การคิดแบบใหม่ (1)

การคิดแบบใหม่ (1)

อ.รัศมี ธันยธร ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ www.creativitycenter.co.th
มีการสำรวจความคิดเห็น ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหนึ่งพันคนจากทั่วโลกว่า คนที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิต ควรฝึกทักษะที่จำเป็นอะไรบ้าง ผลการสำรวจปรากฏว่า ทักษะแห่งความสำเร็จที่สำคัญมาก 3 อย่างแรก คือ

1. ทักษะด้านความรู้ (Technical Skill) ทักษะนี้ส่วนใหญ่เราได้มาจากการเรียนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือจากการฝึกอาชีพโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ในระบบการศึกษาที่เป็นอยู่มีเพียงบางอาชีพที่เรียนแบบมีการฝึกทักษะให้สามารถทำได้จริง เช่น แพทย์ ครู อาชีพช่างต่างๆ เป็นต้น คือ ให้ทั้งความรู้และฝึกทักษะให้เป็นด้วย
ส่วนสาขาอื่นๆ โดยทั่วไปก็เน้นไปที่การให้ความรู้ไว้มากๆ เพราะหวังว่าเมื่อมีความรู้แล้วคงนำไปใช้ได้ ในแต่ละสถาบันการศึกษาการเรียนที่ต่างกันก็เน้นสัดส่วนระหว่างความรู้และการฝึกทักษะต่างกัน เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ของแต่ละสถาบันจะฝึกทักษะให้ผู้เรียนทำได้จริงแค่ไหนต่างกัน เมื่อจบการศึกษาแล้วไปทำงานจริง คนจึงมีความสามารถในการทำงานต่างกัน

2. ทักษะด้านการคิด (Thinking Skill) ในระบบการศึกษาไม่มีการสอนวิชาทักษะการคิดให้กับเด็กโดยตรง อย่างไรก็ตามนักเรียนทุกคนได้ทักษะการคิดจากระบบการศึกษาด้านหนึ่ง คือ การคิดแบบวิเคราะห์ ตรรก วิจารณ์ โต้แย้ง ประเมินและตัดสินใจ ในระยะเวลาประมาณสามสิบปีที่ผ่านมา คนเริ่มตระหนักว่า การคิดแบบตัดสินอย่างเดียวนั้นเริ่มไม่เพียงพอที่จะทำให้การคิดมีคุณภาพ และนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ครบถ้วนรอบด้าน จึงมีนักคิดนำเสนอการคิดแบบสร้างสรรค์มาใช้ประกอบกันเพื่อให้เกิดความคิดที่ครบถ้วนทุกด้าน ผลดีก็คือ การคิดจะมีคุณภาพ

3. ทักษะด้านคน (People Skill หรือ Human Skill) เนื่องจากเราเป็นคนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนในครอบครัว สังคม องค์กรที่เราทำงานอยู่ รวมถึงคนที่เราติดต่อประสานงานด้วย ลูกค้า คนแต่ละคนมีทักษะด้านคนไม่เท่ากัน คนที่ทำงานได้ราบรื่นและงานสำเร็จก้าวหน้าได้อย่างดีมักมีความสามารถในการติดต่อพูดคุยกับคนทุกแบบเป็นอย่างดี และทุกคนก็ยินดีร่วมมือ ขณะที่บางคนติดต่องานกับใครก็เกิดปัญหาเสมอๆ บางคนเก่งมากฉลาดมาก แต่คนไม่ค่อยอยากทำงานด้วย เพราะเขาไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง ร่างเป็นคนแต่ใจเหมือนเครื่องจักร

ในบรรดาทักษะทั้งสามที่กล่าวมานั้น ท่านผู้ประสบความสำเร็จทั้งหนึ่งพันคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า “ทักษะการคิดเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด” เพราะทักษะการคิดทำหน้าที่คล้ายกับเป็นคนที่คอยบริหารทักษะอื่นๆ เช่น เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ควรแก้ไขอย่างไร จะค้นหาข้อมูลได้จากไหนบ้าง ถ้าจะแก้ด้วยวิธีนี้จะมีผลกระทบเช่นไร และจะปรับความคิดให้พอนำมาปฏิบัติจริงได้โดยไม่เกิดผลกระทบนั้นๆได้อย่างไรบ้าง เป็นต้น

ทักษะการคิดทำหน้าที่หาวิธีการทำงานให้สำเร็จโดยนำทักษะอื่นๆมาช่วยประกอบการคิด และนำทักษะที่เกี่ยวข้องไปลงมือปฏิบัติให้เกิดผลได้ ทักษะการคิดจึงมีบทบาทสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตของผู้คน ตอนนี้เรามาศึกษาข้อมูลเดิมกันดูว่า ทักษะการคิดที่เราได้มาและมีอยู่กันเป็นส่วนใหญ่นั้นเป็นเช่นไร และทำไมจึงมีคนบอกว่าทักษะการคิดแบบเดิม (Traditional Thinking) นั้นอาจไม่เพียงพอสำหรับโลกปัจจุบันซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก และมีการแข่งขันสูงมาก
การคิดแบบเดิม (Traditional Thinking)

ระบบการศึกษาของโลกมีต้นกำเนิดมาจากนักปราชญ์กรีก 3 ท่าน ซึ่งอาจารย์เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน เรียกว่า G G 3 ซึ่งออกเสียงว่า จี จี ทรี มาจากคำว่า GreeK Gang of 3 คือ

1. โซเครติส (Socrates) ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. 74-144 โซเครติสถูกฝึกเป็นนักโต้แย้งซึ่งเรียกเป็นภาษากรีกว่า โซฟิสท์ ในยุคสมัยนั้นเป็นช่วงของยุคมืด ซึ่งสังคมอยู่ภายใต้อิทธิพลของการถูกบังคับให้เชื่อเฉพาะสิ่งที่ผู้นำบอกให้เชื่อ สิ่งที่โซเครติสทำก็คือหาจุดอ่อนของสิ่งเหล่านั้นมาโต้แย้งและวิจารณ์ โซเครติสสอนการคิดของเขาโดยมีหลัก คือ หาจุดอ่อนข้อพกพร่องของความคิดของผู้คน เพื่อมาโต้แย้งว่า สิ่งที่คนๆ หนึ่งคิดขึ้นมานั้นยังไม่สมบูรณ์แบบและเพียบพร้อมเพียงพอ เพราะยังมีจุดอ่อนตรงนั้น ข้อบกพร่องตรงนี้อยู่

เช่น ในห้องเรียนวิชาปรัชญาของโซเครติส โซเครติสได้ให้ลูกศิษย์คิดว่า “ความยุติธรรมคืออะไร” แล้วให้ลูกศิษย์บอกความคิดของตนเองให้ฟัง ใครคิดอย่างไร บอกอย่างไร โซเครติสก็สามารถหาจุดมาโต้แย้งความคิดเห็นของลูกศิษย์ได้ทั้งสิ้น เพื่อให้ลูกศิษย์รู้ว่าความคิดของตนเองยังมีช่องโหว่จึงไม่สมบูรณ์แบบเพียงพอ
ตัวอย่างหนึ่ง ลูกศิษย์ตอบว่า “ความยุติธรรม คือ การที่ใครให้อะไรเรามา แล้วเราให้คืนแก่เขา”
โซเครติสได้ฟังแล้วพูดว่า “เธอหมายความว่าเพื่อนของเธอคนหนึ่งให้เธอยืมมีดแล้วหลังจากนั้นเขาเป็นบ้าชอบฆ่าคน ทั้งๆ ที่เธอรู้ว่าถ้าเอามีดไปคืนเขา เขาก็ต้องฆ่าเธอแน่นอน เธอยังจะคืนมีดให้เขาอีกงั้นหรือ” นี่คือการคิดสไตล์โซเครติส ซึ่งเป็นการคิดแบบโต้แย้ง โดยการพยายามหาจุดที่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์มาแย้งอีกฝ่ายให้ยอมจำนนให้ได้ โดยความจริงแล้วความคิดหนึ่งความคิดอาจมีจุดดีอยู่ 95% และมีช่องโหว่ที่ยังไม่สมบูรณ์อยู่บ้างสัก 5% โซเครติสจะเชี่ยวชาญในการหา 5% นั้น และใช้ประเด็นที่จะโต้แย้งให้ผู้เสนอความคิดจนมุมได้อย่างรวดเร็ว

เราทุกคนได้รับการฝึกฝนแบบโซเครติสกันมาหลายทาง และทางหนึ่งคือการฝึกโดยผ่านการวัดผลการศึกษาด้วย “ข้อสอบ” ข้อสอบแบบสี่ตัวเลือกที่ให้ผู้สอบเลือกคำตอบที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดเพียงคำตอบเดียวนั้น ฝึกให้ผู้สอบทำข้อสอบโดยการหาคำตอบที่ผิดหรือเหมาะสมน้อยที่สุดทีละข้อ แล้วตัดทิ้งไป ทำเช่นนี้จนตัดคำตอบที่ผิดไปสามข้อแล้วคำตอบที่เหลือนั้นจะกลายเป็นคำตอบที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด

นอกจากสอบผ่าน ป.1 ชั้น ป.2 และเรียนได้ก้าวหน้าขั้นตามลำดับ เมื่อได้คะแนนผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้แล้ว เราทุกคนยังได้ความเคยชินจากการคิดแบบหาข้อผิดติดตัวเรามาด้วย

ด้วยเหตุที่สมองของเราทำหน้าที่จำสิ่งที่เคยรู้เคยทำ และชอบให้เราทำซ้ำเดิมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชินและเมื่อชินแล้ว เรามีแน้วโน้มที่จะทำตามความเคยชินโดยอัตโนมัติที่เราพูดกันง่ายๆ ว่า “ทำจนติดเป็นนิสัย” การทำข้อสอบแบบสี่ตัวเลือกหนึ่งข้อ นักเรียนได้ฝึกมองหาข้อบกพร่องและจุดอ่อนรวมสามครั้ง เพื่อให้เหลือคำตอบเดียว ลองนึกดูว่าเราทำข้อสอบแบบนี้มากี่พันข้อ เมื่อเอาสามคูณ ผลจะออกมาเป็นจำนวนครั้งที่เราได้ฝึกหาข้อบกพร่องและจุดอ่อนของความคิดต่างๆ มา จึงไม่มีอะไรต้องสงสัยว่า เราจะมีความชำนาญและความเคยชินกับการมองหาและการมองเห็นข้อบกพร่อง ข้อเสีย หรือจุดอ่อนของสิ่งต่างๆ ได้คล่องอย่างเป็นอัตโนมัติสักเพียงไร

เราผู้ผ่านระบบการศึกษาและการวัดผลการศึกษาแบบนี้จึงได้การคิดแบบโต้แย้งของโซเครติสมาเป็นส่วนใหญ่ ลองนึกทวนกลับไปว่า ความคิดที่คนเสนอมา 100% มีข้อดีอยู่ 95% มีช่องโหว่อยู่ 5% โซเครติสเก่งในการหา 5% นั้น เพื่อให้มาโต้แย้งคนเสนอความคิด

เราผู้ได้รับการฝึกมาเหมือนต้นตำรับ จึงมีความเคยชินที่จะมองหา 5% เช่นกัน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ในห้องประชุม ประธานขอให้ทุกคนช่วยคิดหาทางแก้ปัญหาเวลาใครคิดได้แล้วเสนอขึ้นมาเมื่อไหร่ จะมีคนยกจุดที่ยังไม่สมบูรณ์ 5% มาแย้งเมื่อนั้น และมักมีคนแย้งเสริมพร้อมรายละเอียดและตัวอย่างของความล้มเหลวที่เคยชินมาอย่างร่วมแรงร่วมใจกันค้าน

คนประชุมกันหลายครั้ง ครั้งละนานๆ ปัญหาก็ยังค้าง เพราะยังหาหนทางแก้ไม่ได้ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ว่าหาทางแก้ไม่ได้เสียทีเดียว แต่เพราะคนถูกฝึกจากระบบการศึกษาให้ชำนาญในการหา 5% (ข้อบกพร่อง) โดยที่ไม่ได้ถูกฝึกให้หาวิธีจัดการกับ 5% เพื่อให้ 95% (ข้อดีความคิดสร้างสรรค์) ที่ไม่ค่อยมีใครถูกฝึกให้สนใจนั้น ถูกดึงนำมาช่วยทำให้เกิดประโยชน์เพิ่มจากที่เป็นอยู่เดิมได้ การคิดแบบใหม่ๆ (New Thinking) มาเติมเต็มจุดนี้ และช่วยสร้างสรรค์สิ่งดีงามใหม่ๆได้อีกมากมาย

ที่มา :อ.รัศมี ธันยธร
ผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์คนแรกของประเทศไทย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *