กับดัก 7 ประการของ MBA

กับดัก 7 ประการของ MBA

โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ [2-2-2004]

ตัวแปรสำคัญในสมการแห่งการพัฒนาประเทศในวันนี้คงหนีเรื่องของ “การศึกษา” ไปไม่พ้น จะเห็นได้จากหลายๆประเทศที่พยายามเร่งปฎิรูปการศึกษารวมถึงบ้านเราที่ยังล้มลุกคลุกคลานมาหลายปี
เพราะทุกประเทศเห็นตรงกันว่าการเข้า สู่ยุค Knowledge Based Economy นั้นจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาเป็นตัวยกระดับมาตรฐานในการแข่งขันกับตลาดโลก ซึ่งตัว อย่างใกล้ๆ ตัวเราที่เห็นได้ชัดเจนก็คือประเทศญี่ปุ่นที่ชูการศึกษาเป็นกลไกหลักในการพัฒนาประเทศได้ผลสำเร็จมาแล้ว จนปัจจุบันระบบการศึกษาของเขาเปิดกว้างมากถึงขนาดที่มีจำนวนที่นั่งในสถาบันการ ศึกษามากกว่าจำนวนนักศึกษาที่กำลังสอบคัดเลือกเข้ามาเสียอีก
การปฏิรูปการศึกษาแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่มีใครคิดที่จะล้มเลิกไปเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ระชาชน หรือภาคเอกชนก็ตาม และเราก็เริ่มมองเห็นการศึกษาในมิติของ “คุณภาพ” มากขึ้นจากเดิมที่เรามุ่งเน้นแต่ “ปริมาณ” แต่เพียงด้านเดียวตัวอย่างหนึ่งที่ผมอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อ่าน “บิสิเนสไทย” ในวันนี้ก็คือมิติของการผลิตบัณฑิตแบบเดิมที่เราเร่งสร้างปริมาณเป็นหลักจนทำให้เกิดจุดอ่อนมากมายลุกลามมาจนถึงภาคธุรกิจ
โดยเฉพาะการศึกษาในระดับ MBA ที่ เปิดสอนกันอย่างมากมายในทุกมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน เนื่องจากเป็นสาขาที่คนสนใจเข้าเรียนมากที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่หลักสูตร MBA เป็นหลักสูตรที่มีผู้คนตั้งความหวังเอาไว้มากที่สุด ทั้งผู้เรียนที่หวังจะใช้ MBA เป็นหลักประกัน ถึงความสำเร็จในอนาคต ในขณะที่บริษัทที่รับมหาบัณฑิตเหล่านี้เข้ามาร่วมงานก็หวังที่จะได้คนชั้นหัวกะทิที่มีความเพียบพร้อมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเราจะพบปัญหามากมายโดยเฉพาะกับผู้ที่เรียนต่อ MBA ทันทีโดยไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ซึ่งปัญหาที่เรามักจะพบอยู่เป็นประจำก็คือ ประการที่ 1 ความอ่อนด้อยประสบการณ์ในการทำงาน เมื่อบวกกับความคาดหวังที่อยากจะเรียนจบไปเพื่อไปเป็น “ผู้บริหาร” แล้วจึงทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นทันที
จริงอยู่ว่าเป้าหมายของหลัก-สูตร MBA ก็เพื่อสร้างนักบริหาร เช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจที่ต้อง การนักบริหารรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทัพ แต่หากได้ผู้บริหารที่ มีแต่ความรู้เชิงทฤษฎีโดยไม่รู้จักภาคปฏิบัติก็คงจะยากที่จะ พาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้
ประการที่ 2 คือ ปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งพบได้บ่อยในกรณีที่เรียนจบ MBA มาโดยมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองรู้มามากเกินไปจนไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่นจนทำให้สื่อสารกับคนทั่วไปได้ยาก และอาจทำให้ควบคุมบังคับบัญชาได้ยากตามไปด้วย
ประการที่ 3 ความสามารถในการวิเคราะห์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในกรณีที่มหาวิทยาลัยที่สอนนั้นยังคงใช้รูปแบบการสอนแบบดั้งเดิมที่เน้นการเรียนในระบบโดยไม่เปิดโอกาส ให้นิสิต นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น สุดท้ายแล้วเขาก็จะเป็นผู้ที่เคยชินกับการรับและขาดความเป็นตัวของตัวเองจนกระทั่งขาดความสามารถทางการวิเคราะห์ไปอย่างน่าเสียดาย
ยังมีข้อคิดอีก 4 ประการที่ต้องขอยกยอดไปในอาทิตย์หน้า ซึ่งแต่ละข้อนั้นไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นเสมอกับคนที่จบ MBA หากแต่เป็นข้อสังเกตที่รวบรวมไว้และหวังที่จะเห็นผู้ที่จบ การศึกษาในสาขานี้ปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกธุรกิจยุคปัจจุบันเพื่อเข้ามาเป็นกลไกสำคัญขององค์กรธุรกิจได้อย่างทันท่วงที

จุดอ่อนสำคัญที่ชาว MBA อาจมองข้ามและกลายเป็นปัญหาใหญ่ในองค์กรมักจะหนีไม่พ้นเรื่องของ ความอ่อนด้อยประสบการณ์ การสื่อสารกับผู้อื่น และความสามารถในการวิเคราะห์ ซึ่งเป็น 3 ประเด็นหลักที่คอลัมน์คิดนอกกรอบใน “บิสิเนสไทย” ทิ้งท้ายไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ต่อกันในประการที่ 4 คือความยึดมั่นในเทคนิคการบริหารตามตำรา มากจนเกินไป อย่าลืมว่าในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ทักษะในการบริหารถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการบริหารก็คือ “คน” ที่มีความสลับซับซ้อนอ่อนไหวและคาดเดาได้ยาก
การบริหารคนจึงไม่อาจยึดทฤษฎีที่ เรียนมาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ประสบการณ์และการเรียนรู้จากรอบข้าง โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรกำลังพัฒนาไปสู่ความเป็น Flat Organization ที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ผู้บริหาร จำเป็นต้องมีเทคนิคในการบริหารคนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
ประการที่ 5 ความเข้าใจในหลัก การบริหารการเงิน ซึ่งถือเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ในการบริหารองค์กรธุรกิจในทุกวันนี้ เพราะในโลกของ MBA ย่อมประกอบไปด้วยผู้เรียนจากหลายหลายสาขา จึงมีผู้ที่มีพื้นฐานความรู้ ความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ดังนั้นไม่ว่าจะมีพื้นฐานการศึกษามาจากสาขาใด เป็นวิชาชีพเฉพาะ หรือวิชาทั่วไปก็จำเป็นต้องทำความรู้และความเข้าใจกับหลักสูตรในด้านการเงินให้มากที่สุด
ประการที่ 6 ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งกลายเป็นสิ่งปฏิเสธไม่ได้แล้ว ในทุกวันนี้ และผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำขององค์กรก็ย่อมเท่ากับเป็นหน้าเป็นตาอันดับแรก สุดขององค์กร การใช้ภาษาจึงไม่ใช่ “ข้อได้เปรียบ” แต่กลายเป็น “ข้อบังคับ” ที่ผู้นำทุกคนต้องมีเลยทีเดียว
ประการสุดท้าย คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด เพราะโลกธุรกิจในทุกวันนี้ผู้บริหารต้องผสมผสานทั้งสินทรัพย์ที่จับต้องได้กับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่าง ผสมกลมกลืนกันให้มากที่สุด
กลไกสำคัญที่จะทำได้ก็คือการบริหารโดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรข้อมูลดิบเป็นข้อมูลข่าวสาร และสังเคราะห์ให้กลายเป็นภูมิปัญญาเพื่อใช้ในการตัดสินใจได้อย่าง ถูกต้องแม่นยำ
การใช้เทคโนโลยีอย่างผิวเผินหรือการซื้อเทคโนโลยีตามกระแสจึงไม่ใช่ทางออก แต่การศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานอย่างถ่องแท้ในทุกๆ มิติย่อมทำให้ “รู้จริง” และใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้ถูกจุดและเกิดผลสูงสุดต่อองค์กร
ผมเชื่อว่าผู้เรียน MBA ส่วนหนึ่งก็คือคนระดับ “หัวกะทิ” ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรรุ่นใหม่ต่อไป และเป้าหมายในการแข่งขันขององค์กรในทุกวันนี้ขยายไปถึงการต่อสู้ในระดับโลกซึ่งนั่นเป็นบทบาทใหม่ที่ผู้เรียน MBA ต้องเข้าใจและปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ได้
ในมุมมองของผม การเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาใดก็เปรียบเสมือนมหาสมุทรที่เราตักตวงได้ไม่มีวันหมด หลักสูตร MBA ที่เราเรียนมาจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เราจะยึดมั่นไปตลอด หากแต่เป็นการแก้ปัญหาและการลองถูกลองผิดในโลกธุรกิจ จริงต่างหากที่จะเสริมให้เราเป็นผู้บริหารที่รู้เท่าทันโลกธุรกิจอย่างแท้จริง

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *