Social Networking “เหมืองทอง”ธุรกิจไซเบอร์

Social Networking “เหมืองทอง”ธุรกิจไซเบอร์

ลมลเพ็ชร อภิสิทธิ์นิรันดร์
ทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเรามากขึ้นในหลากหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่ฮอตฮิตกันมากในขณะนี้ คือ การสร้างชุมชนออนไลน์ หรือ Social Networking ที่เริ่มขยายผลจากการสื่อสารระหว่างบุคคล มาสู่รูปแบบธุรกิจ แลกเปลี่ยนความรู้-ความชอบของคนที่มีรสนิยมเดียวกัน ตามมาด้วยโอกาสทางธุรกิจสื่อดิจิทัลที่ไม่ควรมองข้าม
การติดต่อสื่อสารในโลกปัจจุบันที่ทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ “คลิก” ไม่กี่วินาทีก็สามารถติดต่อกับคนทั่วโลกได้แล้ว เมื่อสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น ยิ่งทำให้ความต้องการของคนมีความหลากหลายมากขึ้น จำเป็นที่ผู้พัฒนาระบบต้องสรรหาลูกเล่นใหม่ๆ มาดึงดูดใจเพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายยังคงเกาะติดใช้บริการอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะการสร้างชุมชนออนไลน์ หรือ Social Networking ที่ได้รับความนิยมกันทั่วบ้านทั่วเมือง
เห็นได้จากการแจ้งเกิดของหลายเวบไซต์ ไม่ว่าจะเป็น hi5 , facebook ,sanook หรือ tagged ฯลฯ
Social Networking คือ รูปแบบการให้บริการผ่านเวบไซต์ ที่เชื่อมโยงระหว่างบุคคลต่อบุคคลไปจนถึงบุคคลกับกลุ่มบุคคล รวมทั้งการเชื่อมโยงบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้คุ้นเคย เช่น e-mail ,messenger,webblog หรือ web board blog เข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นชุมชนที่ทำให้ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อมูล ตัวตน และทุกๆ สิ่งที่สนใจ เชื่อมโยงเข้ากับคนในเน็ตเวิร์คด้วยวิธีการต่างๆ
ในประเทศไทยเอง Social Networking ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยไม่ได้หยุดอยู่ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดเวบไซต์ที่เป็น Social Network ขึ้นอีกมากมายทั้งในแวดวงธุรกิจ,แวดวงการเงิน และการลงทุน ไปจนถึงความสนใจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่ง Social Network สำหรับการ “หาคู่” โดยเฉพาะ
การเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เองทำให้นักการตลาดกลุ่มหนึ่งมองว่า Social Network เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จะเข้าไปใช้พื้นที่เหล่านี้เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือโปรโมท สินค้า ซึ่งแน่นอนว่า “วิธีเจาะตลาด” กลุ่มคนบนโลกออนไลน์นี้ย่อมต้องมีวิธีที่แตกต่างกันไป ตามไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
กษมาช นีรปัทมะ รองประธานบริหารสื่อออนไลน์ ท็อปสเปช บริษัทในเครือสนุก ออนไลน์ เขายังเป็นผู้บริหารสื่อออนไลน์ให้กับเครือข่ายสนุกดอทคอม รวมทั้ง hi 5 โดยรับผิดชอบงานบริหารการขาย ดูแลลูกค้า วางแผนและกลยุทธ์การตลาดของท็อปสเปซ เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของ Social Networking มี hi 5 เป็นเจ้าแรกในโลกที่ทำเวบไซต์ลักษณะนี้ขึ้นมา โดยที่สหรัฐอเมริกามีผู้ก่อตั้งเป็นชาวอินเดีย
“hi 5 เป็นเจ้าแรกของโลกที่ทำเวบไซต์นี้ขึ้นมา ก่อนที่จะมี facebook และ my space ตามมา ในเมืองไทยเริ่มรู้จัก hi5 เป็นครั้งแรกประมาณปี 2543-2544 จากนักเรียนไทยในอเมริกาคนหนึ่งที่นำเข้ามาเล่นกับเพื่อนๆ จนแพร่หลาย ปัจจุบันมีมากถึง 14 ภาษา ไร้เขตแดนด้านเชื้อชาติและภาษา ขณะที่ facebook และ my space มักจะเล่นกันเฉพาะคนขาวเท่านั้น เพราะขาดการพัฒนาให้มีหลายภาษา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก”
โดยเฉลี่ยแล้ว hi 5 มียอดลงทะเบียนสมาชิกใหม่ในประเทศไทย ประมาณ 8,000 รายต่อวัน จากเดือนแรกที่ท็อปสเปซเข้ามาดูแล hi5 มีคนเล่นประมาณ 800,000 คนเท่านั้น แต่ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือนมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านราย ทำให้เวบดังกล่าวกลายเป็นเป้าหมายของนักการตลาดและนักโฆษณาที่มองเห็นโอกาสทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าจำนวนมหาศาล
“เวบไวต์ประเภทนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือธุรกิจในภายหลัง เพราะสุดท้ายธุรกิจต้องมีรายได้ วิธีที่จะหารายได้ได้ก็คือ การเก็บเงินผู้ใช้ และการหาโฆษณามาลง”
ทว่ากว่าจะทำให้บรรดานักการตลาดและนักโฆษณาทั้งหลาย หันมาให้ความสนใจเวบไซต์ที่เป็น Social Networking จำเป็นต้องใช้ระยะในการสร้างเครือข่ายเพื่อให้มีผู้เข้ามาใช้บริการมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงไม่แปลกที่ในปัจจุบันเวบไซต์ที่เป็น Social Network เหล่านี้จะกลายเป็น “เหมืองทองน้อยๆ” ที่รอวันเติบโตมากขึ้นสำหรับยอดขายโฆษณาในพื้นที่ออนไลน์ แม้ปัจจุบันอาจจะยังไม่มีตัวเลขการันตีที่แน่ชัดว่า เม็ดเงินที่อัดเข้าไปในสื่อประเภทนี้มีมากน้อยเพียงใด ก็ตาม
แต่จากตัวอย่างที่ กษมาช หยิบยกมาให้เห็นคร่าวๆ เพียงแค่ท็อปสเปซแห่งเดียวมียอดขายสูงถึง 60-70% ของมูลค่าการตลาดโฆษณาบนโลกไซเบอร์ หรือราวๆ 480-500 ล้านบาท ที่น่าจับตามองตอนนี้คือ hi 5 เพราะมีคนไทยเล่นมากถึง 1.2 ล้านคน (ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551) แยกเป็นชาย 49% หญิง 51% แยกเป็นอายุมากกว่า 34 ปีขึ้นไป 10% ,อายุระหว่าง 25-34 ปี จำนวน 36%,อายุระหว่าง 24-18 ปี จำนวน 42% และอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 12%
ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า เมื่อสื่อดิจิทัลได้รับความนิยมมากขึ้น ถึงอนาคตของ Print media จะเป็นเช่นไร ?
ในสายตาของ กรณิการ์ กลีบแกล้ว Interaction Director บริษัทวางแผนสื่อโฆษณาในเครือของ Mindshare บอกว่า อย่างไรเสียสื่อประเภทสิ่งพิมพ์จะยังคงมีบทบาทอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกนาน เพราะสื่อที่เกิดขึ้นจาก Social Networking นั้น เพิ่งจะมา “บูม” ในเมืองไทยเมื่อไม่กี่ปีนี้มานี้เอง ต่างจากในต่างประเทศที่กระแสนี้เกิดขึ้นมานาน 3-4 ปีแล้ว
ส่วนสินค้าที่จะเข้ามาใช้บริการใน Social Networking นั้น ยังคงเป็นแบรนด์สินค้าใหญ่ๆ ที่มีกำลังเงิน สามารถใส่เม็ดเงินเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ปัจจุบันนี้ สินค้า AXE และ Sunsilk ของค่ายยูนิลีเวอร์ ก็ใช้สื่อประเภทนี้อยู่โดยการลงโฆษณาผ่าน hi5 ซึ่งก็มีคนที่เข้ามาดู เข้ามาติชม และเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก ผลที่ได้คือสินค้านั้นๆ จะมีลูกค้าที่เป็น “ขาประจำ” อย่างเหนียวแน่น
นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์อื่นๆ อีกที่เห็นความสำคัญของสื่อประเภทนี้ และเลือกที่ใช้เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเกาะกระแสตลาด ไม่ให้หลุดเทรนด์ จากข้อมูลการสำรวจของ brandrepublic.com เวบไซต์ที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารการตลาด ระบุว่าในปี 2550 มี 10 แบรนด์ดังที่ใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือการตลาดอย่างโดดเด่น ได้แก่ ทรูมูฟ,โนเกีย,โซนี่ ,ธนาคารไทยพาณิชย์,เป๊บซี่,โตโยต้า,เสริมสุข (ภายใต้แบรนด์ คริสตัล),เนสท์เล่ ,เอไอเอส และซัมซุง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะยังไม่ก้าวหน้าไปถึงขึ้นที่จะคิดทำชุมชนออนไลน์ของไทยขึ้นมาเอง แต่ Social Networking ที่พัฒนาขึ้นมาโดยต่างประเทศนั้น ยังมีช่องทางการตลาดอีกมากมายที่รอคอยให้นักธุรกิจไทย หรือผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์พัฒนาสู่ธุรกิจ จากความอัศจรรย์ของการเชื่อมผู้คนจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันบนโลกไซเบอร์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *