The Authentic Adam Smith อะดัม สมิท ตัวจริง (2)

The Authentic Adam Smith อะดัม สมิท ตัวจริง (2)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3892 (3092)
การเขียนหนังสือเรื่อง The Theory of Moral Sentiments ทำให้ชื่อเสียงของ อะดัม สมิท แผ่กระจายไปอย่างกว้างขวาง และอีก 4 ปีต่อมาชนชั้นขุนนางครอบครัวหนึ่งก็เสนอตำแหน่งอาจารย์พิเศษของลูกๆ ให้แก่เขา โดยที่เขาจะต้องอยู่กับเด็กตลอดเวลาเป็นเวลา 3 ปี รวมทั้งในระหว่างที่เด็กเดินทางไปอยู่ในฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ด้วย เขาจะได้ค่าตอบแทนปีละ 300 ปอนด์ไปตลอดชีวิต ตอนนั้น อะดัม สมิท อายุ 40 ปี เขารับงานใหม่ และลาออกจากการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ในระหว่างที่เป็นอาจารย์พิเศษอยู่ 3 ปีนั้น อะดัม สมิท พยายามพบปะกับปราชญ์ในด้านต่างๆ พร้อมกับศึกษาหาความรู้และเขียนหนังสือไปพลางๆ ด้วย หลังหมดภาระจากการเป็นอาจารย์พิเศษเขาใช้เวลา 6 เดือนเพื่อปรับปรุงเรื่อง The Theory of Moral Sentiments และศึกษาวิชาต่างๆ อยู่ในนครลอนดอนก่อนที่จะกลับขึ้นไปสกอตแลนด์และใช้เวลาศึกษา วิชาอื่นๆ อีก
ในช่วงนั้นเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ใกล้ชิดแล้วว่า อะดัม สมิท กำลังเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในและนอกอังกฤษมีอิทธิพลต่อเนื้อหาของหนังสือเล่มนั้น เช่น ฝรั่งเศสกำลังมีความขัดแย้งรุนแรงคุกรุ่นอยู่ภายใน ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การปฏิวัติเมื่อปี ค.ศ.1789 เหตุการณ์นั้นมีส่วนหล่อหลอมความคิดของ อะดัม สมิท ในการต่อต้านการปกครองแบบกดขี่ที่สร้างปัญหาไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีที่ไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอน การตั้งค่าเงินเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม การเอาเปรียบเกษตรกร หรือการสร้างหนี้สาธารณะ ซึ่งประชาชนจะต้องแบกภาระรับใช้ อีกเหตุการณ์หนึ่งได้แก่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างอังกฤษ กับอาณานิคมในอเมริกา อะดัม สมิท เห็นว่าอังกฤษควรจะสร้างความใกล้ชิดกับอาณานิคมให้มากยิ่งขึ้น และแทนที่จะพยายามกดขี่ ควรพิจารณาย้ายศูนย์การปกครองของอาณาจักรไปอยู่ในอเมริกา เพราะเขาทำนายว่าอาณานิคมนั้น จะร่ำรวยกว่าอังกฤษในวันหนึ่งข้างหน้า เขาต่อต้านการเก็บภาษีชาวอาณานิคม แต่ไม่ยอมให้ชาวอาณานิคมมีตัวแทนในรัฐสภา ชาวอเมริกันมักอ้างถึงแนวคิดนั้นจนติดปากมาถึงทุกวันนี้ (No taxation without representation.)
ในปี ค.ศ.1776 อันเป็นสมัยที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี และเป็นปีที่อาณานิคมในอเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ อะดิม สมิท ก็พิมพ์หนังสือเรื่อง An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ออกมา หนังสือเรื่องนี้มี 5 ภาคด้วยกัน ได้รับการแปลเป็นภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส และเดนิชทันทีและภาษาอื่นๆ ในเวลาต่อมา ได้รับการปรับปรุง 4 ครั้งในระหว่างที่ อะดัม สมิท ยังมีชีวิตอยู่อีก 14 ปีและได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานของตำราวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง มาเป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ
ผู้เขียนวิจารณ์ว่าเบื้องหลังลึกๆ ที่นำไปสู่การเขียนหนังสือเรื่อง The Wealth of Nations ของ อะดัม สมิท ได้แก่การโต้เถียงกันเกี่ยวกับภัยของความฟุ่มเฟือยเนื่องจากในตอนนั้นสังคมตะวันตก เริ่มจะแยกกันไม่ออกแล้วว่า อะไรเป็นความจำเป็นเบื้องต้นของชีวิต อะไรเป็นการบริโภคเพื่อสนองความอยาก ซึ่งอะดัม สมิท ประณามว่าไม่มีทางสิ้นสุด อันที่จริงปราชญ์ได้ชี้ให้เห็นภัยร้ายแรงที่ความฟุ่มเฟือยมีต่อร่างกาย และจิตวิญญาณ มาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว แต่มีปราชญ์หลายคนในยุคของ อะดัม สมิท มองว่ามันเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของความขยันหมั่นเพียร ความก้าวหน้าและการสร้างบุคลิกภาพอันพึงปรารถนาของคน
ชื่อเต็มของหนังสือมีความหมายว่า “การสืบหาธรรมชาติและที่มาของความมั่งคั่งของชาติ” เนื่องจากหนังสือมีถึง 5 ภาค [ฉบับพิมพ์รวมกันทั้งหมดโดย Random House เมื่อปี 1994 ประกอบด้วย 1,131 หน้า] ซึ่งครอบคลุมประเด็นมากมาย บางครั้งมันจึงสร้างปัญหาสำหรับผู้อ่านเมื่อเขาต้องการจะหาคำตอบสั้นๆ ว่า อะดัม สมิท “พบ” อะไรในการ “สืบหา” ของเขา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Authentic Adam Smith พูดถึงเนื้อหาของหนังสือของ อะดัม สมิท ตามลำดับภาค ซึ่งก็ทำให้ยากแก่การหาคำตอบสั้นๆ เช่นกัน อย่างไรก็ตามเขาพยายามชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ อะดัม สมิท “พบ” นั้นอาจมาจากไหนได้บ้าง
ปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งได้แก่ “การแบ่งงานกันทำ” (Division of Labor) ซึ่ง อะดัม สมิท ยกการทำเข็มหมุดมาเป็นตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงมาจนทุกวันนี้ว่า ถ้าแรงงานแต่ละคนทำทุกอย่างเองจากการรีดเส้นลวด ตัดเส้นลวด ดัดให้ตรง ฝนให้แหลม ทำหัวหมุด ฯลฯ แล้ว เขาจะทำได้วันละไม่กี่ตัว แต่ถ้าแรงงานร่วมมือกัน โดยที่แต่ละคนทำเพียงอย่างเดียว เช่น คนตัดลวดก็ตัดอย่างเดียวตลอดวัน เขาจะตัดได้มาก ทำให้แรงงานทั้งหมดผลิตเข็มหมุดได้มากกว่าในกรณีที่ต่างคนต่างทำทุกขั้นตอน การผลิตที่เพิ่มขึ้นยังผลให้ทุกคนมีรายได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถ้ารายได้บางส่วนถูกเก็บออมไว้และนำไปใช้เป็น “ทุน” ซึ่งผลิดอกออกผล มันจะทำให้เกิดความมั่งคั่งขึ้นกับแต่ละคนซึ่งเมื่อนำมารวมกันจะเป็นความมั่งคั่งของชาติ ในความเห็นของอะดัม สมิท การแบ่งงานกันทำและทุนเป็นสองในสามปัจจัยที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่ง ปัจจัยที่สามได้แก่เสรีภาพซึ่งจะกล่าวถึงในตอนต่อไป
ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าแนวคิดเรื่อง “การแบ่งงานกันทำ” นี้มีอยู่ในแวดวงของปราชญ์มาเป็นเวลานานก่อนการพิมพ์หนังสือของ อะดัม สมิท อาทิ เพลโต (Plato) พูดถึงเรื่องการทำงานตามความเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว (specialization) ไว้ในหนังสืออันโด่งดังของเขาเรื่อง The Republic กว่า 2 พันปีมาแล้ว เมื่อปี ค.ศ. 1690 เซอร์ วิลเลียม เพตตี (Sir William Petty) ได้ใช้แนวคิดนี้ในการวิเคราะห์การทอผ้าว่า ถ้าแรงงานแต่ละคนทำเพียงอย่างเดียวจะทำให้ผลิตผ้าได้มากขึ้นและราคาผ้าถูกลง ต่อมามีผู้ใกล้ชิดกับอะดัม สมิท อย่างน้อยสองคนใช้แนวคิดนี้ในงานเขียนของพวกเขา อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้ใช้คำว่า Division of Labor หากใช้คำอื่นที่มีความหมายอย่างเดียวกัน เช่น เดวิด ฮูม (David Hume) ใช้คำว่า Partition of Employments ในงานเขียนเรื่อง Treatise of Human Nature ซึ่งพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1739 ฉะนั้น อะดัม สมิท อาจจะ “พบ” แนวคิดดังกล่าวจากแหล่งใดก็ได้แล้วนำมาเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เพื่อใช้ในหนังสือของเขา
เนื่องจากอะดัม สมิท มองว่าชนชั้นแรงงานเป็นฐานรากของความมั่งคั่งของสังคม เขาจึงแยกสมาชิกในสังคมออกเป็นฝ่ายที่ช่วย และฝ่ายที่ไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่ง ฝ่ายที่สร้างความมั่งคั่งได้แก่ผู้ที่ผลิตสิ่งต่างๆ ที่ใช้เลี้ยงตัวเองได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ส่วนผู้ที่ไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่งทั้งที่งานของพวกเขา อาจมีค่าแต่ไม่สามารถใช้เลี้ยงตัวเขาเองได้มีมากมายจนยกมาไม่หมด ผู้เขียนวิจารณ์ว่า อะดัม สมิท เอ่ยถึงคนเหล่านั้นคงเพราะต้องการกระตุกหนวดเสือได้แก่ ชนชั้นพระราชา ผู้พิพากษา ทหาร คนรับใช้ในบ้าน พระ ทนาย แพทย์ ปราชญ์ด้านต่างๆ และศิลปิน
อะดัม สมิท เขียนว่าแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำไม่ใช่เกิดจากปัญญาดังที่เพลโตคิด หรือเกิดจากพรสวรรค์ของพระเจ้าดังที่ชาวคริสต์และชาวฮินดูคิดกัน หากเกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่มีความโน้มเอียง หรือความชอบ ในการนำสิ่งต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกัน ความชอบนี้เองที่ทำให้การค้าขายแพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง และการขยายนั้นไม่ใช่เพราะความรักพระผู้เป็นเจ้า ความกลัวชนชั้นผู้นำ หรือความใจบุญ หากเกิดขึ้นเพราะผลประโยชน์ของผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเอง กระบวน “มือลึกลับ” เริ่มทำงาน ณ จุดนี้และนำไปสู่ความมั่งคั่งของสังคมทั้งที่ อะดัม สมิท เองมิได้ใช้คำนี้โดยตรง เพื่อเอื้อให้การแลกเปลี่ยนแพร่ขยายไปอย่างกว้างขวาง มนุษย์เราได้ตั้งตลาดขึ้นมา และเมื่อการแลกเปลี่ยนกันโดยตรงทำได้ยากขึ้น เพราะสินค้าบางอย่างอาจมีขนาดใหญ่ซึ่งผู้ซื้อคนเดียวไม่ต้องการทั้งหมด เช่น หมูทั้งตัว มนุษย์เราก็ประดิษฐ์ตัวกลางในการแลกเปลี่ยนขึ้นมาอันได้แก่ สิ่งที่เราเรียกกันว่า “เงิน”
หน้า 50
________________________________________

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *