Small Is Still Beautiful จิ๋วก็ยังแจ๋ว หรือ ชนะก็คือแพ้ (3)

Small Is Still Beautiful จิ๋วก็ยังแจ๋ว หรือ ชนะก็คือแพ้ (3)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3982 (3182)
ภาค 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนาดของสิ่งต่างๆ เริ่มด้วยการพูดถึงแนวโน้มสู่ความนิยมการมีองค์กรขนาดใหญ่มาเป็นเวลาเกือบ 200 ปีแล้ว ความนิยมนี้มีฐานอยู่บนด้านเศรษฐกิจของขนาดนั่นคือ การมีขนาดใหญ่จะลดต้นทุนได้เสมอ ฉะนั้นทั้งในระบบตลาดเสรีและระบบคอมมิวนิสต์ ธุรกิจต่างแสวงหาความมีขนาดใหญ่ ในอเมริกาและยุโรปซึ่งใช้ระบบตลาดเสรี บริษัทห้างร้านต่างพยายามเพิ่มขนาดของตนด้วยกลวิธีต่างๆ เช่น การรวมตัวกัน และการฮุบบริษัทอื่น จนก่อให้เกิดบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนงานใกล้ล้านคน ในสหภาพโซเวียตซึ่งใช้ระบบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เพื่อผลิตสิ่งต่างๆ ตามที่รัฐต้องการ นักการเมืองท้องถิ่น มักแข่งกันเพื่อเป็นผู้ที่มีโครงการขนาดใหญ่ที่สุด ชูมักเกอร์เห็นว่า การเคลื่อนไหวสู่ความมีขนาดใหญ่นี้ มีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนซึ่งมีขนาดเล็ก และมักขาดความเชื่อมั่นในสิ่งแวดล้อม ที่ตนเป็นเสมือนฟันเฟืองของเครื่องจักรเท่านั้น เขาจึงเสนอให้องค์กร และบริษัทขนาดใหญ่แยกกิจการออกเป็นหน่วยเล็กๆ ที่คนมีความรู้สึกว่าเขาไม่ถูกกลืนหายไป แต่ข้อเสนอนั้นถูกต่อต้านจากฝ่ายที่มีความ เชื่อมั่นในข้อดีของการมีขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเคลื่อนไหวสู่ขนาดใหญ่นี้ธุรกิจขนาดเล็กยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลบ่งว่า เมื่อปี 2540 สหราชอาณาจักรมีธุรกิจอยู่ในทะเบียน 3.7 ล้านแห่ง และเพียง 7 พันแห่งเท่านั้นเป็นขนาดใหญ่ซึ่งมีคนงานอย่างน้อย 250 คน นอกจากนั้นในแต่ละวันจะมีธุรกิจเกิดขึ้นใหม่ราว 1,000 แห่ง และเกือบทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ข้อมูลนี้ ชี้ว่ามนุษย์เราใฝ่ฝันที่จะเป็นตัวของตัวเองและต้องการทำกิจการขนาดเล็กที่ตนเองสามารถควบคุมได้ ทั้งที่การทำธุรกิจขนาดเล็กไม่ง่ายเลยเนื่องจากรัฐบาลมีกฎเกณฑ์หยุมหยิมสารพัดที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องใช้ ทั้งเวลาและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อปฏิบัติตาม นอกจากนั้นธุรกิจขนาดเล็กยังต้องแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ทั้งทรัพยากรและเล่ห์กลต่างๆ ที่ส่อไปในทางขาดจริยธรรมและผิดกฎหมายในการแข่งขันอีกด้วย
ผู้เขียนนำการผลิตและจำหน่ายเบียร์ มาเสนอเป็นตัวอย่าง ในปี 2513 เมื่อชูมักเกอร์พิมพ์หนังสือเรื่อง Small Is Beautiful อุตสาหกรรมผลิตเบียร์ใน สหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในยุคปลายของการรวมตัวกันเป็นบริษัทขนาดใหญ่ และอีกเพียง 3 ปีต่อมากว่า 90% ของอุตสาหกรรมผลิตเบียร์ก็ตกอยู่ในความควบคุมของบริษัทขนาดใหญ่เพียง 7 บริษัทเท่านั้น แต่ก่อนที่ธุรกิจผลิตเบียร์ขนาดเล็กจะสูญพันธุ์ไป เกิดความเคลื่อนไหวขึ้น ในหมู่ผู้ผลิตขนาดเล็กและนักดื่มเบียร์ที่ไม่ต้องการดื่มเบียร์ด้อยคุณภาพซึ่งผลิตจากโรงงานขนาดใหญ่ ฉะนั้นเพียงเวลาไม่นานโรงงานผลิตเบียร์ขนาดเล็กก็เริ่มผุดขึ้น ปานดอกเห็ดเพื่อผลิตเบียร์ชนิดที่มีความนิยมในแต่ละท้องถิ่น ในตอนที่ผู้เขียนพิมพ์หนังสือของเขา มีธุรกิจผลิตเบียร์ขนาดเล็กที่เกิดใหม่กว่า 300 แห่ง ทำให้บริษัท ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 400 แห่ง
แม้จะเป็นที่นิยมของนักดื่ม แต่การทำธุรกิจผลิตเบียร์ขนาดเล็กต้องประสบกับอุปสรรคหลากหลายโดยเฉพาะจากคู่แข่ง ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งบางครั้งก็ใช้กลยุทธ์ที่ หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายและหลักจริยธรรม เช่น การเสนอให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แก่เจ้าของร้านขายเบียร์ที่มีปัญหาทางการเงิน หากพวกเขาจะไม่ยอมขายเบียร์ท้องถิ่นของบริษัทขนาดเล็ก ในขณะเดียวกันสมาคม ผู้ผลิตเบียร์ซึ่งเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของบริษัทขนาดใหญ่ก็ไม่ยอมรับบริษัทขนาดเล็กเป็นสมาชิก บริษัทขนาดเล็กจึงต้องตั้งสมาคมขึ้นใหม่เพื่อกดดันให้รัฐบาลดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม หลังจากรัฐบาลขู่ว่าจะออกกฎหมายห้ามการกีดกันเบียร์ของบริษัทขนาดเล็ก บริษัทใหญ่ๆ จึงยอมให้ร้าน ที่ตนให้ยืมเงินขายเบียร์ของบริษัทขนาดเล็กได้บ้าง แต่ก็ยังไม่วายจะพยายามทำลายบริษัทขนาดเล็ก ด้วยการตัดราคาเบียร์ของตนลงให้ต่ำกว่าต้นทุน หรือไม่ก็เสนอซื้อหรือฮุบบริษัทขนาดเล็กเสียเลย ฉะนั้น บางท้องที่จึงแทบไม่มีบริษัทขนาดเล็ก เหลืออยู่
ความเคลื่อนไหวไปสู่การผลิตเบียร์ ท้องถิ่นด้วยบริษัทขนาดเล็กนี้ มิได้มีเกิดขึ้นเฉพาะในเกาะอังกฤษเท่านั้น หากกำลัง เกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม ฮังการี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีนและไนจีเรีย ผู้เขียนมองว่า ความสำเร็จอย่างกว้างขวางของผู้ผลิตเบียร์ขนาดเล็กทั้งที่มีอุปสรรคมากมาย แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผลิตสินค้าคุณภาพสูง ของกิจการขนาดเล็ก ซึ่งเป็นกิจการที่คนส่วนใหญ่ต้องการทำ
เรื่องการเคลื่อนไหวไปสู่ความนิยม การมีขนาดใหญ่ มิได้มีเฉพาะในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเกิดขึ้นกับทางด้านการเมืองด้วย ผู้ที่สนับสนุนการมีขนาดใหญ่มักอ้างว่าการมีขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยที่จะช่วยทำให้เกิดความมั่งคั่ง แต่ผู้เขียนนำตัวอย่างมาเสนอจำนวนมากเพื่อแย้งข้ออ้างดังกล่าว เช่น ตามประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสอาจควบรวมเบลเยียม และเยอรมนีอาจควบรวมเดนมาร์กเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตน จริงอยู่ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีสามารถพัฒนาจนเกิดความก้าวหน้าได้ แต่เบลเยียมและเดนมาร์กก็มิได้น้อยหน้ากว่า 2 ประเทศที่ใหญ่กว่าหลายเท่าเหล่านั้น ตรงข้ามหากเบลเยียมและเดนมาร์ก ถูกควบรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ ประเทศใหญ่ ชาวเบลเยียมและชาวเดนมาร์กคงจะสูญเสียอัตลักษณ์ของตน ไปแล้ว ในทำนองเดียวกันสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียมีขนาดเล็กกว่าฝรั่งเศสและเยอรมนี แต่ก็มีความก้าวหน้าไม่น้อยกว่าประเทศทั้งสอง
ความเชื่อในขนาดใหญ่นำไปสู่การ ควบรวมประชาชนกลุ่มต่างๆ ขึ้นเป็นประเทศขนาดใหญ่ แต่ประเทศเหล่านี้อยู่ได้ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น แถมยังไม่ก้าวหน้ากว่าประเทศที่กล่าวถึงอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ ในยุโรปคือ อดีต สหภาพโซเวียต และยูโกสลาเวีย ซึ่งได้ แตกสลายกลายเป็นหลายประเทศที่มีปัญหาสารพัด นอกจากนั้นชาวยุโรป ได้นำแนวคิดการรวมตัวกัน เป็นประเทศขนาดใหญ่นี้ไปใช้กับเมืองขึ้นในแอฟริกา ตอนนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า นอกจากจะพัฒนาไม่ได้แล้ว ประเทศในแอฟริกาประสบปัญหาหนักหนาสาหัส ถึงขนาด บางประเทศล่มสลายและไม่มีสภาพเป็นรัฐเหลืออยู่ เช่น โซมาเลีย
จากตัวอย่างเหล่านี้จึงมีคำถามว่าจะทำอย่างไรในด้านการเมือง ชูมักเกอร์เสนอทางแก้ไข ด้วยเรื่องการปกครองตามหลักประชาธิปไตยของสมัยกรีกโบราณ ซึ่งเป็นไปตามอุดมการณ์ที่อริสโตเติลคิดไว้นั่นคือ การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นซึ่งปกครองตนเองด้วยรัฐบาลขนาดเล็ก ที่ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงได้ ในปัจจุบันนี้สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศหนึ่งซึ่งยึดหลักของการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ฉะนั้นตามรัฐธรรมนูญของเขาประชาชนจำนวน 1 แสนคนสามารถเข้าชื่อกันเรียกร้อง ให้มีการลงประชามติ เพื่อปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญได้ หรือประชาชนเพียง 5 หมื่นคน อาจเสนอให้รัฐสภาพิจารณามาตรการอะไรก็ได้
ทั้งที่มีตัวอย่างให้เห็นเช่นนี้ ประเทศต่างๆ ในยุโรปยังมีความเคลื่อนไหวเพื่อรวมตัวกันให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผู้เขียน มองว่าความเคลื่อนไหวของประเทศในยุโรปไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์เสมอไป เขายกตัวอย่างเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับการทำงานซึ่งคณะกรรมการของสหภาพยุโรป ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน ความสามารถในการเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับได้นี้มีความล่อแหลมมาก และก็เป็นจริงดังที่เขาคาดเมื่อคณะกรรมการ ทั้งคณะต้องลาออกเมื่อปี 2542 เพราะปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการใช้เงิน การรวมตัวกันในยุโรปได้นำไปสู่การสูญเสียอิสระในการตัดสินใจด้านต่างๆ ของท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น การปลูกองุ่นพันธุ์ท้องถิ่นและการสวมเสื้อผ้าสีเข้มของพนักงานในร้านอาหาร ก็ถูกห้าม ผู้เขียนจึงมองว่านั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ หากเป็นเผด็จการในคราบของประชาธิปไตย ซึ่งรังแต่จะทำให้ประชาชนหมดความสุข
หน้า 42
________________________________________

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *