Winning ต้นทุนผู้นำ 'ชาลอต โทณวณิก'

Winning ต้นทุนผู้นำ ‘ชาลอต โทณวณิก’
จะด้วยเพราะประสบการณ์ตรงที่เคยอยู่กับองค์กรต่างชาติ หรือบุคลิกเฉพาะตัวที่กล้าได้ กล้าเสี่ยง ของ “ชาลอต โทณวณิก” ซีอีโอแห่งค่ายมีเดีย ออฟ มีเดียส์ จึงมี “Winning” และ “Jack Welch” ผู้ที่เป็นตำนานของจีอีเป็นคัมภีร์

ชาลอตมักพูดเสมอๆ ว่า หนังสือเป็นครูที่ดี สำหรับการเริ่มต้นหรือต้องการที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และที่ผ่านมา ตัวเธอเองมักจะใช้เวลาว่างส่วนใหญ่อยู่กับการอ่าน

“อ่านหนังสือทุกประเภท อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าอยู่ที่ไหนต้องมีหนังสือติดมือ แม้แต่เวลาที่ไปทานข้าวคนเดียว ตอนเช้าก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยวันละ 10 ฉบับ”

เหล่านั้นคือพฤติกรรมที่ชาลอตทำจนกลายเป็นความเคยชิน

บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เพิ่ม ทำให้ซีอีโอแห่งค่ายมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ต้องสนใจหนังสือในหมวดของ How-To ประเภทความสำเร็จและความล้มเหลวทางธุรกิจมากเป็นพิเศษ

และที่มาแรงไม่แพ้กันคือ หนังสือต่างประเทศที่เกี่ยวกับงานการทำรายการทีวี

“ต้นแบบ” ที่เธอบอกว่ามีภาวะผู้นำซึ่งมีบุคลิกและความคิดความอ่านหลายๆ อย่างตรงกับเธอ ขณะเดียวกันก็มีข้อคิด และแนวทางในการบริหารงานที่สะกิดใจ แม้จะยังไม่สามารถดึงมาใช้วันนี้ได้แต่สิ่งเหล่านั้นสามารถเก็บสะสมไว้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ระยะยาว นั่นคือ “Winning” ที่เขียนโดยแจ๊ค เวลช์

ชาลอตบอกว่า เธอนับถือภาวะความเป็นผู้นำและน้อมรับผลสำเร็จของแจ๊ค เวลช์ ทั้งที่เกิดขึ้นกับจีอีและปรากฏในงานเขียนทุกชิ้นของเขา

และสำหรับเธอแล้ว แจ๊ค เวลช์ ไม่ใช่ตำนานซีอีโออย่างที่ใครหลายๆ คนเรียกขาน แต่ยังคงเป็นผลสำเร็จของต้นแบบซีอีโอจนถึงทุกวันนี้

“แจ๊ค เวลช์ ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จแล้วจบลงเมื่อเกษียณชีวิตทำงาน แต่เขายังเป็นคนที่ประสบความสำเร็จกระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้น เขาจึงไม่น่าจะถูกเรียกว่าตำนาน”

ส่วน Winning มีเสน่ห์ต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ ของแจ๊ค เวลช์ ตรงที่เป็นงานเขียนซึ่งเกิดขึ้นหลังเขาเกษียณตัวเองจากจีอีแล้ว ผลงานที่นำเสนอจึงเป็นลักษณะของการประมวลประสบการณ์ต่างๆ จากคำถามที่เกิดขึ้นตอนที่เขาไปสอนหนังสือ หรือไปบรรยาย

จากความหลากหลายของคำถามของบุคคลต่างอาชีพ ต่างสัญชาติ จากสถานที่ที่แตกต่างกันออกไป เมื่อนำมาจัดเป็นหมวดหมู่ ทำให้ภาพรวมของเนื้อหาเกิดเป็นภาพกว้างมากกว่า เพียงแค่ถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรมของจีอีจากประสบการณ์เฉพาะในมุมของแจ๊ค เวลช์ เพียงคนเดียวอย่างที่ปรากฏในงานเขียนเล่มก่อนๆ นี้

และที่ชาลอตถือว่าเป็นวลีทองของหนังสือเล่มนี้เลยก็คือ

… Before you are a leader, success is all about growing youself. When you become a leader, sucess is all about growing others.

หมายความว่า ก่อนที่คุณจะเป็นผู้นำ ความสำเร็จคือการพัฒนาตนเอง เมื่อคุณกลายเป็นผู้นำแล้ว ความสำเร็จคือการพัฒนาผู้อื่น

นอกจากนี้ Winning ยังพูดถึงกฏ 8 ข้อในการเป็นผู้นำ ซึ่งชาลอตบอกว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจ แต่ยังไม่มีรายละเอียดมากพอที่จะลงมือปฏิบัติ ขณะที่บางข้อเธอได้ลงมือปฏิบัติไปบ้างแล้ว

“ถึงแม้ว่าจะคิดเหมือนเขาแต่ก็คิดได้ไม่เท่า และไม่รู้ว่าจะใช้อะไรมาเป็นมาตรวัด หรือทำให้เป็นระบบได้อย่างไร ในหนังสือก็จะมีเรื่องพวกนี้อยู่”

ที่ผ่านมา ชาลอตบอกว่า เธอพยายามพัฒนาคน พัฒนาลูกน้อง และพยายามจุดประกายให้ทีมกล้าที่จะเสี่ยง โดยให้น้ำหนักไปที่การทำให้ทุกคนในองค์กรพูดกันอย่างเปิดเผยในลักษณะของ “open up”

หรือที่ชาลอตให้คำจำกัดความว่า ชอบอะไรตรงไหน ให้ฟันธง

เพราะถ้าทำได้จะลดต้นทุน ย่นระยะเวลา ทำให้เกิดผลสำเร็จได้เร็วขึ้น

แรกๆ ชาลอตบอกว่า เธอเข้าใจว่า เป็นธรรมชาติของคนตะวันออกที่มีบุคลิกเกรงใจคน แต่การที่แจ๊ค เวลช์ เขียนขึ้นมา แสดงว่าในองค์กรอื่นๆ ก็มีปัญหาลักษณะนี้เหมือนกัน

“ทุกครั้งที่ถูกรับเชิญให้ไปพูดที่ไหน ก็จะย้ำเสมอๆ ว่า ต้องทำให้คนของเราเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ กล้าเสนอในเรื่องต่างๆ ที่จะทำให้องค์กรได้พัฒนา นั่นคือโอกาสขององค์กร แต่ถ้าองค์กรไหนๆ ตัดโอกาสทางความคิดของลูกน้องหรือพนักงาน ก็เท่ากับตัดโอกาสขององค์กรเองเช่นกัน”

อีกสิ่งที่เธอพยายามทำและสร้างให้เกิดกับทุกองค์กร คือ ไม่ทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าถูกฉีกหน้า แต่เลือกที่จะค่อยๆ อธิบายเมื่อสิ่งที่เขาทำไม่ถูกหรือตรงกับที่ต้องการ ขณะเดียวกันเธอก็เปิดทางให้วัฒนธรรม “ลูกน้องเถียงนายได้” เกิดขึ้นในมีเดีย ออฟ มีเดียส์

แม้ชาลอตจะยกให้ Winning เป็น “ครู” และแจ๊ค เวลช์ เป็นต้นแบบทางความคิดของภาวะผู้นำ แต่ในบางมุมเธอก็ยอมรับว่า ในเชิงปฏิบัติอาจต้องใช้เวลา และการปรับตัวของคนในองค์กรค่อนข้างมาก

ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเรื่องของการจัดกลุ่มคนทำงานในองค์กร ซึ่งแจ๊ค เวลช์ แบ่งคนทำงานในจีอีไว้ 3 จำพวก คือ ดีมาก กลางๆ และบัวไม่พ้นน้ำ

พร้อมกับมีบทลงโทษสำหรับกลุ่มสุดท้ายด้วยการให้ออกทันที

หากองค์กรไทยแห่งไหนคิดจะนำหลักการนี้มาปฏิบัติ แน่นอนว่าแรกๆ ต้องเกิดปัญหาขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ 1-2 ปีแรก

เริ่มตั้งแต่หัวหน้าไม่กล้าประเมินลูกน้อง ด้วยธรรมชาติของคนตะวันออกในส่วนของความเกรงใจที่มีอยู่ค่อนข้างมาก

ส่วนในแง่ของการบริหารงาน ไม่ต้องพูดถึงบทลงโทษด้วยการให้ออก แค่ไม่ขึ้นเงินเดือน หรือตัดสิทธิ์บางอย่างก็กลายเป็นหัวข้อให้ถกกันในองค์กรไม่รู้จบแล้ว โดยเฉพาะในองค์กรที่มีระบบการบริหารงานแบบโลกตะวันออกอย่างเหนียวแน่น

ดังนั้น หากจะนำหลักการบริหารงานแบบโลกตะวันตกมาใช้ ชาลอตแนะว่า ควรจะเริ่มตั้งแต่เริ่มต้น เพราะจะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้เร็ว แต่ถ้าเป็นองค์กรที่ดำเนินการอยู่แล้วควรเลือกบางอย่างเข้ามาปรับใช้

โดยส่วนตัวแล้ว เธอเชื่อว่า บริษัทไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กขนาดไหนก็ตามที หากบริหารองค์กรแบบไทย (แท้ๆ) คงจะอยู่ลำบาก เพราะทุกวันนี้การต่อสู้เป็นแบบสากล โลกธุรกิจเชื่อมถึงกันหมด ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดก็จะเหมือนๆ กัน การแข่งขันย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ผู้บริโภคก็สามารถหาข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ได้ ฉะนั้น ต้องอยู่ด้วยแนวการบริหารแบบสากล แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบแจ๊ค เวลช์

ข้อสำคัญสำหรับคนที่เป็นผู้นำ คือ คิดถึงตนเองให้น้อยที่สุด คิดถึงองค์กรและคนใต้บังคับบัญชาก่อน

เรื่อง : นันชนก มีสุวรรณ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *