน มันดูโอเคในผังโครงสร้างองค์กร แต่ว่าในทางปฏิบัติ มันมักจะมีปัญหาบ่อยๆ
เพราะว่าแต่ละคนมีสไตล์การบริหารงานที่แตกต่างกัน และมีศักยภาพในการสื่อสารที่ไม่เท่ากัน ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของปัญหามาจากเรื่องการสื่อสารภายในของเรากันเอง” ดำรงค์อธิบาย
ผมเสริมไปว่า “ถ้าอย่างนั้นมันก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหานะซีครับ ที่จริงมันเป็นเรื่องธรรมดา ใช่ไหมครับ”
“คงใช่ครับ” ดำรงค์ตอบแบบจนแต้ม
“คุณดำรงค์ ก็อย่างที่เรารู้ๆ กันนะครับว่าคนไทยไม่ชอบความขัดแย้ง การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในเรื่องงานเพื่อรักษาสัมพันธภาพเป็นวิถีของคนไทย พวกเราจึงมักใช้วิธีวิ่งหาผู้ใหญ่ให้เป็นคนตัดสิน หรือไม่ก็ให้เป็นคนทำหน้าที่เจรจาแทนเรา เรื่องอย่างนี้ธรรมดาครับ
คุณดำรงค์ปกติคุณรู้สึกอย่างไรกับการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ล่ะครับ”
“เอ๊ะ มันเกี่ยวอะไรกันหรือครับ อ๋อ หากผมไม่โกรธและหงุดหงิดกับการจราจรในกรุงเทพฯ ก็เพราะผมเข้าใจว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเองใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ควรไปถือโกรธคนของผม เพราะว่าพวกเขาก็เป็นเช่นนั้นเอง อืมม์ น่าสนใจนะครับ” ดำรงค์ ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ
“ดีครับ” ผมให้การเสริมแรงทางบวกกับเขา
ดำรงค์ขยายความต่อว่า “แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมสังเกตว่าหากผมไม่ดุหรือขึ้นเสียงบ้างนะ ส่วนใหญ่มักจะไม่จบ งานก็จะไม่เดิน แต่หากเจอผมวีนขึ้นมาละก็ ได้งานนะครับ วิธีนี้มันเวิร์กสำหรับผมนะครับ”
ผมพยักหน้า “Consequence drives behavior. สิ่งที่เกิดหลังพฤติกรรมมันส่งผลให้คุณใช้พฤติกรรมนั้นซ้ำๆ อีก หากคุณพยายามอธิบายดีๆ พวกเขามักดื้อดึง แต่ว่าหากดุหรือเสียงแข็งขึ้นมาละก็งานจะเดิน ว่างั้นเถอะ”
ผมหยุดทิ้งจังหวะ แล้วพูดต่อ “คุณดำรงค์ คุณว่าพวกเขาชอบไหมล่ะ หากถูกคุณดุน่ะครับ”
“ไม่รู้ซี แต่หากจะเดาก็คงคิดว่าไม่น่าจะชอบนะ”
“ผมก็เชื่อว่าอย่างนั้นเหมือนกันครับ แล้วคุณดำรงค์ละเวลาดุเขานะ ชอบไหมครับ”
“โอ๊ย ไม่ชอบเหมือนกัน” ถึงเขาไม่ตอบผมก็พอจะเดาออก ก็เห็นชัดๆ ว่าหน้าตาและหูแดงเถือก แสดงอารมณ์ที่ไม่สุนทรีย์ออกมาอยู่โต้งๆ แบบนี้
“คุณดำรงค์ นอกจากไม่มีใครชอบแล้ว ผมว่าผลที่ตกกับคุณมันอาจจะหนักกว่าที่คุณคิดนะครับ เพราะว่าทุกครั้งที่คุณต้องดุหรือขึ้นเสียงกับลูกน้องของคุณนะ คุณก็จะเกิดความเครียด หรือ Stress
Stress นี้ทุกครั้งที่เรามี ร่างกายเราจะสร้างฮอร์โมน 2 ตัว คือ Cortisol and Adrenaline ซึ่ง 2 ตัวนี้เป็นกลไกของมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว เพราะว่ามันจะช่วยให้ร่างกายมีพละกำลัง มีการเผาผลาญน้ำตาลและกระบวนการอื่นๆ ในร่างกายเราให้พร้อมจะสู้หรือหนี (Fight or Flight Response)
หากว่าเราไม่ออกกำลัง เจ้าสาร 2 ตัวนี้จะอยู่ระบบทางเดินของเลือดในร่างกายเรา หากเราเกิด Stress บ่อยๆ ในที่สุด ร่างกายเราก็จะเกิดผลเสีย ทำให้เกิดอาการสารพัดโรค ซึ่งทำให้เราทรุดโทรมและเจ็บป่วยมากกว่าปกติ”
“แล้วผมควรทำอย่างไรดีครับ”
“คุณคิดว่าไงล่ะ” ผมถามเพื่อให้เขาค้นหาคำตอบด้วยตนเอง
เขาหยุดคิดสักครู่ ก่อนจะบอกว่า “ก่อนอื่นเลย ผมต้องตระหนักว่า ความโกรธไม่ใช่ทางออกที่ดีในการแก้ไขปัญหาเรื่องงาน ผมต้องใจเย็น และเข้าใจว่า การที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย หรือเป็นกรรมการจัดการความขัดแย้งให้ลูกน้องผมนั้นเป็นเรื่องปกติ เป็นส่วนหนึ่งของงานผม มันก็เหมือนกับหลายๆ อย่างในชีวิต มันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง เฉกเช่นการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ที่ผมไม่เคยโกรธมัน”
ผมเสริม “ดีมากครับ ผมคิดว่าคุณอาจจะนำกระจกมาตั้งหน้าคุณนะ มันจะเป็นสิ่งที่คอยให้ข้อมูลย้อนกลับกับคุณที่ดี เวลาคุณคุยโทรศัพท์กับลูกน้อง ลองสังเกตตัวเองในกระจกดู หากเห็นสีหน้าท่าทางว่าเราเริ่มจะรู้สึกโกรธหรือหงุดหงิดแล้ว คุณจะได้รู้ว่ามันไม่เหมาะ คุณก็อาจจะไม่อยากโกรธ เพราะว่าน้ำเสียงคุณก็จะดุดันไปตามสีหน้า แล้วคุณก็รู้ว่าอีกฝ่ายที่อยู่ปลายทางของโทรศัพท์นั้น เขาก็คงจะรับรู้ความโกรธของคุณได้ และเขาก็คงไม่ชื่นชมมันหรอก คุณก็จะไปไม่ถึงจุดเครียด
กระจกนี้มันจะทำหน้าที่ช่วยให้คุณรับรู้อารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *