กลยุทธ์ Diversification เทรนด์มาแรง ยักษ์ธุรกิจเอเชีย

กลยุทธ์ Diversification เทรนด์มาแรง ยักษ์ธุรกิจเอเชีย

การขยับตัวของยักษ์กินดื่มอายุกว่า 100 ปี ของฟิลิปปินส์ เพื่อปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์การก่อตั้ง เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนถึงปรากฏการณ์ ในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นกับกลุ่มธุรกิจเก่าแก่ ทั่วเอเชีย

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ “ซาน มิเกล” กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของฟิลิปปินส์ ได้อนุมัติแผนแตกกิจการธุรกิจเบียร์ของกลุ่มออกเป็นบริษัทอิสระ พร้อมกับเตรียมแตกไลน์เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงาน เหมืองแร่ อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภคพื้นฐาน และอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดของยักษ์กินดื่มเอเชีย นับจากก่อตั้งมานานถึง 117 ปี

เอดูอาร์โด โคฮวงโก ประธานกลุ่มซาน มิเกล แจกแจงว่า เป็นเพราะบริษัทต้องการอยู่ในอุตสาหกรรมที่เน้นขนาด และสามารถสร้างการเติบโตต่อไปได้ “เราได้วางเป้าหมายเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจหลักๆ ที่กำลังเป็นกระแสสำคัญที่กำลังสร้างการเติบโตในอนาคต ไม่ใช่แค่เพื่อซาน มิเกล แต่เพื่อชาวฟิลิปปินส์ด้วย”

โคฮวงโกบอกว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็น กลไกการเติบโตของบริษัท แต่ละการลงทุนจะมีการศึกษาอย่างระมัดระวัง โดยจะมีการว่าจ้าง ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาใหม่ที่จะเข้าไปลงทุน

ภายใต้แผนดังกล่าว ซาน มิเกลจะนำหุ้น บุริมสิทธิ์ออกขาย 1.5 พันล้านหุ้น เพื่อช่วยระดมเงินทุนสนับสนุนแผนขยายกิจการออกไปนอกธุรกิจหลัก โดยคาดว่าการสร้างความหลากหลายให้กับกลุ่มธุรกิจครั้งนี้ จะช่วยยกราคาหุ้นของกลุ่มให้กระเตื้องขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เคลื่อนไหวตามหลังดัชนีตลาดหุ้นฟิลิปปินส์มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นับจาก 23 กรกฎาคม 2545

ในช่วงเวลาดังกล่าว ดัชนีคอมโพสิตของตลาดหุ้นฟิลิปปินส์พุ่งทะยานถึง 220% ขณะที่ราคาหุ้นของซาน มิเกล ในกระดานเอ และบี ปรับตัวสูงขึ้นเพียง 59% และ 56% ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี เฟอร์ดินานด์ คอนสแตนติโน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ให้รายละเอียด แผนแตกกิจการว่า ซาน มิเกลยังคงถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจเบียร์ในประเทศ หลังจากมีการนำหุ้นออกขายต่อสาธารณชน โดยบริษัทกิรินที่ถือหุ้น 19.95% ในซาน มิเกล ได้แสดงความสนใจจะซื้อหุ้นในธุรกิจเบียร์ในประเทศของบริษัท

ซาน มิเกลวางแผนทุ่มเงิน 750 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกิจการเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยมองไปที่โครงข่ายการผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งชาติ ที่รัฐบาลจะนำออกขายตามแผนแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นหนึ่งในกลุ่มสินทรัพย์ที่ซาน มิเกล สนใจลงทุน อย่างไรก็ตามธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทอยู่ต่อไป

การปรับใหญ่ของซาน มิเกล ยังอาจรวมถึงการนำธุรกิจบางส่วนในออสเตรเลียออกขาย ซึ่งรวมถึงเนชั่นแนล ฟูดส์ และนำเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์มาสนับสนุนการเติบโตในธุรกิจอื่น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซาน มิเกลเพิ่งลดการลงทุนในบริษัทโคคา-โคลา บอตเทลอร์ ฟิลิปปินส์ ผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่สุดของประเทศ และในเดล มอนเต แปซิฟิก ธุรกิจไร่สับปะรด การขายผลประโยชน์ในบริษัททั้งสองมีมูลค่าประมาณ 740 ล้านดอลลาร์

พอล โจเซฟ การ์เซีย ผู้จัดการกองทุนหนึ่งในเครือไอเอ็นจี แอสเซต แมเนจเมนต์ ในมะนิลา ตั้งข้อสังเกตว่า อาหารและเครื่องดื่มจะไม่ใช่อุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในอีก 2 ปีข้างหน้า ดังนั้นซาน มิเกลจะต้องแตกไลน์ธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่น และพัฒนาตนเองให้เป็นบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลาย

มองในภาพกว้าง ซาน มิเกลไม่ใช่ธุรกิจในฟิลิปปินส์ หรือในภูมิภาคเอเชียรายแรกและรายเดียวซึ่งปรับวิธีคิดใหม่ในการดำเนินธุรกิจ การเติบโตโดยอาศัยการสร้างความหลากหลายให้กับธุรกิจ และขยายการลงทุนออกไปนอกธุรกิจหลัก (diversification)

ตัวอย่างใกล้ตัว คือ กลุ่มธุรกิจของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.ซี.ซี.แลนด์ ซึ่งมีรายงานว่า อยู่ระหว่างการปรับพอร์ตธุรกิจใหม่ จากธุรกิจเครื่องดื่มที่เป็นธุรกิจหลัก ไปสู่การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์และพลังงาน เช่นเดียวกับกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งจากธุรกิจหลักในด้านเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตรและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง กลุ่มนี้ได้ขยายกิจการออกไปนอกธุรกิจหลัก ตั้งแต่สื่อสารโทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และบริการ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ หรือแม้แต่กรณีของชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรายสำคัญเป็นกลุ่มทุนสิงคโปร์ ก็มีการขยายกิจการออกไปนอกธุรกิจหลักอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์และสายการบิน

ในมาเลเซีย บริษัทอนาแล็บส์ รีซอร์ส กำลังเป็นดาวเด่นในหมู่บริษัทจดทะเบียนของตลาดหุ้นมาเลเซีย เพราะนอกจากบริษัทนี้จะมีผลกำไรสุทธิในปีงบฯการเงินที่สิ้นสุด 30 เมษายน 2550 เกือบ 210% จากปีงบฯการเงินก่อน แล้วยังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การบำบัดของเสียและการนำกลับมาใช้ใหม่ การประมง และบรรจุภัณฑ์สำหรับเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ทั้งยังแตกไลน์ไปในธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โฮลดิงส์ด้านการลงทุน การผลิตและจำหน่ายสีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง

รูปแบบการสร้างความหลากหลายทางธุรกิจกำลังมาแรงในจีนเช่นกัน โดยมีหลายกลุ่มธุรกิจด้วย ยกตัวอย่าง บริษัทเลอโนโว ของจีน ที่สามารถซื้อธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจากยักษ์ใหญ่สีฟ้า “ไอบีเอ็ม” จากนั้นก็ขยายไลน์ธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ในกลุ่มธนาคาร แบงก์ออฟ นานกิง วางแผนขยายกิจการไปสู่นอกภาคบริการการเงิน หลังจากนำหุ้นใหม่ออกขายในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้แล้ว อาทิ ในธุรกิจน็อนแบงก์และอื่นๆ แม้แต่ในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวของจีน ก็มีหลายกลุ่มที่มีการขยายไลน์เข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

กรณีศึกษาเรื่องการปรับกลยุทธ์ธุรกิจด้วยการสร้างความหลากหลายให้กับธุรกิจ ยังมีให้เห็นในออสเตรเลีย อาทิ บริษัทอาเลสโก คอร์ปอเรชั่น กลุ่มบริการและวัสดุก่อสร้าง มีแผนปรับกลยุทธ์ในแนวทางนี้ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การก่อตั้งบริษัทเช่นกัน โดยเตรียมเข้าซื้อกิจการธุรกิจจัดการน้ำ ของบริษัทโทเทล อีเดน แมคเครกเกน

ปัจจุบันตลาดที่อยู่อาศัยใหม่เริ่มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจในหลายส่วนของออสเตรเลีย ดังนั้นการซื้อกิจการใหม่ในธุรกิจประเภทเหมืองแร่ ก่อสร้าง จนถึงด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ จะช่วยชดเชยภาวะซบเซาดังกล่าวได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวโน้มการสร้างความ หลากหลายให้กับธุรกิจ เป็นแนวโน้มที่สวนทาง กับพัฒนาการของกลุ่มธุรกิจในเอเชีย ในช่วงหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540-2541 ซึ่งกลายเป็นกลุ่มทุนเก่าแก่ในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่เกิดวิกฤตช่วงนั้น ส่วนใหญ่ต้องการลดการลงทุนในกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และปรับโมเดลธุรกิจจากธุรกิจครอบครัวเป็นธุรกิจที่บริหารโดยมืออาชีพ

ที่มา :www.matichon.co.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *