The Authentic Adam Smith อะดัม สมิท ตัวจริง (1)

The Authentic Adam Smith อะดัม สมิท ตัวจริง (1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3891 (3091)
ภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน มันเป็นอาการหนึ่ง ของปัญหาอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ จนขาดสมดุลอย่างร้ายแรง ตามระบบตลาดเสรีการใช้ทรัพยากรมากเกินไป เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดในการตั้งราคาตามค่า หรือต้นทุน ที่แท้จริงของทรัพยากรแต่ละอย่าง เช่น การตั้งราคาน้ำมันต่ำเกินไปโดยไม่รวมการกำจัดผลเสียของมันเข้าไปด้วย ทำให้การใช้น้ำมันสูงมาก จนนำไปสู่การสะสมของก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน หากผู้ใช้น้ำมันต้องจ่ายค่ากำจัดผลเสียนั้น เขาจะใช้น้ำมันน้อยลง ในขณะเดียวกันการใช้พลังงานทางเลือก ที่ไม่มีผลกระทบก็จะเพิ่มขึ้น
ทุกครั้งที่มีการพูดกันถึงระบบตลาดเสรีก็มักจะมีการอ้างถึง อะดัม สมิท (Adam Smith) ผู้ได้รับการยกย่องในสังคมตะวันตกว่า เป็นเสมือนบิดาของระบบนั้น อย่างไรก็ตามผู้อ้างส่วนใหญ่ไม่รู้อย่างแท้จริงหรอกว่า อะดัม สมิท พูดว่าอะไรเพราะไม่เคยอ่านงานเขียนของเขา โดยเฉพาะหนังสือเรื่อง The Wealth of Nations ซึ่งถือกันว่าเป็นต้นตำรับของแนวคิดระบบตลาดเสรีและมีชื่อเต็มว่า An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ยิ่งกว่านั้นยังมีหนังสือสำคัญยิ่งของ อะดัม สมิท อีกเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาอันเป็นเสมือนฐานของงานด้านตลาดเสรีของเขา ชื่อ The Theory of Moral Sentiments ซึ่งคงแปลตรงๆ ว่า “ทฤษฎีแห่งความรู้สึกทางจริยธรรม” อะดัม สมิท เน้นนักเน้นหนาว่าจริยธรรมมีความสำคัญยิ่ง ปราศจากจริยธรรมเสียแล้วตลาดเสรีไม่มีทางทำงานได้ตามที่เราอยากให้มันทำ นั้นคือ มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เนื่องจากน้อยคนจะมีเวลาหรือโอกาสได้อ่านงานของ อะดัม สมิท ฉะนั้นเมื่อไม่นานมานี้จึงมีผู้ที่ได้อ่านอย่างละเอียดชื่อ James Buchan เขียนหนังสือขนาด 200 หน้าออกมาชื่อ The Authentic Adam Smith : His Life and Ideas เพื่อแจงว่า อะดัม สมิท คิดอย่างไรแน่พร้อมกับเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเขาประกอบไว้ด้วย
อะดัม สมิท เป็นชาวสกอต เกิดเมื่อปี ค.ศ.1723 (พ.ศ.2266) หรือในสมัยตอนปลาย ของยุคกรุงศรีอยุธยา เป็นกำพร้าพ่อตั้งแต่ก่อนเกิด ได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีความสนใจหลายด้านและเป็นอาจารย์สอนวิชาวาทศิลป์ ปรัชญา จริยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ต่อด้วยการเป็นอาจารย์ส่วนตัวของขุนนางในราชวงศ์อังกฤษ และกรรมาธิการศุลกากรในตอนบั้นปลายของชีวิต อะดัม สมิท ไม่ได้แต่งงาน เป็นผู้อุปการะแม่และหลานๆ ซึ่งเป็นเสมือนทายาทของเขา ก่อนตายเขาได้เผาเอกสารเกี่ยวกับงานจำนวนมากที่ยังเขียนไม่เสร็จ เราจึงไม่รู้ว่าเขาได้คิดอะไรไว้อีกบ้าง
เนื่องจากในยุคนี้ความสนใจในงานของ อะดัม สมิท มักจำกัดอยู่ที่แนวคิดเรื่องระบบตลาดเสรีของเขา หนังสือเล่มนี้จึงเน้นเบื้องหลังและเนื้อหาของ The Wealth of Nations และเรื่อง The Theory of Moral Sentiments ก่อนที่จะนำเข้าสู่เนื้อหาผู้เขียนกล่าวว่า “Invisible Hand” หรือ “มือลึกลับ” ซึ่งใครต่อใครอ้างว่า เป็นหลักสำคัญของการทำงานของระบบตลาดเสรีที่ อะดัม สมิท ค้นพบนั้นอันที่จริง อะดัม สมิท กล่าวถึงเพียง 3 ครั้งในงานเขียนของเขา (หนังสือสองเล่มดังกล่าวรวมกันถึงกว่า 1,600 หน้าเมื่อนำมาพิมพ์เป็นปกอ่อนในปัจจุบัน) “มือลึกลับ” มีความหมายว่าในชุมชนที่ทุกคนทำงานเพื่อตัวเองจะมีพลังอย่างหนึ่ง ซึ่งผลักดันให้เศรษฐกิจของชุมชน ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ แต่ผู้เขียนเน้นย้ำว่าในการกล่าวถึง 3 ครั้งนั้น อะดัม สมิท ไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “มือลึกลับ” กับการทำงานของตลาดเสรีเลย
The Theory of Moral Sentiments พิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี ค. ศ.1759 (พ.ศ.2302) หรือ 8 ปีก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตก เป็นครั้งที่ 2 ตอนนั้น อะดัม สมิท เป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ หนังสือเรื่องนี้ได้รับการปรับปรุง 5 ครั้ง ในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันและสร้างความฮือฮาในบรรดาปราชญ์แห่งยุค เนื้อหาของเรื่อง The Theory of Moral Sentiments ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องเกี่ยวกับว่าอะไรผิดอะไรถูก หากมุ่งเน้นไปในกรณีที่ว่าถ้าปราศจากผู้มีอำนาจ หรือกฎเกณฑ์ของสังคม เราจะมีความรู้สึกอย่างในการกระทำของเราเอง และอะไรเป็นต้นเหตุของความรู้สึกนั้นและมันเกิดขึ้นได้อย่างไรในโอกาสต่างๆ
ก่อนที่ อะดัม สมิท จะเขียนหนังสือเรื่องนี้ออกมา ปราชญ์ในยุคนั้นมีแนวคิดว่า ตามธรรมดาเราจะพิจารณามาตรฐานทางจริยธรรมของตัวเราเองก่อน แล้วใช้มาตรฐานนั้นวัดการกระทำของผู้อื่น อะดัม สมิท คิดว่านั่นมันเป็นการคิดแบบกลับหัวกลับหาง เขาจึงเสนอว่าเราพิจารณาความมีจริยธรรมของการกระทำของผู้อื่นก่อน แล้วจึงกลับมาพิจารณาการกระทำของตัวเราเอง อะดัม สมิท กล่าวว่าตามธรรมดาเราใช้วิธีเอาตัวเราไปใส่อยู่ในสถานการณ์ของผู้อื่นในทำนองเอาใจเขามาใส่ใจเรา จินตนาการดูว่าเราจะมีความรู้สึกอย่างไร แล้วเราจึงพิจารณาว่าการกระทำของเขา “เหมาะสม” หรือไม่ อะดัม สมิท เรียกกระบวนการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้นว่าเป็นการมองดูของ “ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง” (impartial spectator) ซึ่งจากบริบทของการเขียนของเขามีความหมายในทำนอง “จิตสำนึก” เขานำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมโดยเน้นแรงจูงใจที่นำไปสู่การกระทำมากกว่าผลของการกระทำนั้น โดยสรุปในการพิจารณาว่าการกระทำของเราเหมาะสมหรือไม่ เราใช้กฎเกณฑ์ 2 ด้านด้วยกันคือ ด้านภายนอกอันเป็นมาตรฐานของสังคมรอบตัวเรา และด้านภายในซึ่งได้แก่มาตรฐานและความรู้สึกของเราเอง
ผู้เขียนมองว่าความโดดเด่นของ อะดัม สมิท ในด้านแนวคิดทางจริยธรรมนั้นนอกจากจะเป็นการมองจากมุมใหม่แล้ว ยังมีความเป็นประชาธิปไตย/ต่อต้านเผด็จการ และการมองโลกในแง่ดีอีกด้วย อะดัม สมิท แสดงความวิตกที่สังคมมักบูชาคนร่ำรวยแทนที่จะบูชาคนฉลาดและมีเมตตา เขามองว่าความร่ำรวยเป็นมายาภาพ อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่าการแสวงหาความร่ำรวยเป็นแรงผลักดันอันสำคัญยิ่งของมวลมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนเป็นเสมือนกาวที่เหนี่ยวรั้งส่วนต่างๆ ของชุมชนไว้ด้วยกัน เขาเชื่อว่าคนรวยอาจบริโภคมากกว่าคนจน แต่ก็จะแบ่งปันผลผลิตที่เพิ่มขึ้นให้คนจนด้วย ผู้เขียนมองว่าถ้าอะดัม สมิท มีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบันนี้และมีโอกาสเห็นสลัมตามเมืองต่างๆ เขาอาจไม่มองโลกในแง่ดีถึงขนาดนี้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม อะดัม สมิท ซึ่งไม่ค่อยศรัทธาในคำสอนของศาสนามากนักเขียนไว้ด้วยว่า ทั้งคนจนและคนรวยมีโอกาสแสวงหาความสุขได้เกือบใกล้เคียงกัน เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากวัตถุ หากเกิดจากการไม่ยึดติดในวัตถุ
ในตอนสุดท้ายของ The Theory of Moral Sentiments อะดัม สมิท กล่าวถึงสัญญาที่เขาไม่สามารถรักษาได้ นั่นคือ เขาจะใช้หลักจริยธรรมซึ่งนำไปสู่ความยุติธรรมเพื่อนำเสนอฐานทางปรัชญาของ “ความยุติธรรมตามธรรมชาติ” อันเป็นหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็นฐานของการร่างกฎหมายของทุกประเทศ อะดัม สมิท ประสบปัญหา เพราะเขาไม่สามารถแยกหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติออกจากกฎหมายและการปกครองที่มีอยู่ในโลกในขณะนั้นได้ ยิ่งกว่านั้นเขาต้องการเสนอฐานทางปรัชญาที่ครอบคลุมมากมายหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลของประเทศในยุโรป และอาณานิคมกำลังใช้อยู่ในขณะนั้น ทั้งในด้านการปกครอง ด้านความยุติธรรม ด้านหน้าที่ของรัฐบาล ด้านการเก็บภาษี ด้านการทหารและด้านอื่นๆ ที่จะต้องมีการออกกฎหมาย ในการปรับปรุงหนังสือครั้งสุดท้าย อะดัม สมิท ยอมรับว่าเนื่องจากอายุของเขามากแล้ว เขาอาจจะทำสิ่งที่เขาสัญญาไว้ไม่สำเร็จสมความตั้งใจ ผู้เขียนเดาว่าในบรรดาเอกสารจำนวนมากที่ อะดัม สมิท เผาเมื่อก่อนเขาเสียชีวิตนั้นคงมีแนวคิดมากมายเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังกล่าว เขาไม่อยากให้ผู้อื่นรู้เพราะเขายังไม่แน่ใจในความถูกต้องของมัน หรือไม่เขาก็ไม่อยากให้ใครรู้ถึงการต่อต้านระบบการปกครองของยุโรป ซึ่งอำนาจตกอยู่ในมือของอภิสิทธิ์ชน
หน้า 50
________________________________________

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *