X-Ray ตู้คอนเทนเนอร์ 100%

X-Ray ตู้คอนเทนเนอร์ 100%
Source: สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย

สหรัฐฯ ออกกฎใหม่เอ็กซเรย์ตู้ต้นทาง เพิ่มภาระผู้ส่งออก แนะท่าเรือฯเร่งรับมือ สหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกที่หลายๆ ประเทศต่างต้องพึ่งพาการส่งออก หรืออาจกล่าวได้ว่าสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกก็ว่าได้ โดยพบว่าในแต่ละปีจะมีตู้คอนเทนเนอร์จำนวนกว่า 11 ล้านตู้ ขนสินค้าเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นจำนวนมหาศาล และภายหลังจากเหตุการณ์ 911 สหรัฐฯ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบในแง่ของการค้า และการลงทุน โดยหลายๆ ประเทศเริ่มเกิดความกังวลในการทำการค้ากับสหรัฐฯ ดังนั้นสหรัฐฯ จึงต้องกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการก่อการร้าย โดยเฉพาะมาตรการที่ต้องนำมาใช้ในการตรวจสอบตู้สินค้าที่นำเข้าสหรัฐฯ เพื่อป้องกันมิให้ใช้เป็นช่องทางในการก่อการร้าย โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ริเริ่มโครงการที่เป็นการป้องกันการก่อการร้ายที่จะเข้ามาใช้ท่าเรือในการขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย, สินค้าอันตราย และวัตถุระเบิด เช่นโครงการ Container Security Initiative (CSI), Customs-Trade Partnership Against Terrorism (C-TPAT) และโครงการ Megaports Initiative เป็นต้น

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ ได้แก่ กฎหมาย Improving America’ Security Act 2007 ของกระทรวง Department of Homeland Security ซึ่งบังคับให้ท่าเรือในต่างประเทศจะต้องตรวจสอบตู้สินค้าก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ ด้วยการเอ็กซเรย์หรือสแกนตู้สินค้า 100% ด้วยอุปกรณ์ Non-intrusive Imaging Equipment ตลอดจนทำการ X-Ray ตู้ 100% เพื่อการตรวจอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จากข้อมูลในส่วนของประเทศไทย พบว่าในปี 2008 ประเทศไทยมีตู้สินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ จำนวนทั้งสิ้น 370,832 TEUs ซึ่งแบ่งเป็นตู้สินค้าที่ขนส่งตรงไปสหรัฐฯ (Direct Service) จำนวน 122,375 TEUs หรือคิดเป็นสัดส่วน 33% และส่วนที่เหลืออีกจำนวน 248,457 TEUs หรือประมาณ 67% เป็นตู้สินค้าที่ต้องไปถ่ายลำที่ประเทศอื่นๆ (Transshipment Service) เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ ก่อนนำเข้าตู้สินค้าดังกล่าวขนส่งไปยังสหรัฐฯ กฎหมายดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องส่งสินค้าเข้าไปยังสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นในมุมมองของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ ต่อกฎหมายดังกล่าวของสหรัฐฯ ดังนี้

1. ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ส่งออกของประเทศต้นทางจะมีภาระ ทั้งเรื่องการดำเนินการที่เพิ่มขึ้น, ค่า X-Ray ต่อตู้, ค่าใช้จ่ายของรถหัวลาก เป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่รวมค่าบริการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีการเรียกเก็บเพิ่มเติม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อต้นทุนของสินค้าทั้งสิ้น และท้ายที่สุดแล้วภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้นจะต้องตกอยู่กับผู้บริโภคในห่วงโซ่สุดท้าย ซึ่งก็คือผู้บริโภคของสหรัฐฯ นั่นเอง และนอกจากนี้ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ควรที่จะถูกผลักมาให้ผู้ส่งออกเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว ควรจะมีการแชร์ค่าใช้จ่ายในแต่ละ Stakeholder ภายใน Supply Chain

2. ความไม่พร้อมของประเทศไทยทั้งเรื่องของ เครื่อง X-Ray, พื้นที่รองรับในการ X-Ray ตามท่าเรือต่างๆ ซึ่งปัจจุบันพบว่าจำนวนเครื่อง X-Ray ของท่าเรือแหลมฉบังมีจำนวน 2 เครื่อง และจากการคำนวณความสามารถในการสแกนสินค้าของเครื่อง X-Ray ของไทยพบว่า ในเวลา 1 ชม. ความสามารถของเครื่อง X-Ray จะสามารถสแกนตู้สินค้าขนาด 20 ฟุตได้ 12 TEUs/hrs. ดังนั้นที่ท่าเรือแหลมฉบังเครื่อง X-Ray 1 เครื่องจะสามารถสแกนตู้สินค้าได้ประมาณ 288 TEUs/วัน (คิดเทียบชม.ทำงานเป็น 24 ชม.) ซึ่งที่ท่าเรือแหลมฉบังมีเครื่อง X-Ray จำนวน 2 เครื่อง ดังนั้นหมายความว่าในหนึ่งวันท่าเรือแหลมฉบังจะสามารถสแกนตู้สินค้าได้จำนวนทั้งสิ้น 576 TEUs/วัน ในขณะที่จำนวนตู้สินค้าของไทยไปยังสหรัฐฯ มีจำนวนเฉลี่ยถึง 1,015 TEUs นั่นหมายความว่าจะมีจำนวนตู้สินค้าตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบังเพื่อรอการส่งออกไปยังสหรัฐฯ กว่า 40%
ดังนั้นภาครัฐควรต้องจัดซื้อเครื่อง X-Ray เพิ่มเติม โดยเครื่อง X-Ray ดังกล่าวนั้นควรจะต้องประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถสแกนสินค้าได้รวดเร็ว เพื่อให้การหมุนเวียนเข้าออกของตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้การ Scan ตู้สินค้า 100% ณ ท่าเรือต้นทางนั้น อาจทำให้เกิดปัญหาการจราจรในบริเวณท่าเรือฯ ติดขัด และท่าเรือฯ ต้องจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้วางตู้สินค้าเพื่อรอการสแกน ซึ่งสหรัฐฯ ควรพิจารณาอนุญาตให้นำตู้สินค้าที่จะส่งออกไปสแกนในบริเวณรอบนอกพื้นที่เขตศุลกากรของท่าเรือฯ เช่นในเขต ICD ลาดกระบัง เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของท่าเรือแหลมฉบัง และเพิ่อมิให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตพื้นที่ท่าเรือ รวมถึงจะช่วยแก้ปัญหาการตกค้างของตู้สินค้าที่รอการสแกนของท่าเรือ โดยเมื่อตู้สินค้าที่ผ่านการสแกนจาก ICD ลาดกระบังแล้วให้สามารถยกตู้ขึ้นเรือได้เลย โดยที่มิต้องสแกนซ้ำในเขตพื้นที่ศุลกากร

3. ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนในการสแกนตู้สินค้า เนื่องจากตู้สินค้าของไทยไปยังสหรัฐฯ ที่ออกจากท่าเรือแหลมฉบัง หรือท่าเรือกรุงเทพ ส่วนใหญ่เป็นตู้ที่ต้องขึ้นเรือ Feeder เพื่อไปถ่ายลำขึ้นเรือแม่ที่ Transshipment Port เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ซึ่งหากตู้สินค้ามีการสแกน 100% ที่ประเทศไทยแล้ว ตู้สินค้าที่ไปถ่ายลำที่ Transshipment Port ไม่ควรจะต้องถูกสแกนซ้ำที่ Transshipment Port อีกครั้ง เนื่องจากจะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ แต่ทั้งนี้คงต้องมีสัญลักษณ์ หรือ Seal หรือเอกสารต่างๆ ที่แนบไปพร้อมกับตู้เพื่อแจ้งให้ Transshipment Portทราบว่าตู้สินค้านี้ถูกสแกนมาจากประเทศไทยแล้ว

นอกจากนี้ หากประเทศต่างๆ ยินยอมที่จะทำตามมาตรการสแกนตู้สินค้า 100% ณ ประเทศต้นทางแล้ว เมื่อสินค้าเดินทางไปถึงสหรัฐฯ ขั้นตอนการผ่านพิธีการต่างๆ ในประเทศสหรัฐฯ ควรเป็นไปอย่างรวดเร็ว หรืออาจจะมี Green Lane โดยสินค้าไม่ควรต้องมีการตรวจสอบซ้ำอีกทีที่ประเทศปลายทาง นอกจากนี้กฎระเบียบๆ ในการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ควรต้องปรับให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าวเช่นกัน เพื่อมิให้การขนส่งสินค้าเกิดความล่าช้าเพิ่มไปอีก

4. การเข้าร่วมโครงการ C-TPAT ตามที่สหรัฐฯ ได้เคยออกมาตรการ C-TPAT ตั้งแต่ปี 2544 นั้น ดังนั้นมาตรการใหม่เกี่ยวกับการสแกนตู้สินค้า 100% นั้น หากผู้ส่งออกไทยที่เคยได้ร่วมดำเนินงานภายใต้โครงการ C-TPAT ไปแล้วตั้งแต่ปี 2544 ยังคงต้องปฏิบัติตามระเบียบในการสแกนตู้คอนเทนเนอร์ 100% เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ ที่มิได้เข้าร่วมโครงการ C-TPAT นั้น แสดงว่าที่ผ่านมาการเข้าร่วมโครงการ C-TPAT ของผู้ประกอบการไทยไม่ได้มีประโยชน์แต่อย่างใด

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *