การจัดการสมัยเก่าในยุคใหม่

การจัดการสมัยเก่าในยุคใหม่

อนุวัฒน์ ชลไพศาล
สถาบันพัฒนาการศึกษาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
anuwat@dpu.ac.th

เพื่อนของผมรบเร้าให้ผมเขียนบทความตีพิมพ์ในคอลัมน์เศรษฐกิจปริทัศน์บ้าง โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นบทความที่เกี่ยวกับเรื่อง “การจัดการสมัยใหม่” (Modern Management) แรกเริ่มทีเดียวผมตั้งใจจะไม่เขียน เพราะประเด็นเรื่องการจัดการสมัยใหม่หรือแม้แต่สมัยเก่าเป็นเรื่องที่ผมไม่มีความรู้เอาเสียเลย
แต่เมื่อไม่เขียนก็เป็นทุกข์ เมื่อเห็นเพื่อนนั่งหน้าแห้งเขียนบทความคนเดียวอยู่เป็นเดือนทำให้คิดว่าน่าจะเขียนบทความสักชิ้นเพื่อให้เพื่อนได้พัก และแสดงความเชยอันเนื่องมาจากความไม่รู้ต่อท่านผู้อ่านบ้าง
คำถามพื้นฐานของผมคือ การจัดการสมัยใหม่ (Modern Management) มีเริ่มต้นพัฒนาการอย่างไร? และมีความแตกต่างจากการจัดการสมัยเก่า (Old-fashion Management) อย่างไร?
ผมขอตอบโดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ผมคิดว่า ไม่ใช่” หัวใจของการจัดการสมัยใหม่ก่อน ประเด็นแรก ระดับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น “ไม่ใช่” หัวใจของการจัดการสมัยใหม่พูดอีกนัยหนึ่ง เราไม่สามารถวัดความเป็น “สมัยใหม่” ในการจัดการจากระดับเทคโนโลยีที่สูงขึ้น เช่น จำนวนคอมพิวเตอร์ต่อบุคลากรที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ
ประเด็นที่สอง ความเป็นธรรมาภิบาล (Good Governance) ในการจัดการอันประกอบด้วยความโปร่งใส (Transparency) การมีส่วนร่วม (Participation) การคาดการณ์ได้ (Predictability) และ การรับผิด (Accountability) ก็ “ไม่ใช่” หัวใจของการจัดการสมัยใหม่ เพราะกระแสความนิยมเรื่องธรรมาภิบาลในองค์กรเป็นกระแสกดดันหลักขององค์กรระหว่างประเทศให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเดินตามความเป็นธรรมาภิบาลดังกล่าว แต่การกลับปรากฏว่า แม้แต่การบริการการจัดการภายในองค์กรดังกล่าวในปัจจุบันก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นตัวแทนองค์กรที่มีธรรมาภิบาล
ในเมื่อทั้งระดับเทคโนโลยี และความเป็นธรรมาภิบาล “ไม่ใช่” หัวใจของการจัดการสมัยใหม่แล้วอะไรคือตัวแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างการจัดการสมัยเก่ากับสมัยใหม่?
ผมคิดว่าความแตกต่างระหว่างการจัดการสมัยเก่าและสมัยใหม่ คือ ระบบความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการสมัยเก่ากับสมัยใหม่?
ผมคิดว่าความแตกต่างระหว่างการจัดการสมัยเก่าและสมัยใหม่ คือระบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในองค์กร พูดให้ชัดขึ้น การจัดการสมัยเก่ากับสมัยใหม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ในการจัดการสมัยเก่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร (เจ้าของบริษัท-CEO-นายจ้าง-ลูกจ้าง) เป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (Patron-client Relationship) ขณะที่ในการจัดการสมัยใหม่ความสัมพันธ์ของบุคลากรในองค์กรเป็นความสัมพันธ์เชิงพันธะสัญญา (Contractual Relationship)
การจัดการสมัยเก่าใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวความเป็นญาติ เป็นพรรคพวก เป็นพี่เป็นน้อง ในการจัดสรรผลประโยชน์ และแก้ปัญหาข้อขัดแย้งในองค์กร ใครจะมีตำแหน่งอะไร รับผิดชอบเรื่องใดในองค์กร ก็อยู่ที่ว่าเขาอยู่ ณ ที่ใดในสายความสัมพันธ์
นาย ก. อาจดำรงตำแหน่งผู้บริการองค์กรได้หากเป็นญาติสนิทของเจ้าของบริษัท นาย ข. อาจต้องถูกเกณฑ์แรงงานให้หลวงแลกกับความคุ้มครองในสวัสดิภาพพื้นฐาน ก็เนื่องมาจากความเป็นไพร่ของ นาย ข. เป็นต้น และในการจัดการแบบเก่า การเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์มีความหมายเท่ากับการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและโอกาสที่จะเติบโตในองค์กร ดังที่กล่าวกับเล่น ๆ ว่า บางครั้ง Know-how อาจไม่สำคัญเท่ากับ Know-who Know-who จะสำคัญกว่า Know –how ก็เพียงในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์มิใช่หรือครับ?
แต่ในการจัดการสมัยใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในองค์กรการจัดสรรผลประโยชน์และหน้าที่ความรับผิดชอบ ถูกกำหนดโดยพันธะสัญญา สัญญาที่ชัดแจ้งและสมบูรณ์ (Explicit and complete contract) เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมว่าใครต้องรับผิดชอบหน้าที่ใด ต้องส่งมอบ (deliver) สินค้า/บริการใด ภายในระยะเวลาเท่าใด สัญญากำหนดแรงจูงใจทางบวก เมื่อคู่สัญญาปฏิบัติตนได้ตามสัญญา และกำหนดบทลงโทษเมื่อเกิดการละเมิดสัญญา ความสัมพันธ์แบบสัญญาที่มีส่วนส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงปัจเจก และความสัมพันธ์ภายในองค์กรรูปแบบใหม่ ๆ ลูกจ้างในความสัมพันธ์เชิงพันธะสัญญาไม่จำเป็นต้องรู้จักมักจี่กับนายจ้าง ไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานประจำใน office หรือแม้แต่ ไม่จำเป็นต้องรู้จักเพื่อนร่วมงาน ขอเพียงสามารถ “ส่งมอบ” สินค้า/บริการ ได้ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้
การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างคนจากความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (Patron-client Relationship) สู่ความสัมพันธ์เชิงพันธะสัญญา (Contractual Relationship) เป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน ให้ความสนใจ
โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าความสัมพันธ์เชิงพันธะสัญญา ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการสมัยใหม่ จะมีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรที่เหนือความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในทุกกรณีไปตัวอย่างเช่นในความสัมพันธ์จำเป็นต้องมี Commitment บางอย่างระหว่าง ผู้อุปถัมภ์ (Patron) และผู้รับการอุปถัมภ์ (Client) มีการสร้างและรักษาชื่อเสียง (Reputation) และการมีความสัมพันธ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระยะยาว อาจก่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) อันทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพ ซึ่งความสัมพันธ์เชิงพันธะสัญญาไม่เอื้อให้เกิดสิ่งเหล่านี้
แต่คำถามที่น่าสนใจมากกว่าในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ คือ เราจะออกแบบสัญญา (แรงจูงใจ-บทลงโทษ) อย่างไร เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์เชิงพันธะสัญญา เช่น ปัญหาข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Informational asymmetry) ระหว่างคู่สัญญา หรือ เราจะมีวิธีประเมินมูลค่าความเสียหายเมือเกิดการฟ้องร้องการละเมิดสัญญาได้อย่างไร ฯลฯ
คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามท้าทายความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1,948 วันที่ 14-16 ตุลาคม พ.ศ. 2547

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *