Small Is Still Beautiful จิ๋วก็ยังแจ๋ว หรือ ชนะก็คือแพ้ (2)

Small Is Still Beautiful จิ๋วก็ยังแจ๋ว หรือ ชนะก็คือแพ้ (2)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3981 (3181)
ภาค 2 พูดถึงเศรษฐกิจและ จิตวิญญาณ เริ่มด้วยการอ้างถึงต้นทุนของการค้าเสรีซึ่งในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นทั้งแนวคิดกระแสหลัก และหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดจนไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ การค้าเสรีเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจขยายตัว อย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ชาวโลกบริโภคได้มากขึ้น ใครๆ ก็อยากเป็นเช่นชาวอเมริกัน ซึ่งเมื่อปีที่ชูมักเกอร์พิมพ์หนังสือเรื่อง Small is Beautiful (2516) มีจำนวนเป็นสัดส่วน 5.6% ของประชากรโลกและบริโภคทรัพยากรราว 40% ของปริมาณที่ชาวโลกบริโภคอยู่ในขณะนั้น ในช่วงเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ชาวโลกบริโภคเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าชาวอเมริกัน แต่ดูจะไม่มีใครเคยคิดเลยว่าถ้าชาวโลกจะบริโภคเช่นชาวอเมริกันจริงๆ ทรัพยากรจะมาจากไหน เพราะตามที่ผู้เขียนคำนวณไว้ การจะทำเช่นนั้นได้ต้องใช้ทรัพยากรอย่างน้อย 6 เท่าของที่ชาวโลกใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่โลกไม่มี ฉะนั้นในขณะนี้จึงมีการแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างเข้มข้น ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นต่างกัน เกี่ยวกับผลของการแย่งชิงทรัพยากรจะออกมาในรูปไหน กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าโลกยังมีทรัพยากรอีกมากมาย และรอเพียงวันที่มันจะถูกค้นพบเท่านั้น กลุ่มนี้เชื่อด้วยว่าเทคโนโลยี มีอานุภาพสูงพอที่จะแก้ปัญหาในอนาคตได้ หรือไม่ก็จะมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาความขาดแคลนได้ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่ากลไกตลาดมีอำนาจสูงพอที่จะแก้ปัญหาได้ นั่นคือ เมื่อทรัพยากรชนิดหนึ่งขาดแคลน ราคาของมันก็จะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการค้นหาส่วนที่ยังมี หลงเหลืออยู่ พร้อมกันนั้นการพัฒนาสิ่งอื่นขึ้นมาทดแทนก็จะเกิดขึ้นด้วย กลุ่มนี้มีความเชื่อคล้ายกลุ่มแรกซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นไป ไม่ได้ ไม่ว่าทฤษฎีที่นักเศรษฐศาสตร์สร้างขึ้นจะสรุปว่าอย่างไร ทั้งนี้เพราะทฤษฎีที่ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ใช้ไม่รวมปัจจัยของเวลา และความไม่แน่นอนเข้าไปด้วย เมื่อสองปัจจัยนี้ถูกนำมาคิด ทฤษฎีของ พวกเขาจะพังลงทันที
สำหรับในระดับปฏิบัติ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในขณะนี้คือ การค้าเสรีมีผลทำให้สินค้าราคาถูกลง เพราะบริษัทข้ามชาติย้ายฐานไปผลิตสินค้าในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ การที่สินค้ามีราคาถูกกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างเมามัน พร้อมๆ กับการก่อหนี้ยืมสินแบบท่วมท้นโดยทั่วไป ในขณะที่บริษัทข้ามชาติและคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ ร่ำรวยขึ้น ความยากจนข้นแค้นแสนสาหัสยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในโลก นอกจากนั้นยังมีปัญหาที่ผุดขึ้นมาอย่าง ต่อเนื่องอีกด้วย
ผู้เขียนนำแนวคิดของชูมักเกอร์มาเสนอสำหรับแก้ปัญหา ชูมักเกอร์เห็นว่าปัญหาหลักของนักเศรษฐศาสตร์ได้แก่ การสร้างทฤษฎีที่อิงวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมา ซึ่งต้องใช้สมมติฐานที่ว่า คนเป็นกลไกไม่ต่างกับเครื่องจักร หรือไม่คนก็มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเพียงอย่างเดียว นั่นคือ การแสวงหาวัตถุ เมื่อมีวัตถุสนองความต้องการแล้ว คนก็มีความสุข ทฤษฎีเช่นนี้นำไปสู่แนวนโยบายที่ต้องการให้ทุกคนร่ำรวยแม้ความร่ำรวยนั้นจะได้มาด้วยการขาดจริยธรรมก็ไม่เป็นไร การละทิ้งจริยธรรมเพื่อสร้างความร่ำรวยนี้ได้รับการสนับสนุนโดยจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งทรงอำนาจทางแนวคิดที่สุดในช่วง 100 ปี ที่ผ่านมา คำพูดของเคนส์ที่ผู้เขียนนำมาอ้างอาจแปลได้ดังนี้
“ในช่วงเวลาร้อยปีต่อไปเป็นอย่างน้อย เราจะต้องแสร้งทำเสมือนว่าความดีคือความชั่ว และความชั่วคือความดี เพราะความชั่วมีประโยชน์ แต่ความดีหามีประโยชน์ไม่” ตามแนวคิดนี้ หลังจาก ทุกคนร่ำรวยพอแล้ว เขาจะมีความสุขและเป็นคนดีเอง
นโยบายในแนวนี้มีปัญหานอกเหนือจากเรื่องของจริยธรรมและเรื่องของสมมติฐานที่ว่าความร่ำรวยนำไปสู่ความสุข นั่นคือ ณ จุดไหนมนุษย์จึงจะรู้สึกว่าเขารวยหรือมีความสุขเพียงพอแล้วและจะเริ่มเป็นคนดี ในวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักซึ่งยึด การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นสรณะไม่มีคำว่า “เพียงพอ” หากมีแต่คำว่า “มากขึ้น” ฉะนั้นท่ามกลางสังคมที่มีแต่ความขาดแคลนซึ่งมีอยู่ทั่วไปในโลก จึงไม่มีสังคมไหนบอกว่ารวยพอแล้ว หรือรวยเกินไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาชนิดนี้ ชูมักเกอร์เสนอว่า ความเพียงพอจะต้องวางอยู่บนฐานของความต้องการของร่างกาย หรือความจำเป็น การแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เกินความจำเป็นเกิดจากความต้องการสนองความอยากอันมีฐานอยู่บนความโลภ ซึ่งจะต้องถูกจำกัดเพราะโลกนี้ไม่มีทรัพยากรพอที่จะสนองความอยากของทุกคนได้ นอกจากนั้นกระบวนแสวงหาอันไม่มีวันสิ้นสุดยังนำไปสู่การทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์เองอีกด้วย ฉะนั้นวิชาเศรษฐศาสตร์จะช่วยแก้ปัญหาได้ก็ต่อเมื่อต้องยอมรับความจริงที่ว่าคนไม่ใช่เครื่องจักร หากเป็นสิ่งที่มีจิตวิญญาณ นั่นหมายความว่าเศรษฐศาสตร์จะต้องนำหลักปรัชญาเข้ามาพิจารณาซึ่งเท่ากับการยอมรับว่าวิชาเศรษฐศาสตร์จะต้องมี จิตวิญญาณด้วย
วิชาเศรษฐศาสตร์จะมีจิตวิญญาณได้ด้วยการยอมรับหลักปรัชญาซึ่งมองสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก อาทิ เรื่องแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการผลิตสินค้าและบริการ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่า แรงงานเป็นต้นทุนที่นายจ้างจะต้องหาทางลดให้เหลือน้อยที่สุด หรือถ้าเป็นไปได้ก็แทนที่แรงงานทั้งหมดด้วยเครื่องจักร ส่วนแรงงานเองก็มองว่างานมิใช่สิ่งที่น่าพิสมัยอะไรนัก การมีรายได้โดยไม่ต้องทำงานคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ชูมักเกอร์เสนอว่าปรัชญาของศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธไม่มองเช่นนั้น หากมองแรงงานว่า มีความหมายในสามระดับด้วยกัน คือ มันเปิดโอกาสให้คน (1)พัฒนาและใช้สติปัญหาของตน (2)ลดความเห็นแก่ตัว และ (3)ผลิตสิ่งที่มีค่าสำหรับดำเนินชีวิต
นอกจากนั้นศาสนาคริสต์ยังเสนอต่อไปอีกว่า งานคือทางนำไปสู่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องผ่านการให้ทานอีกด้วย ตามหลักปรัชญานี้ การมุ่งเน้นการผลิตสินค้า และบริการด้วยการใช้เทคโนโลยีที่จำกัดแรงงานจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม เทคโนโลยี ที่เหมาะสมสำหรับการคงไว้ซึ่ง จิตวิญญาณของมนุษย์ได้แก่เครื่องมือ ที่เอื้อให้การทำหัตถกรรมสะดวกขึ้น ไม่ใช่เครื่องจักรอัตโนมัติที่มีมนุษย์เป็นเพียงฟันเฟืองเท่านั้น
เรื่องการบริโภคก็เช่นเดียวกัน เศรษฐศาสตร์กระแสหลักวัดมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนด้วยระดับของการบริโภค คนที่บริโภคมากกว่าถือว่าเป็นผู้ที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่สูงกว่าผู้ที่บริโภคน้อย ฉะนั้นทุกคนจะต้องบริโภค อย่างน้อยเท่ากับเพื่อนบ้าน และถ้าหากเป็นไปได้ก็ให้พยายามบริโภคมากกว่านั้น เพื่อจะได้มีความรู้สึกว่าอยู่ดีกินดี และมีความสำเร็จสูงกว่า คนจึงเป็นเครื่องบริโภคที่ไร้จิตวิญญาณและมีหน้าที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ปรัชญาของศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ไม่คิดเช่นนั้น หากคิดว่าการบริโภค
ควรเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการ ของร่างกาย มิใช่เพื่อสนองความอยาก การแข่งขันกันแบบไม่มีวันสิ้นสุด จะไม่เปิดโอกาสให้คนประสบความสงบสุข ซึ่งวิชาปรัชญาถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต
อีกด้านหนึ่งได้แก่การมองและการกระทำต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่า มนุษย์จะต้องแสวงหาประโยชน์อย่างเต็มที่จากธรรมชาติโดยการนำเอาทรัพยากร ทุกอย่างมาใช้ให้มากที่สุด เศรษฐศาสตร์ จึงแยกคนออกจากสิ่งแวดล้อมโดยสิ้นเชิง แต่ปรัชญาของศาสนาคริสต์ไม่มองเช่นนั้น หากมองว่ามนุษย์มีหน้าที่ปกปักรักษา สิ่งแวดล้อมอันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า สร้างขึ้น ส่วนปรัชญาของศาสนาพุทธ มองว่ามนุษย์จะต้องเคารพและไม่ทำร้ายธรรมชาติ และหากเป็นไปได้มนุษย์ควรปลูกและดูแลรักษาต้นไม้อยู่เสมอ
ผู้เขียนเสนอว่า เท่าที่ผ่านมาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักพามนุษย์หลงทาง และกำลังนำไปสู่การทำลายโลก ซึ่งเท่ากับการทำลายตัวเอง แต่มันยังไม่สายเกินไปที่จะกลับลำ ซึ่งจะต้องทำด้วยการเปลี่ยนฐานความคิด ไปสู่หลักเศรษฐกิจแบบมีจิตวิญญาณ
หน้า 42
________________________________________

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *