Strategic-Thinking Leader – ดร.สุมาส วงศ์สุนพรัตน์

Strategic-Thinking Leader – ดร.สุมาส วงศ์สุนพรัตน์
ผู้นำในอนาคตควรมีแนวคิดเชิงยุทธ์ ทั้งนี้เพราะว่าโลกของธุรกิจในปัจจุบันมีแต่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลาทำให้โอกาสใหม่ๆและอุปสรรคต่างๆทางธุรกิจเกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วโดยยากที่ใครจะคาดคิดมาก่อน และโอกาสเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะไขว่คว้าโอกาสเหล่านั้นมาทำให้เป็นเงินเป็นทอง นั่นหมายถึงว่าการที่บริษัทใดจะมีความสามารถในการทำกำไรได้สูงและมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทเหล่านั้นจะต้องมีผู้นำที่มีสามารถมองเห็นโอกาสเหล่านี้ก่อนคนอื่น ตลอดทั้งความเป็นไปได้ต่างๆในเชิงธุรกิจที่เกินไกลไปกว่าสิ่งที่ผู้นำทั่วๆไปสามารถที่จะมองเห็นได้ในตลาดที่ตนแข่งขันอยู่ ผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจเหล่านี้ซึ่งยากที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องและแม่นยำทำให้เป็นการยากแก่ผู้นำองค์กรในการที่จะสามารถวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ดังนั้นผู้นำธุรกิจในโลกปัจจุบันจึงควรมีความสามารถในการคิดเชิงยุทธ์ (Strategic Thinking) ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสามารถในการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) ที่ดูเหมือนจะไม่เพียงพอเสียแล้ว

สำหรับการทำธุรกิจในยุคนี้ ผู้นำที่จะสามารถนำองค์กรของตนไปสู่จุดหมายปลายทางตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ได้สำเร็จจะต้องมีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างเฉลียวฉลาดบนพื้นฐานของข้อมูลใหม่ๆที่มักจะเป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์แต่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การที่ผู้นำทั่วๆไปจะกลายเป็นผู้นำที่มีแนวความคิดเชิงยุทธ์ (Strategic-Thinking Leaders) ได้จะต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้คือ การคิดที่เป็นระบบ มองอนาคตออก มองสิ่งต่างๆจากหลายๆมุมมอง เข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ (Relationships) และการเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน (Interdependencies) ของปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อธุรกิจ รู้จักสร้างสมมุติฐานในสิ่งที่ตนอยากทราบแต่ยังไม่มีใครพิสูจน์และกล้าที่จะท้าทายและทดสอบสมมุติฐานต่างๆ รู้จักจำลองและทดสอบสถานการณ์ต่างๆทั้งที่ยังไม่เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้น สามารถเล็งเห็น Trends ที่กำลังจะมาและที่กำลังจะหมดไปจากความนิยมได้ก่อนคนอื่นบนพื้นฐานแนวคิดที่สร้างสรรค์ในวิกฤตการณ์ต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง

การคิดเชิงยุทธ์เป็นรูปแบบของการคิดที่นักกลยุทธ์และ CEO ใช้กันอยู่เป็นประจำเพื่อช่วยในการสร้างรูปแบบของธุรกิจสำหรับใช้ในการกำหนดทิศทางขององค์กรในอนาคตอย่างเข้มแข็ง เราอาจพูดได้ว่าการคิดเชิงยุทธ์เป็นหัวใจและ Framework สำหรับแผนกลยุทธ์ (Strategic Plan) และแผนปฏิบัติการณ์ (Operational Plan) โดยขบวนการคิดเชิงยุทธ์ (Strategic Thinking Process) เป็นตัวช่วยกำหนดว่าองค์กรควรจะมีเป้าหมายเป็นอย่างไรในอนาคต ในขณะที่ระบบการวางแผนเชิงยุทธ์ (Strategic Planning Systems) จะช่วยเลือกหนทางที่จะพาองค์กรให้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ได้วางไว้ตามวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรอย่าง Smart คือเต็มไปด้วยประสิทธิภาพและประสิทธิผล การคิดเชิงยุทธ์ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่และเป็นหัวใจของธุรกิจในปัจจุบันนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าการคิดเชิงยุทธ์จะช่วยบ่งบอกถึงปัจจัยที่เป็นหัวใจในการกำหนดทิศทางขององค์กรและยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางและกรอบของวิสัยทัศน์ แต่การที่การคิดเชิงยุทธ์จะประสบความสำเร็จได้ดีผู้บริหารระดับสูงและผู้ที่เกี่ยวข้องในการกำหนดวิสัยทัศน์จะต้องมี Commitment และให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ผู้นำในโลกทุกวันนี้ต้องมีพัฒนาการทางด้านความคิดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในการคิดเชิงยุทธ์ซึ่งเป็นขบวนการที่ผู้นำใช้ในการสานฝันของเขาที่เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ขององค์กรให้กลายเป็นจริงโดยใช้ขบวนการคิดเชิงยุทธ์ช่วยในการพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีม (Team Work) การแก้ปัญหา (Problem Solving) และการคิดเชิงวิกฤต (Critical Thinking) นอกจากนั้นการคิดเชิงยุทธ์ยังช่วยทำให้ผู้นำเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นโดยทำให้สามารถวางแผนรองรับการปรับเปลี่ยนต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งช่วยให้มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ การคิดเชิงยุทธ์อาจเปรียบได้กับการสร้างภาพยนตร์โดยผู้กำกับต้องคิดก่อนทำหนังว่าอยากจะให้ผู้ชมมีความรู้สึกอย่างไรกับภาพยนตร์เรื่องนี้ในที่สุดเมื่อหนังจบ แล้วจึงเริ่มลงมือสร้าง ในทำนองเดียวกันผู้นำองค์กรก็ต้องคิดให้ตกเสียก่อนว่าในที่สุดก่อนตะวันจะลับฟ้าตนอยากเห็นองค์กรของตนเป็นอย่างไรแล้วจึงคิดย้อนหลังกลับมาว่าจะทำอย่างไรดีที่จะให้ถึงวันที่เห็นองค์กรของตนเป็นเช่นนั้นให้เร็วที่สุดโดยเปลืองทรัพยากรน้อยที่สุดเพื่อผลประโยชน์และกำไรสูงสุดที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ

ในการพัฒนาขบวนการคิดเชิงยุทธ์ผู้นำควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ตามลำดับคือ

ข้อแรกผู้นำเชิงยุทธ์ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าองค์กรจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ก็ต้องพึ่งคน โครงสร้างขององค์กร และทรัพยากรอื่นๆที่จำเป็นเช่นเงินทุนและเทคโนโลยีเป็นต้น ดังนั้นผู้นำเชิงยุทธ์ต้องทราบว่าการที่องค์กรของเขาจะไปถึงดวงดาวได้เขาต้องการคนแบบไหน ควรมีโครงสร้างขององค์กรอย่างไร และต้องมีทรัพยากรอะไรบ้างจึงจะทำให้วิสัยทัศน์เป็นจริงได้

ข้อที่สองคือผู้นำเชิงยุทธ์ควรรู้จักสังเกตุการณ์สิ่งต่างๆอย่างพินิจพิเคราะห์โดยพยายามสังเกตสิ่งเดียวกันจากหลายๆด้านก่อนที่จะตัดสินใจ เปรียบเหมือนเวลาเราอยู่บนเครื่องบินหรือเครื่องร่อนแล้วมองลงมาเราจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆบนพื้นโลกได้ดีกว่าเวลาที่เรายืนอยู่บนพื้นโลก ฉันใดก็ฉันนั้นหลายครั้งถ้าผู้นำลองเอาตัวเองออกไปจากสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยมองกลับเข้ามาก็จะทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมได้ชัดกว่าเวลาที่ตนยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ การกระทำเช่นนี้อาจทำให้สามารถมองเห็นหรือค้นพบสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้อย่างไม่คาดคิดมาก่อน เช่นปัจจัยที่อาจช่วยกระตุ้นให้ลูกน้องอยากทำงานมากขึ้น วิธีการแก้ปัญหาแบบใหม่ๆอย่างมีประสิทธิภาพ หรือวิธีใหม่ๆในการเลือกทางเดินของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อที่สามคือเป็นการฝึกคิดเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในหลายๆรูปแบบเช่นอาจคิดจากมุมมองของสิ่งแวดล้อม จากมุมมองของตลาด จากมุมมองของโครงการณ์และจากมุมมองของการวัดผล สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้นำคิดถึงผลลัพธ์สุดท้ายแล้วพยายามมองหาองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์นั้นๆโดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด

ข้อที่สี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงขับเคลื่อนหรือที่มักเรียกกันว่า Driving Forces ผู้นำเชิงยุทธ์ต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่เป็นหัวใจที่จะทำให้เป้าหมายองค์กรกลายเป็นจริงได้ บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าแรงขับเคลื่อนมันคืออะไรกันแน่ ถ้าจะเปรียบง่ายๆแรงขับเคลื่อนเป็นตัวที่จะบอกคนทำงานว่าอะไรเป็นสิ่งที่พวกเค้าควร focus ในการทำธุรกิจนั้นๆ หรือในทางกลับกันแรงขับเคลื่อนก็คือสิ่งที่คุณอยากจะใช้เป็นตัวกระตุ้นให้ลูกน้องของคุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างง่ายๆของแรงขับเคลื่อนก็คือ Individual และ Organizational Incentives หรือ Empowerment และ Alignment เป็นต้น

ข้อสุดท้ายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้ทำทั้งสี่ข้อข้างต้นเสร็จสมบูรณ์ตามลำดับดังกล่าว สิ่งที่จะได้ก็คือตำแหน่งในอุดมคติ (Ideal Position) ของธุรกิจของคุณซึ่งอย่างน้อยควรจะประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้คือ (1) สภาพและสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ธุรกิจของคุณ productive (2) ตำแหน่งในตลาด (Niche Market Position) ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ (3) โอกาสต่างๆสำหรับธุรกิจของคุณทั้งในปัจจุบันและอนาคต (4) Core Competencies และ Skills ที่จำเป็นในการทำธุรกิจของคุณ และสุดท้ายคือ (5) Strategies และ Tactics ที่จะทำให้ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นอย่าง Effective และ Efficient

หลังจากที่ผู้นำเชิงยุทธ์ได้ดำเนินการเสร็จทั้ง 5 ข้อดังกล่าวข้างต้นเขาก็จะมีภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นของขบวนการต่างๆที่จะทำอย่างไรให้วิสัยทัศน์ของเขาประสบความสำเร็จ และเมื่อวิสัยทัศน์ของเขาถูก focus มากยิ่งขึ้นเท่าไร Strategic Thinking ของเขาก็จะ strong มากขึ้นและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ผลที่ตามมาก็คือจะทำให้ง่ายขึ้นในการที่เขาจะ convince ลูกน้องให้ทำตามและเมื่อมีปัญหาอะไรที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็จะทำให้เขาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำโดยคงจุดยืนของตนไว้ได้อย่างมั่นคง ในความเป็นจริงแล้วคุณสามารถนำการคิดเชิงยุทธ์ไปใช้ได้กับทุกๆเรื่องในชีวิตของคุณไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจเท่านั้น หากทำใครทำได้เช่นนี้กระผมขอรับประกันว่าเขาผู้นั้นจะกลายเป็นคนที่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่าง smart ทีเดียว ผมขอยืนยันจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า “Smart Life is Always Beautiful.” ท้ายนี้คงจะขอจบแค่นี้ก่อนแล้วจะกลับมาต่อเรื่องนี้ในฉบับหน้า

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *