การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) ตอน 7

การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) ตอน 7

ประโยชน์ของการคิดเชิงประยุกต์
1. เห็นสิ่งที่พึงพอใจ ต้องการ “บางส่วน” มาใช้
ใช้วิธีการตั้งเป้าหมายให้ชัด แล้วค่อยสกัดสิ่งที่ต้องการ ซึ่งเมื่อเราเห็นสิ่งหนึ่งในบริบทหนึ่ง และเกิดความรู้สึกพึงพอใจอันนำไปสู่ความปรารถนาที่จะนำสิ่งนั้นมาใช้บ้าง สิ่งที่เราควรทำ ไม่เพียงมีความตั้งใจจะทำตามเท่านั้น แต่ต้องมี “เป้าหมายที่ชัดเจน” ด้วยว่าต้องการนำมาใช้เพื่อประโยชน์อะไร โดยตอบคำถามเหล่านี้
– จะนำสิ่งนั้นมาเพื่อตอบสนองเป้าหมายอะไร
– ถ้าต้องการทำให้เป้าหมายสำเร็จต้องทำอย่างไร
– ตอบสนองเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือไม่

แผนภูมิแสดงกระบวนการนำสิ่งหนึ่งมาใช้ประโยชน์ในอีกบริบทหนึ่ง
ขั้นที่ 1 กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างครบถ้วน
การประยุกต์ที่ดีต้องสามารถได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งเป้าประสงค์ที่ชัดเจนว่าเราต้องการทำอะไร ช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะประยุกต์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยรับ “แก่น” หรือหลักการของสิ่งนั้นที่ตอบวัตถุประสงค์ของเรา ไม่ได้รับเพียง “กระพี้” หรือรูปแบบภายนอก วิธีการปฏิบัติบางประการ ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเกิดผลในบริบทที่เปลี่ยนไป
ตัวอย่าง
ไม่ว่าเราจะมีเป้าหมายในการนำแบบบ้านสไตล์ยุโรปมาสร้างในประเทศไทย หรือนำแบบบ้านเรือนไทยไปสร้างที่ประเทศยุโรป สิ่งที่เราต้องคำนึงนอกจากเรื่องของความงดงามและการแสดงเอกลักษณ์แล้ว เรายังต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ให้ครบถ้วนทุกด้านของการสร้างที่พักอาศัยด้วย อาทิ
1) ศิลปะและความงาม
2) ความสบายเมื่ออยู่อาศัย
3) ความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
ขั้นที่ 2 นำเฉพาะส่วนที่ตอบสนองเป้าหมายมาใช้
การประยุกต์ไม่ใช่การนำทั้งหมดมาใช้ในอีกบริบทหนึ่ง แต่เป็นการนำบางสิ่งของสิ่งนั้นมาใช้ในส่วนที่ตอบสนองต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง รูปแบบวิธีการ ลักษณะภายนอกบางประการ หรือสิ่งใดก็ตาม แต่ต้องมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ สิ่งนั้นต้องสามารถตอบสนองต่อเป้าหมายที่เรากำหนดขึ้นได้ ในขณะเดียวกันย่อมต้องเลือกสิ่งอื่น ๆ มาประยุกต์ใช้ด้วยเพื่อให้ตอบสนองเป้าหมาย เช่น การใส่ชุดประจำชาติ หรือการใช้ผ้าพื้นเมืองที่มีสีสันและลวดลายสวยงามตัดเป็นเสื้อทรงสุภาพแทนการใช้สูท
ตัวอย่าง
เวลาออกงานที่เป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นงานประชุมสัมมนา งานเลี้ยงต่าง ๆ ผู้ชายมักนิยมใส่สูท ซึ่งต้องใส่เสื้อสองชั้น หากไม่ได้อยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศจะร้อนมาก การใส่สูทแม้จะสุภาพแต่อาจไม่เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศร้อน นอกจากนี้อาจทำให้ดูเหมือนว่าเรารับรูปแบบการแต่งกายจากตะวันตกโดยไม่ได้ประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบท
ขั้นที่ 3 ปรับใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
การประยุกต์ใช้ เช่น การตัดเย็บผ้าไหม หรือผ้าไทยทอมือ อาจตัดเย็บในลักษณะแขนสั้นหรือแขนยาว หรือเรียบร้อย สุภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์
ขั้นที่ 4 ตรวจสอบว่าตอบสนองเป้าหมายหรือไม่ ?
ก่อนที่จะลงมือดำเนินการตามสิ่งที่คิด ควรมีการทดลองในสนามความคิดเพื่อป้องกันการผิดพลาด โดยใช้การคิดเชิงวิพากษ์เข้ามาช่วย เพื่อหาจุดบกพร่องในสิ่งที่เราคิดประยุกต์ว่า
– สมเหตุสมผลหรือไม่ ?
– ถ้านำไปใช้จะเกิดปัญหาที่คิดไม่ถึงหรือไม่ ?

2. เห็นสิ่งที่พึงพอใจ ต้องการนำ “ทั้งหมด” มาใช้
ในกรณีที่เราต้องการนำแนวคิด กฎระเบียบ หลักปฏิบัติ รูปแบบการทำงาน ทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในบริบทหนึ่งมาใช้ในบริบทของเรา โดยต้องการนำมาใช้ทั้งหมด แต่ไม่รู้เหมาะสมหรือไม่ให้ปฏิบัติดังนี้
ขั้นที่ 1 กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์
เราจำเป็นต้องมีเป้าหมายชัดเจในการนำสิ่งที่อยู่ในอีกบริบทหนึ่งมาใช้ อีกทั้งต้องมีการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความเหมือนหรือความแตกต่างของสองบริบท หรือระหว่างบริบทที่เหมาะสมใช้แล้วประสบความสำเร็จที่สุด กับบริบทของเราที่ต้องการนำมาใช้ดังเป้าหมาย เช่น
– ตั้งราคาสินค้าที่ดึงดูดผู้ซื้อ
– เปิดร้านขายอาหารกล่องที่มีระบบอุ่นในตัว ตามสถานีรถไฟและสถานีขนส่ง
– เปิดร้านอาหารที่ซื้อแฟรนไชส์มาจากต่างประเทศ
– การนำระบบมาตรฐาน ISO มาใช้ในองค์กร
– การเปลี่ยระบบการเรียนการสอนจากครูเป็นศูนย์กลางเป็นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
– ฯลฯ
ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่จะนำมาใช้
การลอกเลียนเป็นการนำสิ่งหนึ่งมาใช้อย่างปราศจากความเข้าใจ อาจจะยกมาเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด แต่ทว่าเราอาจไม่เข้าใจวัตถุประสงค์หรือมโนทัศน์เบื้องหลังของสิ่งนั้น อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเมื่อนำมาใช้ ทำให้การใช้งานไม่เหมาะสม ไม่ประสบความสำเร็จเช่นที่เราเห็นผู้อื่นใช้
ขั้นที่ 3 วิเคราะห์เปรียบเทียบบริบทเพื่อค้นหา ความเหมือน และความแตกต่าง
นักคิดเชิงประยุกต์ต้องเป็นคนที่มีความ “เฉลียว” ไม่ติดดักความสำเร็จของสิ่งนั้นในอดีต ณ บริบทและเวลาหนึ่ง แต่ตระหนักว่า แนวทางที่ประสบความสำเร็จ แม้จะได้รับการนำมาใช้โดยบุคคลผู้ทรงปัญญา หรือดูท่าทางเป็นผู้ชำนาญการ แต่หากนำมาใช้โดยปราศจากการปรับให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ เวลาใหม่ ผู้ใช้คนใหม่ แนวทางดังกล่าวย่อมมีแนวโน้มประสบความล้มเหลวหรือก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาภายหลังได้ ซึ่งเราต้องพิจารณารายละเอียดของปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
– วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จ
– เปรียบเทียบกับบริบทที่ต้องการนำมาใช้
– เปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
การวิเคราะห์ สิ่งเดิม สิ่งใหม่ มีผลต่อเป้าหมาย/
วัตถุประสงค์หรือไม่ ประยุกต์/
ไม่ประยุกต์
ผู้ใช้ (who)
สิ่งที่นำมาใช้ (what)
ช่วงเวลาที่นำมาใช้ (when)
สถานที่ที่นำมาใช้ (where)
การวิเคราะห์ สิ่งเดิม สิ่งใหม่ มีผลต่อเป้าหมาย/
วัตถุประสงค์หรือไม่ ประยุกต์/
ไม่ประยุกต์
เหตุผลที่นำมาใช้ (why)
วิธีการที่นำมาใช้ (how)

ขั้นที่ 4 ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทใหม่
เมื่อเราพบว่าสถานการณ์เดิมกับสถานการณ์ใหม่มีความแตกต่างกัน เราควรปรับเปลี่ยนสถานการณ์เดิมเพื่อให้เหมาะสมกับเงื่อนไขในสถานการณ์ใหม่ โดยที่หลักการหรือวัตถุประสงค์ที่เราต้องการนั้นยังคงเดิม ทำได้โดยการ
– ปรับเปลี่ยนจุดอ่อนของสถานการณ์เดิมที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่
– เพิ่มเติมบางส่วนเพื่อทำให้เกิดการใช้ประโยชน์และเหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่
การปรับเปลี่ยนให้สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบท และตอบสนองต่อเป้าหมายจะมีวิธีการในรายละเอียดที่แตกต่างกันไปแล้ว แต่เรื่องที่เราต้องการจะประยุกต์ เช่น
– ในบางเรื่องอาจต้องประยุกต์ให้เกิด ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม
ตัวอย่าง
การประยุกต์ใช้ภาษาที่เข้าใจกับผู้รับสาร ควรสื่อสารในภาษาที่คนจะเข้าใจได้ทันที เช่น โฆษณาสินค้าที่ต้องการจำหน่ายให้กับคนทั้งประเทศ อาจจะต้องให้ผู้แสดงสี่ภาค เพื่อสื่อสารกับคนภาคต่าง ๆ เป็นภาษาท้องถิ่น เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ทำให้คนเข้าใจได้ตรงตามที่เราต้องการสื่อสาร นอกจากนี้ การใช้ภาษายังต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับกลุ่มคน เช่น การใช้ภาษาที่เป็นทางการ ภาษาที่ไม่เป็นทางการ ภาษาที่แสดงคุณค่าทางวัฒนธรรม เช่น การเรียกพี่เรียกน้องในบริบทสังคมไทย ผู้รับสารก็จะรู้สึกถึงความเป็นพวกเดียวกัน
– ในบางเรื่องอาจต้องประยุกต์โดยใช้หลัก พวกเดียวกัน
การแสดงตัวเป็นพวกเดียวกันเพื่อให้คนรู้สึกยอมรับ เมื่อคนยอมรับ สิ่งที่เราจะกล่าวออกไปเขาจะรับฟังและนำไปปฏิบัติได้ง่ายกว่า เช่น กับนักการเมืองที่ใส่ชุดม่อฮ่อม ชาวบ้านจะจะสัมผัสรู้สึกถึงความเป็นพวกเดียวกัน เกิดความรู้สึกว่าเข้าใจกัน ไม่รู้สึกแปลกแยก เป็นต้น
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบว่าตอบสนองเป้าหมายหรือไม่
เพื่อให้ความคิดรอบคอบและครบถ้วน ควรมีการประเมินในเรื่องต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้จริง อาทิ
– ความสามารถในการใช้ประโยชน์ได้จริง
– ประเมินความคุ้มทุน
– ประเมินผลได้-ผลเสีย
การนำสิ่งหนึ่งมาใช้ในอีกบริบทหนึ่งนับว่ามีความซับซ้อนในปัจจัยที่เป็นรายละเอียด การตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตั้งแต่เรื่องแรกจะช่วยลดปัญหาอันอาจจะเกิดขึ้นตามมา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบแจกแจงรายละเอียดจะยิ่งช่วยให้เราเห็นภาพชัดยิ่งขึ้นถึงผลสำเร็จหรือล้มเหลวเมื่อนำมาใช้ อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนบริบทที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมโดยคงหลักการที่ต้องการบรรลุเป้าหมายไว้ และขั้นสุดท้ายการตรวจสอบก่อนนำไปใช้จริงจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าเมื่อนำมาใช้แล้วโอกาสของปัญหาที่เกิดขึ้นตามมานั้นย่อมลดน้อยลงไปด้วย

3. การนำแนวคิดมาใช้ในภาคปฏิบัติ
การเปลี่ยนแนวคิดเชิงนามธรรมให้เป็นแนวทางปฏิบัติเชิงรูปธรรม จุดมุ่งมหมายเพื่อให้แนวทางการปฏิบัตินั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในบริบทต่าง ๆ ดังนั้น วิธีการจึงค่อนข้างอิสระและหลากหลาย เพราะขึ้นอยู่กับบริบทแวดล้อมเป็นหลัก อาจกำหนดเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
ขั้นที่ 1 กำหนดเป้าหมายการนำมาใช้ประโยชน์
เราจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายการคิดของเราให้ชัดเจนว่าจะนำแนวคิดในเรื่องอะไรมาประยุกต์ใช้ อาจมีจุดมุ่งหมายในการแก้ปัญหาบางประการ หรือเพื่อพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น
ตัวอย่าง
เราต้องการให้หลังคืนวันลอยกระทง แม่น้ำสะอาด ไม่มีขยะเกลื่อนกลาด จึงมีเป้าหมายว่าจะใส่แนวคิดเรื่อง ความสะอาดในวันลอยกระทง ให้ประชาชนได้ช่วยกันตระหนักและเห็นคุณค่า
ขั้นที่ 2 วิเคราะห์แนวคิดที่จะนำมาประยุกต์
การนำแนวคิดมาใช้ ให้ทำการวิเคราห์แนวคิดในเบื้องต้นเพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะนำมาใช้ในต่างบริบท และจะนำมาใช้อย่างไรจึงจะเหมาะสม เราจำเป็นจะต้องพิจารณาในแง่มุมต่าง ๆ เช่น
– เราต้องการประยุกต์แนวคิดในเรื่องอะไร
– เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับใครบ้าง เกี่ยวข้องอย่างไร
– แนวคิดนี้ขัดแย้งหรือสอดคล้องกับบริบทแวดล้อมมากน้อยเพียงใด
w ความเชื่อ
w วิถีการดำเนินชีวิต
w ค่านิยม
w วัฒนธรรม
w ประเพณี
w ถ้านำเรื่องนั้นมาใช้จะส่งผลกระทบอย่างไร
w ผลดี – ผลเสีย
w ควรนำมาใช้ในเวลาใดจึงจะเหมาะสม
w ควรนำมาใช้อย่างไรจึงจะเหมาะสม

ขั้นที่ 3 การนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้
แนวคิดนั้นสามารถอยู่ในลักษณะของ รูปแบบ (form) หรือบทบาทหน้าที่ (function) ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างอิสระ โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือต้องเป็นรูปแบบหรือหน้าที่ที่กลุ่มเป้าหมายยอมรับที่จะนำไปปฏิบัติ ซึ่งวิธีการประยุกต์ค่อนข้างมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ อาทิ
– การให้ความหมายใหม่ในรูปแบบเดิม เป็นการไม่เปลี่ยนรูปแบบ (form) แต่เพิ่มหน้าที่ (function) ใหม่เข้าไปเพื่อทำให้แนวคิดที่เราต้องการดำเนินการนั้นสำเร็จ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการใส่ความหมายใหม่เพิ่มเข้าไป ไม่ได้เสียหลักการหรือวัตถุประสงค์เดิมที่ทำอยู่อันจะช่วยให้คนปฏิบัติสามารถยอมรับได้ง่าย
– การแทรกแนวคิดเข้าไปในความเคยชิน
คนจะรับแนวคิดได้ดีหากเขาไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมาก ดังนั้น หากเราประยุกต์แนวคิดของเราเข้าไปในสิ่งที่เขาคุ้นเคย อาจจะเป็นอาชีพ งานอดิเรก กีฬา วิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน คนก็จะรับสิ่งที่เราสื่อสารได้ดีขึ้น เช่น แนวคิดเรื่องความกตัญญู เป็นต้น
ขั้นที่ 4 ตอบสนองเป้าหมายหรือไม่
เราควรคิดเชิงวิพากษ์เพื่อตรวจสอบว่า แนวคิดเชิงประยุกต์สามารถนำมาใช้ได้จริงในภาคปฏิบัติ ณ บริบทที่เราต้องการหรือไม่ หรืออาจเล่นบทบาทสมมติ (role player) โดยทำตัวเป็นเสมือนคนที่ต้องนำแนวคิดนั้นไปปฏิบัติ สำรวจความรู้สึกว่าจะรู้สึกอย่างไร พึงพอใจหรือมีข้อตำหนิติเตียนอย่างไร ในเรื่องใดบ้าง อันจะช่วยให้เราเห็นจุดอ่อนของการประยุกต์ที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

การพัฒนาทัศนคติและนิสัยนักคิดเชิงประยุกต์
1. เป็นนักพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง
นักพัฒนา มีความปรารถนาที่จะทำให้สิ่งที่มีอยู่ดีขึ้นอยู่เสมอ เป็นคนที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่พยายามตรวจสอบอยู่เสมอว่ามีอะไรต้องได้รับการแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ช่างสังเกต ช่างเรียนรู้ และพยายามดึงส่วนดีที่พบเห็นจากภายนอกมาปรับใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาสิ่งที่ตนเองมีอยู่ให้ดีขึ้น

2. เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
นักเศรษฐศาสตร์จะตระหนักว่า ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่ความต้องการมีไม่จำกัด ความจำกัดของทรัพยากรทำให้นักเศรษฐศาสตร์พยายามใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด รวมทั้งการหาสิ่งทดแทนเพื่อแก้ปัญหาที่มีข้อจำกัดได้ เช่น
– ใช้ความรู้คู่การเรียนรู้ เพราะนักคิดกับความรู้เป็นเหมือนของคู่กัน ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจช่วยให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย นำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง
– ยืดหยุ่นและแง่บวก โดยนักคิดจะต้องเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นทางความคิด ไม่ยึดติดในกรอบบทบาทหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของสิ่งใด ซึ่งความคิดยืดหยุ่นจะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย อีกทั้ง นักคิดเชิงประยุกต์จะต้องเป็นคนที่มีความคิดแง่บวก พยายามหาสิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาได้ คัดเลือกคุณสมบัติที่พอจะทดแทนกันได้ แม้จะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ย่อมช่วยให้ปัญหาในเวลานั้นลดน้อยลงไปได้

3. มีความสามารถในการคิดมิติอื่น ๆ
การคิดเชิงประยุกต์เกี่ยวข้องกับการคิดในมิติอื่น ๆ อย่างแยกกันลำบาก เพราะการประยุกต์เรื่องใด ๆ มาใช้จำเป็นต้องพึงพาการคิดในมิติอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิ
– การคิดเชิงมโนทัศน์ เพราะจะช่วยในการค้นหาสิ่งที่จะนำมาใช้ประยุกต์ได้อย่างรวดเร็ว การหาสิ่งทดแทนจะรวดเร็วมากขึ้น ช่วยในการหาแก่นหรือหลักการของสิ่งนั้น เพื่อให้สามารถนำแก่นนั้นมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาของเรา ไม่ได้นำเพียงรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งไม่เหมาะสมเมื่อนำมาใช้เพราะต่างบริบทกัน
– การคิดเชิงเปรียบเทียบ เพราะการที่เราจะนำสิ่งใดมาใช้ประโยชน์จำเป็นต้องเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ในด้านต่าง ๆ เพื่อคัดเลือกสิ่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์มาใช้ประโยชน์ได้
– การคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นความสามารถในการนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้นอกวัตถุประสงค์ เป็นนักประยุกต์เชิงสร้างสรรค์ ชอบคิดแตกแขนงความรู้ที่มีอยู่ ให้ขยายในขอบเขตที่จะนำไปใช้กับคนกลุ่มต่าง ๆ คนในบริบทต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางมากที่สุด เพื่อให้สิ่งนั้นสามารถได้รับการนำไปใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้สถานการณ์นั้น บริบทแวดล้อมขณะนั้น
– การคิดเชิงวิเคราะห์ เพราะสามารถจำแนกแยกแยะส่วนประกอบหรือความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของสิ่งนั้น เพื่อให้สามารถดึงส่วนประกอบหรือหลักการที่เกี่ยวข้องมาตอบสนองวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้
– การคิดเชิงวิพากษ์ เพราะแนวคิดหรือสิ่งที่ปรับแล้วจะต้องมีการวิพากษ์ด้วย เพื่อช่วยให้เกิดการมองในมุมตรงกันข้าม หาจุดอ่อน จุดที่ต้องแก้ไขของสิ่งที่นำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ ในบางเรื่องที่นำมาใช้อาจต้องใช้การคิดมิติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การคิดอย่างบูรณาการ เพื่อพิจารณาเรื่องที่ต้องการนำมาใช้อย่างรอบด้าน เพื่อดูว่าอาจจะมีปัญหาใดเกิดขึ้นได้บ้างจะได้ปรับปรุงแก้ไขได้อย่างถูกต้อง หรือการคิดเชิงอนาคตในกรณีที่ต้องคาดการณ์ว่าสิ่งที่จะนำมาใช้นั้นจะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตบ้าง เป็นต้น

4. รอบคอบแต่กล้าเสี่ยง
นักคิดเชิงประยุกต์จะต้องเป็นคนที่มีความรอบคอบ และในขณะเดียวกันต้องมีความกล้าเสี่ยงด้วย เนื่องจากผลผลิตจากการคิดเชิงประยุกต์เรียกได้ว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับบริบทใหม่ที่เกิดขึ้น การนำมาใช้จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสอดคล้องเหมาะสมของปัจจัยต่าง ๆ ภายใต้บริบทใหม่นั้นด้วย นักคิดเชิงประยุกต์จึงจำเป็นต้องมีคยวามรอบคอบในการคิดเชิงวิเคราะห์ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่มีความแตกต่างกัน และปรับสิ่งที่ต้องการนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับบริบทใหม่
ในขณะเดียวกัน นักคิดเชิงประยุกต์ต้องมีความกล้าเสี่ยงด้วย โดยตระหนักว่าแม้มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้ว แต่เมื่อนำมาใช้จริงแล้วอาจมีปัญหาที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ นักคิดเชิงประยุกต์ต้องไม่เป็นคนที่ท้อแท้หรือล้มเลิกอะไรง่าย ๆ แต่ต้องเป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม

สรุป
การคิดเชิงประยุกต์เป็นการคิดเพื่อดึงความสามารถในการนำบางสิ่งมาปรับใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทสภาพแวดล้อมและเวลาขณะนั้น เพื่อบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ช่วยให้สามารถปรับตัวและปรับใช้สิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมเข้ากับยุคสมัยที่บริบทแวดล้อมเปลี่ยนไป ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาในวิถีทางที่ถูกต้องได้ และช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ใช้การได้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก การพัฒนาทักษะการคิดเชิงประยุกต์จึงเหมาะสมสำหรับทุกกลุ่มคน ทุกเพศและทุกวัย
การคิดเชิงประยุกต์เป็นอีกหนึ่งการคิดที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการก้าวขึ้นเป็น “นักคิด” ผู้มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา การตัดสินใจ และการเรียนรู้ที่จะเลือกและนำสิ่งดี ๆ มาสู่ชีวิตของตน และเป็นการคิดที่จำเป็นต้องพัฒนาในส่วนของทัศนคติ และลักษณะนิสัยด้วยเช่นเดียวกับการคิดในมิติอื่น ๆ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดตามธรรมชาติของเรา อันจะช่วยให้คิดได้ทันที เมื่อมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข

อ้างอิง

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. การคิดเชิงประยุกต์. กรุงเทพ : ซัสเซสมีเดียม, 2546.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *