กลิ่นกาย…ก่อปัญหามากกว่าที่คิด

กลิ่นกาย…ก่อปัญหามากกว่าที่คิด
• คุณภาพชีวิต
แพทย์ชี้ ต้องสวมเสื้อผ้าโปร่งบาง แป้งฝุ่นโรย งดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

แม้ใบหน้าของเราจะสวยงาม หล่อเหลา หรือรูปร่างดีปานใด แต่หากมีปัญหากลิ่นกาย ก็คงเป็นสิ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของเราลงไปไม่น้อย ยิ่งถ้าเป็นหน้าร้อนต่อหน้าฝนเช่นนี้ หลายคนคงมีปัญหากลิ่นกายที่ไม่พึงประสงค์ได้ง่าย

น.พ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง อธิบายว่า ที่หน้าร้อนและหน้าฝนพบปัญหากลิ่นตัวมาก เพราะตามธรรมชาติเหงื่อเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ ถ้าอยู่ในอากาศร้อน ร่างกายจะหลั่งเหงื่อเพื่อระบายความร้อน

โดยปกติต่อมเหงื่อมี 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่า ต่อมเหงื่อเอ็คครายน์ มีกระจายทั่วร่างกาย เป็นต่อมเหงื่อที่หลั่งเหงื่อใสๆ ปริมาณมากออกมาเวลาร้อนจัด ส่วนต่อมเหงื่ออีกชนิดเรียกว่า ต่อมเหงื่ออะโปครายน์ มักอยู่ตามรักแร้, รอบหัวนม, ทวารหนัก และรอบอวัยวะเพศ กลิ่นตัวทั่วไปนั้นเกิดจากการที่ต่อมเหงื่ออะโปครายน์หลั่งของเหลวสีน้ำนมออกมา แต่มีปริมาณน้อยมาก เมื่อแบคทีเรียย่อยสลายของเหลวสีน้ำนมนี้ จึงทำให้เกิดกลิ่นตุๆ ขึ้นได้ ส่วนเหงื่อใสปริมาณมากจนทำให้มีรอยเปียกเสื้อที่ใต้วงแขน ซึ่งหลั่งโดยต่อมเหงื่อเอ็คครายน์ ช่วงแรกก็ไม่มีกลิ่น ต่อเมื่อเมื่อมีการเติบโตของแบคทีเรียจึงเกิดกลิ่นตัวขึ้น ตำแหน่งอื่นของร่างกายนอกจากรักแร้และรอบอวัยวะเพศที่ส่งกลิ่นได้ คือ เท้า, หนังศีรษะ เส้นผม และปาก พบว่าคนอ้วน, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และหญิงมีครรภ์ เกิดกลิ่นตัวง่ายกว่าคนทั่วไป, อากาศร้อน,อากาศอบอ้าวชื้น, อารมณ์ที่ตึงเครียดกระวนกระวายใจ ทำให้มีเหงื่อมากกว่าปกติ การติดเชื้อยีสต์, เชื้อรา, แบคทีเรียที่ขาหนีบ, รักแร้ และซอกพับอื่นๆ เช่น ใต้ราวนม เหล่านี้ทำให้เกิดกลิ่นตัว ที่น่าสนใจคือ กลิ่นตัวอาจเกิดจากของแปลกปลอมที่อยู่ในรูจมูก

มักพบในกลุ่มเด็กและโรคบางอย่าง ทำให้ร่างกายมีกลิ่นได้ เช่น เกาต์, ลักปิดลักเปิด, ไทฟอยด์, ภาวะตับวายไตวาย, โรคจิต เช่น จิตเภท จะมีกลิ่นตัวลักษณะเฉพาะ โรคประสาทหลอนบางอย่างที่คิดว่าตัวเองมีกลิ่น อาจเป็นอาการแสดงถึงความผิดปกติของระบบประสาทหรือโรคสมอง น.พ.ประวิตร แนะนำว่า เพื่อลดการเกิดกลิ่นตัว ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งบางและหลวม, อาบน้ำวันละ 1 – 2 ครั้ง, ใช้สบู่ฟอกตามตัวและตามซอกพับ ถ้าบริเวณใดอับชื้นง่าย เช่น รักแร้, ขาหนีบ หรือซอกนิ้วเท้า ให้ใช้แป้งฝุ่นโรยเพื่อดูแลให้ผิวหนังบริเวณนั้นให้แห้ง, เสื้อผ้าต้องซักให้สะอาด ผึ่งแดดให้แห้งสนิทได้ก็ดี เพราะเสื้อผ้าที่ไม่สะอาดและอับชื้นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นตัว, การโกนขนรักแร้ช่วยลดกลิ่นตัวได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียชอบบริเวณที่อับชื้น อย่างเช่น ที่รักแร้อยู่แล้ว, ลดการรับประทานเครื่องเทศ, หอม, กระเทียม, หน่อไม้ฝรั่ง เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนเสริมให้กลิ่นตัวรุนแรงมากขึ้นได้, ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนผสมอยู่ เช่น กาแฟ ชา และน้ำอัดลม, งดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าดูแลรักษาตามแบบที่ว่าแล้วยังมีเหงื่อออกมาก หรือมีกลิ่นตัวอยู่ ก็ควรเลือกใช้ยาลดเหงื่อ ยาดับกลิ่น

น.พ.ประวิตร พิศาลบุตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีเทคนิคทางการแพทย์ที่รักษากลิ่นตัว ในกรณีที่รักษาสุขอนามัย ใช้ยาลดเหงื่อยาดับกลิ่นแล้วไม่ได้ผล เช่น การดูดไขมันเพื่อเอาต่อมเหงื่ออะโปครายน์ออก, การผ่าตัดต่อมเหงื่ออะโปครายน์ออก, ยารับประทานบางชนิด, การใช้เทคนิคไอออนโต, การผ่าตัดปมประสาทซิมพาเทติก และการฉีดสารพิษโบทูลินัม มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารผิวหนังของอเมริกา ศึกษาการฉีดสารโบทูลินัมเพื่อลดกลิ่นตัว ผู้เข้ารับการทดลองจะได้รับการฉีดโบทูลินัมเข้าในรักแร้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านถูกฉีดด้วยน้ำเกลือเปล่า หลังจากนั้นผู้วิจัยจะดมทดสอบกลิ่นตัวอีกครั้ง พบว่ารักแร้ด้านที่ฉีดโบทูลินัมมีกลิ่นและมีเหงื่อลดลง เมื่อเทียบกับด้านที่ฉีดน้ำเกลือเปล่า อย่างไรก็ตาม เทคนิคเหล่านี้อาจมีข้อแทรกซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงควรเลือกใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

แม้ว่าเรื่องกลิ่นกายจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่ดีแก่ตนเองและคนใกล้ชิด ดีกว่าปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมชาติต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *